หน้า: 1 2 3 4 5

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: จิตสุดท้ายก่อนตาย ตามความเข้าใจของข้าพเจ้า  (อ่าน 3280 ครั้ง)
add
เรทกระทู้
« เมื่อ: 26 ต.ค. 10, 15:59 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 

คนเราทุกคนเกิดมาแล้วคงหนีไม่พ้นความตาย ความตายอาจจะเป็นเรื่องน่ากลัวสำหรับมนุษย์และสัตว์ ความกลัวนั้นอาจจะเป็นด้วยเหตุผลหลากหลายนาๆ ประการ ไม่ว่าจะเป็นการกลัวความเจ็บปวด กลัวการพลัดพราก และเหตุผลอื่นๆ อีกมากมาย แต่สุดท้าย ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดหนีพ้นความตาย หรือความดับไปได้ ด้วยวัฎจักรแห่งกรรม การเกิดดับของสิ่งต่างๆ จะสืบเนื่องต่อกันไปไม่ขาดสาย

ตายแล้วไปไหน บางคนเข้าใจว่า ตายแล้วรอเกิด รอเวลาเกิด อันที่จริงไม่ใช่ ตายแล้ว (ดับแล้ว) เกิดทันที สุดแท้แต่จะเกิดเป็นอะไร การเกิดนั้นเกิดด้วยจิต จิตดวงเดิมนี้หล่ะ เช่น จิตดวงนี้ในร่างมนุษย์ในชาตินี้ เมื่อดับแล้ว ก็เกิดในร่างใหม่ เป็นรูปใหม่ อาจจะเป็นเทวดา เป็นสัมภเวสี เปรต อสูรกาย สัตว์นรก เดรัชฉาน หรือมนุษย์ ที่เราเรียกกันว่า "ผี" คือเกิดแล้ว จิตที่ไปเกิดนั้นเป็นจิตดวงเดิม ดังนั้น การบันทึกสิ่งต่างๆ ลงไปในจิต มีผลอย่างมาก และสำคัญอย่างมาก

การจะเกิดเป็นอะไรนั้น ขึ้นอยู่กับสภาวะแห่งจิตก่อนตาย เรียกว่า "มรณะวิถี" คือ การนำจิตไปเกิดหลังจากดับจากรูปเดิม หากจิตคิดดีย่อมส่งไปสู่ภพภูมิที่ดี ปรากฎในรูปที่ดี เช่นในรูปมนุษย์ เทวดา เป็นต้น แต่ถ้าจิตคิดไม่ดี ย่อมส่งจิตไปสู่ภพภูมิที่ไม่ดี เช่น เปรต อสูรกาย สัตว์เดรัชฉาน เป็นต้น มีเรื่องเล่าในทางพุทธกาลหลายเรื่อง ไว้ผู้เขียนจะได้นำมาลงไว้ให้อ่านกันเป็นอันดับต่อไป

คนเราเมื่อใกล้ตาย แม้จะมีคนมาบอกใกล้ๆ หูว่า ให้นึกถึงพระ นึกถึงเรื่องดีๆ แต่เชื่อหรือไม่ เราบังคับจิตเราให้นึกเช่นนั้นมิได้ เพราะสภาวะใกล้ตาย คือสภาวะอันล่องลอยไร้การตื่นรู้ แต่หากผู้ปฏิบัติวิปัสนาเป็นประจำอาจจะมีสติตื่นรู้และกำหนดได้ แต่หากเป็นคนทั่วๆ ไป มักไม่มีสติพอจะบังคับจิตให้นึกถึงเรื่องดีๆ ได้

แล้วจิตจะคิดเรื่องอะไรนั้น ขึ้นอยู่กับการบันทึกกรรมของจิต จิตของเราเหมือนคอมพิวเตอร์ที่จะบันทึกสิ่งต่างๆ ไว้เสมอ ในการกระทำครั้งหนึ่ง ความรู้สึกหนึ่ง จิตก็จะบันทึกความรู้สึกนั้นไว้ หากเรามักทำแต่กรรมดี มีความสุข จิตก็จะบันทึกความสุขไว้ซ้ำๆ ซากๆ หากเรามักทำกรรมไม่ดี มีความทุกข์ จิตใจปั่นป่วนทุกครั้ง จิตเราก็จะบันทึกในสิ่งไม่ดีไว้ประจำซ้ำๆ ซากๆ การทำกรรมโดยผิดศิลต่างๆ หากทำเป็นประจำจิตจะบันทึกไว้โดยเราไม่รู้ตัว และเมื่อสภาวะล่องลอยของจิตมาถึงยามใกล้ตาย จิตจะเรียกบันทึกต่างๆ ออกมาดู หากเราขยันบันทึกกรรมชั่วมากกว่ากรรมดี ภาพที่ปรากฎแก่จิตจะเป็นภาพไม่ดี เช่น ภาพทำร้ายสัตว์ ภาพด่าทอบริภาษผู้อื่น ภาพทำร้ายให้ร้ายผู้อื่น แต่ถ้าจิตเราขยันบันทึกกรรมดี ยามสภาวะล่องลอยมาถึง จิตเราจะฉายภาพกรรมดี และความสุขต่างๆ ที่เราบันทึกไว้ทุกวัน มรณะวิถีเราจะดีตามไปด้วย ดังนั้น การมีความสุข อิ่มด้วยบุญทุกวัน ย่อมทำให้การบันทึกของจิตมีคุณภาพตามไปด้วย

ท่านเคยสงสัยมั้ยว่า ทำใม เราจึงทำในสิ่งที่เราไม่เคยทำได้ เรียนรู้บางเรื่องได้อย่างรวดเร็ว เข้าใจบางเรื่องได้อย่างง่ายดาย นั่นเป็นเพราะ จิตของเราได้เคยบันทึกเรื่องราวหรือการเรียนรู้เหล่านั้นมาแล้วแต่ภพก่อนนั่นเอง

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า

กระทู้ฮอตในรอบ 7 วัน

Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #1 เมื่อ: 26 ต.ค. 10, 16:10 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ในสมัยพุทธกาล มีเรื่องที่พระภิกษุรูปหนึ่งเมื่อมรณภาพลงพระรูปหนึ่งจะนำจีวรไป พระพุทธเจ้าทรงห้ามและรับสั่งเล่าว่า พระภิกษุผู้เป็นเจ้าของจีวรนั้น ได้มาเกิดเป็นเล็นเกาะอยู่ที่จีวรที่ท่านซักตากไว้ เพราะจิตของท่านเมื่อจะมรณภาพนั้นผูกพันอยู่กับจีวรผืนนั้น ที่ท่านเพิ่งได้มาและชอบมา กรรมทางใจหรือมโนกรรมมีโทษหนักเพียงนี้ ทำมนุษย์ในชาติหนึ่ง ให้เป็นสัตว์ในอีกชาติหนึ่งก็ได้ ที่สำคัญอย่างยิ่งก็คือเมื่อเป็นสัตว์แล้ว ก็ยังระลึกถึงครั้งเมื่อเป็นมนุษย์ได้ จะเดือนร้อนใจเพียงไหน พระพุทธเจ้ารับสั่งห้ามไม่ให้นำจีวรไป เพราะเล็นที่เป็นเจ้าของจีวรครั้งยังเป็นพระภิกษุนั้นหวงอยู่ ถ้านำจีวรไปก็จะโกรธแค้นขุ่นเคือง จะทำให้ไม่ได้ไปเสวยผลแห่งกรรมดีที่ได้กระทำไว้แล้วเป็นอันมาก อำนาจกรรมแม้เพียงมโนกรรมทางใจ ไม่ได้ปรากฏเป็น กายกรรม วจีกรรม ถึงเป็นการเบียดเบียนทำร้ายผู้ใด ก็ยังมีอำนาจใหญ่ยิ่งเพียงนี้ พระพุทธเจ้ายังทรงเตือนให้ระวัง ทุกคนจึงควรระวังให้จงหนัก

คนเราเลือกเกิดได้จริง ข้าพเจ้าเชื่อเช่นนั้น

มีเรื่องแปลกอีกเรื่องหนึ่ง คือ เรื่องนางมัลลิกา ซึ่งเป็นอัครมเหสีของพระเจ้าปเสนทิโกศล ในสมัยพุทธกาล พระนางทรงทำความดีมามาก แต่เวลาจวนจะสิ้นพระชนม์ไม่ทรงคิดถึงความดี ไปคิดถึงความชั่วนิดเดียวที่ทำไว้ แต่คิดบ่อยๆ ความดีมากแต่ไม่คิด ไปคิดแต่เรื่องความชั่วที่โกหกพระสวามีไว้ แล้วมานั่งคิดดูว่า "เรื่องที่เราโกหกนี่ พระสวามีจับไม่ได้ก็จริง แต่พระพุทธเจ้าหรือพระอรหันต์ก็คงรู้ เราทำไม่ถูก ไม่สมควร"

เมื่อ จวนจะสิ้นพระชนม์ พระนางมัลลิกาซึ่งเป็นผู้อุปการะต่อพระพุทธเจ้าและอรหันต์มาก บำรุงพุทธศาสนามาก แต่จวนจะสิ้นพระชนม์จิตเศร้าหมอง คิดแต่เรื่องอกุศลที่พระองค์ทำไว้อย่างเดียวเท่านั้น แต่ไปทรงคิดมาก คิดบ่อย พอนางสิ้นพระชนม์ก็ไปตกนรกทันที

เมื่อพระมเหสีสิ้น พระชนม์ พระเจ้าปเสนทิโกศลก็เสด็จเข้าไปทูลถามพระพุทธเจ้าว่าขณะนี้พระนางมัลลิกาไป เกิดที่ไหน พระพุทธเจ้าทรงทราบว่าพระเจ้าปเสนทิโกศลนั้นทรงรักพระมเหสีมาก ถ้าพระองค์ตรัสตอบโดยตรงว่าขณะนี้พระนางอยู่ในนรก พระเจ้าปเสนทิโกศลจะเลิกนับถือพุทธศาสนาแน่ และจะล้างพระพุทธศาสนาหมดจากแคว้นของพระองค์แน่ พระพุทธเจ้าทรงทราบดี

พอ พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จไปประทับนั่งที่พระคันธกุฎีในวัดพระเชตวัน พระพุทธองค์ก็ทรงใช้อำนาจจิตดลบันดาลใจให้ทรงสนทนาเรื่องอื่นเสีย จนพระเจ้าปเสนทิโกศลทรงลืมไป คิดว่าจะทูลถามเรื่องพระมเหสีก็มัวคุยเรื่องอื่นไปเสีย แล้วเสด็จกลับวังโดยมิได้ทูลถามเรื่องนี้

พอเลย ๗ วันแล้ว กรรมที่พระนางมัลลิกาทำไว้ก็หมดไป พระนางก็จุติจากนรกไปเกิดในสวรรค์ เพราะอกุศลกรรมทำไว้ไม่มาก พอนางไปเกิดในสวรรค์แล้ว พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงนึกถึงเรื่องพระมเหสีได้ ได้เสด็จมาทูลถามพระพุทธเจ้าว่าพระนางไปเกิดที่ไหน ตอนนี้พระพุทธเจ้าไม่ทรงดลบันดาลพระทัยแล้ว ตรัสตอบโดยตรงเลยว่า ขณะนี้พระนางทรงอุบัติบนสวรรค์แล้ว

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #2 เมื่อ: 26 ต.ค. 10, 17:12 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

อะ แฮ่ม เอ่อ ก่อนอื่นเลย มาทำอะไรที่นี่ เนี๊ยะ

ถ้าจะคุยเรื่องนี้นะต้องคุยกันนานเลย อย่าเพิ่งปิดกระทู้นะ เอาไว้วันหยุดมานั้งคุยกัน

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #3 เมื่อ: 26 ต.ค. 10, 18:37 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
อะ แฮ่ม เอ่อ ก่อนอื่นเลย มาทำอะไรที่นี่ เนี๊ยะ

ถ้าจะคุยเรื่องนี้นะต้องคุยกันนานเลย อย่าเพิ่งปิดกระทู้นะ เอาไว้วันหยุดมานั้งคุยกัน


q*013 เจ๊ฟางหยุดวันไหนล่ะ จะได้ สุมหัว กันอ่ะ
ไม่ต้องกัวทู้นี้ตก ผมมีเรื่องโม้เย๊อะเลยอ่ะ
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #4 เมื่อ: 26 ต.ค. 10, 18:47 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ที่จริงอาทิตย์นี้กยุดวันพุธอะ แต้ต้องไปงานวันเกิดนะ ้กืิอนนี้คนเกิดเยอะมากเลย

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #5 เมื่อ: 26 ต.ค. 10, 18:49 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
เออลืม โดยเฉพาะ "หมูกระทะ" ไม่ชอบไหว้พระ แต่ถ้าอยากคิดดี ทำดี โดยมีความเป็นอิสระ ไม่ต้องนับถือพระที่เดินรับซองตอนเช้าๆก็ได้
จะนับถือตู้เย็น ตู้กดน้ำอัดลม ก็มาฟังธรรมได้ "ธรรมะ" มีอยู่แล้วตามธรรมชาติ เพียงแต่คนทั่วไปอุปนิสัยเดิม(สันดาน หรือวาสนาอันตัดไม่ขาดอ่ะ)มีความหยาบ ไม่สามารถรับรู้รายละเอียดตามความเป็นจิงที่เกิดขึ้น และเป็นไปตามธรรมชาติได้ เด๋วมีต่อขอเผ่นไปโม้ทางเอ็มก่อน...อันเด้อสะแต๋น คัมมิ่งซูนอ่ะ
[/color] q*013
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #6 เมื่อ: 26 ต.ค. 10, 18:58 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ก๊อกๆๆ เปิดประตู เปิดออกดู เจ๊ ไปใหนนี้ q*022q*022

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #7 เมื่อ: 27 ต.ค. 10, 01:21 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

มาแล้วจ้า เนตเดี้ยงไปทั้งวัน ใครมีอะไรหรือมีแนวคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไร มาคุยกันนะจ๊ะ q*021

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #8 เมื่อ: 27 ต.ค. 10, 08:10 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

สวดมนต์นำจิตคนใกล้ตายได้หรือไม่

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #9 เมื่อ: 28 ต.ค. 10, 10:05 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ไหนเจ้าซีผีเด็ก ว่าจะมาโม้อะไร ไม่เห็นมาโม้เสียที มาคอยฟังอยู่หลายเพลาแว้วว

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
Guest
ปากเสีย
เรทกระทู้
« ตอบ #10 เมื่อ: 28 ต.ค. 10, 10:57 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ผม..หนอผม..ผมกระเพิ่งจะพบกระทู้นี้เมื่อวานนี้เอง..
สมาธิของผม..ระยะนี้ไม่ดีเลย..
นี่แหละ..กระทู้พาคนพ้นจากอบาย..
รักษากระทู้นี้ใว้นานๆนะครับ..
อยากให้คุยในเรื่องธรรมล้วนๆ..
เรื่องอื่น..ให้คุยกันในกระทู้อื่น..จะดีไหมครับ..
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #11 เมื่อ: 29 ต.ค. 10, 07:24 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ตอนนี้นัทรอเจ้าผีเด็กอยู่อ่ะค่ะ จะมาเล่าเรื่องอาม่าให้ฟัง อาม่าสอนไว้ให้ทำบุญ ให้ปฏิบัติ แต่ไม่มาซักกกกกที ไม่รู้ไปวิ่งเล่นที่ไหน นัทมองว่าเด็กคนนี้ ได้อาม่าชักจูงไปในทางที่ดี และก็ได้ปฏิบัติตั้งแต่เด็ก ซึ่งจิตของเด็กมีตะกรัน ตะกอนน้อย ชำระง่าย รอฟังอยู่ว่าได้อะไรและพระสอนอะไรมาบ้างจะได้เอามาแบ่งปันกันค่ะ นี่หลายเพลาแล้ว ไม่มาซักกกกที ไม่รู้ไปวิ่งเล่นที่ไหน ให้ตายสิ q*010q*008

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #12 เมื่อ: 29 ต.ค. 10, 10:29 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

อ๊ะแฮ่ม...โม้ต่อค๊าบฮิๆๆ
อาม่าชอบพาไปวัดบ่อยๆ เวลามีงานบุญ อาม่าจะให้ผมใส่ชุดขาว จ้างผมสวดมนต์ ยี่สิบบาท จ้างผมฟังเทศน์ ยี่สิบบาท ช่วงนั้นรวยเล๊ะ ปกติอาม่าเป็นคนขี้เหนียว พ่อให้ตังตั้งเย๊อะ แต่อาม่าก็ยังพับถุงขาย ใช้กระดาษหนังสือพิมพ์กะแป้งเปียก ซึ่งผมเหนื่อยด้วยดิ ต้องตำหมาก ต้องตัดหนังสือพิมพ์เตรียมให้ แต่เรื่องทำบุญอาม่าใจถึง เคยใจใหญ่ขนาดสร้างวัด เป็นวัดเล็กมากๆ อยู่ทางอีสานใกลมากผมจำไม่ได้ว่าจังหวัดไหน
ตอนเช้าอาม่าจะทอดไข่ดาว หมูทอด ขนมปังปิ้ง มีกาแฟด้วย ใส่บาตร ลูกค้า(พระน่ะแหละ)ประจำเพียบ ไม่ต่ำกว่า 4องค์ เคยมีคนบอกว่า อย่าใส่บาตรพระ 4รูป เด๋วซวย อาม่ายิ้มๆ แล้วแอบบอกผมว่า มันโง่อ่ะ
ผมเพิ่งมารู้ภายหลังว่า การทำบุญกะพระ 4รูป เค้าเรียกว่าถึงสงฆ์ เป็นการให้โดยรวมไม่เฉพาะเจาะจง แต่คนทั่วไปถือว่า จำนวนนี้ไว้ใช้สวดศพ
วันที่อาม่าตาย ผมจำได้แม่นยำ ปกติอาม่าไม่เคยพูดหยาบ ไม่เคยหงุดหงิดกะผม แต่เย็นนั้นตอนกินข้าว อาม่าจะกินกับข้าวที่เหลือจากตอนกลางวัน
ผมไม่ให้ อยากให้กินของที่ทำเสร็จร้อนๆผมรักอาม่ามากติดอาม่า อยากเอาใจทุกอย่างอาม่ารู้ดี แต่ตอนนั้นอาม่าตวาดด่าว่า คุณอย่ามายุ่งกะกู กูจะกินอะไร จะไปไหนก็เรื่องของกู ทุกคนตกใจกันทั้งบ้าน เพราะไม่เคยเห็นแม้ซักครั้งเดียวที่อาม่าจะพูดแบบนี้ ในคืนนั้นเอง อาม่าหลบไปสวดมนต์แล้วเข้านอน ผมก็กลัวว่าอาม่ายังโกรธ ก็เลยไปดูการ์ตูนจนดึก เข้ามานอนก็เห็นอาม่านอนหลับยิ้มหวานเลย ผมอยากประจบก็เข้าไปนอนเบียดรู้สึกได้ว่าอาม่าไม่หายใจแล้ว ตกใจมากวิ่งไปบอกคนทั้งบ้าน พ่อผมก็เข้ามากราบอาม่า ทุกคนร้องให้ยกเว้นผมกะ พ่อ ผมจะนอนกอดอาม่าต่อแม่ก็ไม่ให้กอด
มาเข้าใจตอนนี้เอง ว่าก่อนตายอาม่ายังสอนไม่ให้ยึดติด ผูกพันธ์
เด๋วต่อ แป๊ปเดียว q*013

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #13 เมื่อ: 29 ต.ค. 10, 11:49 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ต่อค๊าบ
ไม่ใช่ว่าผมเก่ง ใจแข็ง ผมเป็นเด็กขี้แย เวลาตอนเย็นพระอาทิตย์ตกฟ้าแดงๆ ผมนั่งมองแล้วรู้สึกเศร้ามากบางทีน้ำตาก็ซึมออกมาเฉยๆ แต่เวลาที่คนอื่นร้องกันเย๊อะๆผมจะไม่ร้องแปลกใจตัวเองเหมือนกัน ตอนพ่อตายก็แบบนี้อ่ะ กลับมาเรื่องอาม่าต่อ คืนนั้นวุ่นวายมากเพราะบ้านเราญาติเย๊อะ ลุง ป้าน้าอา ตายายเพียบ มากคนมากเรื่อง หลังจากร้องกันพอแล้วหันมาคุยเรื่องจัดงานศพ มีหลายความเห็น เริ่มเถียงกัน บางคนต้องการจัดให้ใหญ่โต บางคนบอกให้จัดเล็กๆจะได้มีเงินเหลือเป็นทุนให้หลานๆ พอเถียงกันมากๆ พ่อผมซึ่งเป็นลูกชายคนเล็ก ตวาดด่าทุกคน บอกว่าพ่อเป็นคนดูแลอาม่า มาตลอดจะตัดสินใจเอง ปกติพ่อผมหน้าดุแต่ใจดี แต่เวลามีปัญหาในวงญาติ มักขอความเห็นพ่อ ผมว่าพ่อผมเผด็จการน๊ะ แต่มาตรฐานเดียว ไม่ว่าลูกใครพ่อตีแรงเท่ากันหมด ใครทะเลาะกับใคร
ใครเอาลูกไปฝากใครเลี้ยง เกิดรักไม่ยอมคืนพ่อผมจัดการหมด บ้านผมอยู่กรุงเทพแต่ญาติอยู่ต่างจังหวัดเย๊อะ ใครมาเรียนกรุงเทพก็เลยมากินนอนที่บ้าน ขอบอกโต๊ะกินข้าวใหญ่มาก มีกับข้าวพร้อมทั้งวัน สรุปจัดงานศพแบบUN มีทั้งพระสวด และกงเต็ก เมื่อต้องมีหลานบวชหน้าไฟ หลานคนโตเค้าไม่ยอมโกนหัวเพราะเพิ่งมีแฟนอ่ะ ผมเลยรีบอาสา ตอนนั้นไม่น่าถึง 9 ขวบทุกคนหัวเราะแต่ก็ให้บวช ช่วงนั้นเป็นช่วงเข้าพรรษา ที่จำได้เพราะมีญาติบวชยังไม่สึกมางานกับพระอีกรูป พระรูปนี้เองที่สอนผมให้รู้จักพระพุทธเจ้า ให้หัดนั่งสมาธิดูลมหายใจ ผมบวชแค่ 3วันแต่พระบอกว่าทำได้คล่องดี ตอนสึกรู้สึกแปลกๆถอดผ้าเหลืองแล้วน้ำตาไหล ไม่อยากสึกแต่แม่บอกว่าต้องกลับไปเรียนต่อ
ก่อนอาม่าตาย เวลาจ้างให้ผมฟังเทศน์ผมรู้สึกว่า เสียงเพราะกว่าฟังเพลงอีกนั่งพนมมือหลับตาแล้ว คล้ายๆทั้งศาลาไม่มีใครเลย เสียงพระสวดก็เหมือนอยู่ไกลเหลือเกินแต่ชัดเจนนุ่มนวล ลืมตาอีกทีตอนอาม่าสกิดว่าพระสวดจบแล้ว พอลืมตาแล้วเมื่อย อิ๊บเอ๋ง
ความรู้ใหม่เกี่ยวกับการดูลมหายใจ ตอนบวชพระสอนให้นั่งขัดสมาท จะเอาขาทับกันหรือไม่ก็ได้ ให้หาหมอนหนุนก้นตรงปลายก้นไปด้านหลัง ให้นั่งหมิ่นๆเพื่อให้หลังยืดตรงไม่เกร็ง พระบอกว่า วันหลังเมื่อนั่งเก่งแล้ว นั่งนานๆจะไม่ปวดหลัง ฝ่ามือให้หงายขึ้นเอามือขวาทับมือซ้ายอย่าเกร็ง หรือจะวางหงายบนหัวเข่าทั้งสองข้างก็ได้ นี่คือท่านั่งที่ถูกต้อง ส่วนท่าเดินเมื่อเราห่มผ้าเหลืองถึงเป็นเด็กก็ต้องสำรวม จึงให้ประสานมือไว้ข้างหน้า หรือไพล่มือไว้ด้านหลัง แต่ถ้าสึกแล้วจะล้วงกระเป๋าเดินก็ได้ กอดอกก็ได้ สำคัญอย่าให้มือแกว่งจะเสียสมาธิ จากนั้นให้หรีตาลงมองพื้นข้างหน้าไม่เกิน 1 เมตร อยาก้มเด๋วเมื่อยคอ ยืนตัวตรงไม่เกร็งกำหนดความรู้สึกให้รู้ว่ายืนอยู่ จับความรู้สึกทุกอย่างที่สัมผัสได้ เช่น เย็น ร้อน อ่อน แข็ง ตึงแน่น โล่ง (อันนี้ทางกาย มารู้ทีหลังว่าเป็นการแยกธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ มีประโยชน์มาก) ให้กำหนดทุกความรู้สึกที่เกิดขึ้น ขณะยืนเบื้องต้นให้กำหนดว่า "ยืน หนอ" 3ครั้ง เมื่อจะเดิน กำหนดว่า "อยาก เดิน หนอ" 3 ครั้ง เป็นจังหวะสมำเสมอ มีพลังใส่ความตั้งใจให้เต็มที่เพื่อกระตุ้นสติ การเดินให้ก้าวเท้าขวานำก่อน แบ่งการก้าวเท้าแต่ละข้างเป็น 3จังหวะ ดังนี้ "ขวา ย่าง หนอ"
1. ยกส้นเท้าขึ้นจากพื้น กำหนดว่า ขวา
2. เคลื่อนเท้าพุ่งไปข้างหน้า " " ย่าง
3. วางเท้าลงพื้น ค่อยๆถ่ายน้ำหนักลง จนเหยียบเต็มฝ่าเท้า
" " หนอ
จุดสำคัญทั้ง 3จังหวะ ให้เพ่งจิตที่แผ่นเท้า ปายนิ้วเท้า ฝ่าเท้า และต้องกำหนดในใจให้พร้อมกับการเคลื่อนไหวอย่างช้าๆ มีจังหวะสมำเสมอ
เช่น เมื่อยกฝ่าเท้าขึ้น รู้สึกอย่างไรที่ใต้ฝ่าเท้าในขณะที่ยกขึ้น มีความแข็ง อ่อน เหนียว ร้อน เย็นอย่างไรให้สังเกตุ เวลา "ย่าง" เช่นกัน ต้องรู้ว่า ปลายนิ้วเท้าที่พุ่งฝ่าอากาศช้าๆสัมผัสกะอะไร รู้สึกอย่างไร
เวลาวางฝ่าเท้าลง แล้วค่อยๆกดน้ำหนักลงจนเต็มที่ " หนอ " เกิดอะไรขึ้น รู้สึกอย่างไรที่ฝ่าเท้า มีอะไรเปลี่ยนแปลงหรือไม่
สรุป กำหนด "ขวา ย่าง หนอ" "ซ้าย ย่าง หนอ"
ระยะทางการเดิน ไม่ควรยาวเกิน 3เมตร ห้ามฝ่าฝืน
เมื่อเดินสุดทางให้หยุดแล้ว กำหนดยืนหนอ 3ครั้ง กลับตัวช้าๆเป็นจังหวะ กำหนดว่ากลับหนอ กี่ครั้งตามแต่ถนัด แล้วเริ่มกำหนดใหม่ตั้งแต่ ยืนหนอ อยากเดินหนอ ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ
เด๋วต่อ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #14 เมื่อ: 29 ต.ค. 10, 12:21 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ต่อค๊าบ q*013 ที่พูดไปเมื่อกี๊เป็นการกำหนดทางกาย
ผมรวบรวมอธิบายจากความเข้าใจที่เกิดจากลงมือทำเองอ่ะ จำเป็นต้องละเอียดและยาวหน่อยคับ หากอ่านแล้วเมื่อยเบื่อให้หยุด สบายใจแล้วค่อยมาอ่านใหม่ เมื่อผมโม้จบแล้วมีตรงไหนอยากทักท้วงยินดีคับ


การกำหนดทางใจ ปกติในเวลาเดิน จิตไม่สามารถเกาะติดกะเท้าได้ตลอด ดังนั้นถ้ามีความคิดเกิดขึ้นแทรก ถ้าเดินค้างอยู่ให้วางเท้าลง (เด๋วล้มอ่ะ) แล้วกำหนดในใจ อย่างมีพลัง ตื่นตัว ว่า "คิด หนอ " เป็นจังหวะ ไม่ช้า ไม่เร็ว เอาแค่เตือนตัวเองว่าคิดแล้ว 3ครั้ง ทำบ่อยๆ แล้วไม่ เรา ก็ จิต จะเข็ด
คราวหลังจะกำหนดได้รวดเร็วขึ้นอย่างน่าตกใจ กำหนดนี้ไม่ใช่ทำให้ไม่คิด ย้ำเป็นเพียงการตามดู กระตุ้น"สติ" ให้ตื่นตัว
สรุป เบื้องต้น การเดินไม่ควรเกิน 10 นาที แล้วนั่งต่อทันที ไม่เกิน 10นาทีเช่นกัน อย่าดูถูกว่า เดินน้อย นั่งน้อย เราไม่เน้นปริมาณ เน้นคุณภาพ การปฏิบัติสำหรับผมต้องเน้นสบาย มีความสนุก ความสุข
ไม่ทำนานฝืนทน แต่ต้องทำบ่อยๆ ต่อเนื่อง มีวินัย เช่น ตั้งใจว่า จะทำวันละครั้ง ก็ต้องทำทุกวันอย่าให้ขาดช่วง ใครขยันทำได้หลายครั้ง ก็ยิ่งดีแต่ต้องสมำเสมอ บริหารจิตไม่ใช่การเล่นกล้าม ทำหนักๆแต่นานๆทำครั้งก้าวหน้าช้า ทีนี้กลับมาประสพการณ์ของผมในการนั่งครั้งแรก
เมื่อหลับตาลงแล้วดูลมหายใจเข้าออกที่ปลายจมูก (รูจมูก)ไม่ตามลม คือ เฝ้าดูเฉพาะที่ทางเข้า ไม่ตามดูว่ามันเข้าไปถึงไหน รู้สึกลมหายใจแรงหยาบชัดเจน หัวใจเต้นแรง ร้อน อึดอัด ตัวโคลงเคลง ซักพักลมหายใจเริ่มเบาลง ละเอียดขึ้น (ลืมบอกกำหนดพุท โธ จิงๆแล้วอะไรก็ได้ตามชอบ หวาน เย็นก็ได้ อิๆ) ลมหายใจเบาลง ช้าลงเรื่อยๆจนจับไม่ได้ สิ่งอื่นชัดเจนกว่า ตัวเริ่มแกว่งแรงขึ้น กายเริ่มขยายใหญ่จนโตคับห้อง แล้วหดลงมาเล็กจิ่วเดียว ผมตกใจจนลืมกำหนด แต่ก็ตามดูไปเรื่อยกัวก็กัว แต่อยากรู้อยากเห็นมากกว่า จนหดเล็กมากจนทนกัวไม่ไหวก็ลืมตา แล้วเล่าให้พระฟัง พระก็ยิ้มๆ บอกว่าดีมาก ให้พักก่อน ให้กินไมโลแช่เย็นอะหย่อยดีอ่ะ แล้วเมื่อหายกัว พระก็สอนว่า คราวต่อไปอยากรู้ให้ดูเฉยๆเหมือนดูข่าว อย่าเหมือนดูการ์ตูน ตอนนั้นประมาณบ่ายๆ พระบอกทำวัดเย็นแล้วลองอีกที
มีต่อคับ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #15 เมื่อ: 29 ต.ค. 10, 12:31 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

อาม่ามีจิตวิทยานะ ใช้ความโลภของเด็ก (ใช้ความโลภของคนชักจูงคน) การใช้ความโลภชักจูงไม่ใช่ไม่ดี แม้แรกๆ จะทำเพราะโลภอยากได้ตังค์แต่ต่อไปจิตจะบันทึกไว้และจะอยากทำเอง

การดูลมหายใจ ใหม่ดูได้ชัด ดูที่ขนจมูกว่ามีลมผ่านเท่านั้นพอไม่ต้องตามลมหายใจ แต่ต่อไปเมื่อชำนาญแล้ว นิ่งแล้ว เข้าสมาธิได้แล้ว (ขณิกสมาธิ) ลมหายใจจะละเอียดจับยาก หรือจับไ่ม่ได้ เรียกว่าลมหาย ก็ให้ดูพองยุบที่ท้องต่อ หากดูพองยุบไม่เป็น ให้เอามือแตะที่สะดือ หายใจเข้าท้องพอง หายใจออก ท้องแฟบ จดจำไว้ นั่นหล่ะ พองยุบ q*021

รอฟังผีเด็กมาโม้ต่อ q*020q*020

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #16 เมื่อ: 29 ต.ค. 10, 12:33 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

สงสัยผีเด็กจะเป็นแบบนี้แน่ๆ เลยอ่ะ
q*020q*020q*020




noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #17 เมื่อ: 29 ต.ค. 10, 13:10 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ต่อค๊าบ ทำวัดเย็นเสร็จ
พระให้เดินก่อน แล้วบอกด้วยว่าเป็นงัย คราวแรกไม่บอก ผมบอกว่า ก็เมื่อยดิ พระไม่ยิ้มอ่ะ ผมเลยต้องตอบจิงๆว่า ไม่รู้เรื่องอ่ะกำหนดไม่ทันเย๊อะแย๊ะไปหมด คราวนี้พระหัวเราะ บอกว่าไม่เป็นไร ไม่ต้องตั้งใจกำหนดมาก แค่สังเกตุที่เท้าแล้วบอกว่ารู้สึกยังงัย ผมไม่กล้าแหย่แล้วพระดูใจดีแต่เอาจิงอ่ะ เลยตอบตามที่นึกได้ทันที(พระสอนว่า เวลาตอบอย่าคิด คือรู้สึกอะไรให้ตอบทันทีไม่ต้องนึกนาน พระที่สอบอารมณ์จะได้ข้อมมูลที่บริสุทธ์จิงๆสำคัญมาก) ว่า รู้สึกสบาย แต่เหนื่อย พระบอกว่า ดีมาก แล้วให้นั่งต่อ
คราวนี้รวมสมาธิยาก เมื่อย เจ็บ เลิกเลย ก็เล่าให้พระฟัง พระหัวเราะใหญ่เลย บอกว่าดีๆๆ ดีมาก ผมสงสัยมาก ดีงัยว๊ะ นึกว่าโดนไม้เรียวบนหัวนอนแว๊ววว แต่พระบอกว่า คราวต่อไป ถ้าทำแล้วไม่สบายให้พัก แล้วค่อยเริ่มเดินแล้วนั่งใหม่ พระก็อนุญาติให้อ่านการ์ตูนแล้วเข้านอน

เช้าวันรุ่งขึ้นผมตื่นสายมาก พระ2รูปทำวัดเช้าเสร็จลงไปฉันท์เช้า แม่ขึ้นมาตามไปกินข้าว พระถามยิ้มๆว่า หลับสบายมั๊ย ผมเลยรู้สึกตัวว่า แปลกมาก หลับสบายมากๆ ไม่มีความฝันเลย ก่อนนอนลองดูลมหายใจแล้วหลีบยาวถึงเช้าเลย พระสวดมนต์ก็ไม่ได้ยิน กินข้าวเสร็จญาติๆก็เอาตังมาให้พระ กะผม ฮ่าๆๆ ซองเย๊อะมากไม่เสียแรงอดข้าวเย็น หิวจะตาย ดีแต่พระชวนคุยตลอดเล่าเรื่อพุทธประวัติ เรื่องเทวดา เรื่องนรก สววรค์ ผมแหย่กลับพระก็หัวเราะ ก็สงสัยนี่พระเคยตายเหรอ รู้เย๊อะจัง พระคุยกันว่าคุณนี่เด๋วอีกหน่อยก็รู้ พอหายอิ่มพระก็ให้เดิน นั่งต่อ ผมก็ทำอ่ะเพราะรู้สึกสนุกจิงๆ ทำเสร็จก็เล่าให้พระฟังว่า ตอนเดินดูปลายนิ้วเท้า ใจมันเห็นเท้าอ่ะ ไม่ได้ก้มดูน๊ะ แล้วรู้สึกว่านิ้วเท้ามันแหวกผ่านอากาศตอนแรกก็เย็นๆ หลังๆมันเข้มข้นขึ้นอ่ะรู้ว่ามีลมผ่านนิ้วข้นขึ้นเรื่อยๆจนเหมือนเดินในน้ำ แค่เหมือนอ่ะ คราวนี้พระไม่ยิ้ม แต่ตาเป็นประกายเลยอ่ะ ตอนนั่งเข้าสมาธิเร็วมาก แต่ไม่ดีอ่ะ ตัวมันไม่เล็กใหญ่แล้ว มันลอยเลยอ่ะ มันค่อยๆลอยโคลงเคลงเหมือนนั่งบนชิงช้า ก็ไม่กัวสนุกดี แต่จำได้ให้ดูเฉยๆอย่าสนุกมาก ก็ดูไปมันก็ยิ่งลอยสูงขึ้นคราวนี้ตีลังกาเลย แล้วพุ่งไปทางโน้นทางนี้เร็วมาก กัดฟันดูต่อเพราะพระสัญญาว่าไม่ตายหรอกอย่ากัว ยิ่งสนใจดู มันยิ่งพุ่งเร็ว ก็เลยทำเฉยๆ พุ่งตีลังกายังงัยก็ช่างมัน ซักพักจากที่ลอยอยู่มันค่อยๆลดลงมานั่งที่เดิม แล้วก็รู้สึกว่าเมื่อยมากชาเป็นเม็ดๆ วิ่งไปมาพักนึงก็หาย แล้วก็เกิดรู้สึกว่า มีน้ำอะไรไม่รู้อ่ะ ไหลลงมาจากบนหัว เหนียวๆแต่มีความสุขมาก ไม่เคยสุขแบบนี้มาก่อนยิ่งดูมันยิ่งไหลแรงเป็นน้ำตกเลย ใจมันสุขหัวเราะในใจดังมาก สุขเหมือนคนบ้ารุนแรงมาก น้ำยิ่งไหลแรงไม่หยุด แต่นึกได้ว่าเรานุ่งผ้าเหลือง บวชให้อาม่า จะเป็นสุขไม่ได้ต้องตั้งใจ ก็คิดให้มันหยุดไหล มันก็หยุด นึกให้มันไหลอีก มันก็ไหล ทำวนเวียนอบู่หลายรอบแล้วก็ลืมตาอยากเล่าให้พระฟัง พอพระฟังก็ยิ้ม แต่ตาไม่ยิ้มดูเหมือนไม่ชอบ แต่พระบอกว่าดีแล้ว ให้ดูต่อไปว่าจะมีอีกมั๊ย เด๋วต่อคับ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #18 เมื่อ: 29 ต.ค. 10, 13:57 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ต่อคับ
หลังจากนั้น ก็มีเหตุการณ์แบบนั้นอีกสองครั้งแต่ไม่สุขรุนแรงเหมือนเดิม ทำให้ผมทุกข์ใจ อยากให้มีอีกอ่ะ แต่มันไม่เคยเกิดอีกเลย จนเกือบสิบปีให้หลัง วันที่สามก่อนจะสึกพระสอนให้อุทิศกุศลที่บวชมาให้อาม่า และให้ผมพยายามทำเรื่อย อย่าทิ้ง ก่อนทำให้นึกถึงพระ ตอนนั้นผมน้ำตาไหลเลย ร้องสะอื้นด้วย ผมว่า ผมไม่สึก ผมจะอยู่กะพระ พระตอบว่าไม่ได้ ยังไม่ถึงเวลา ผมต้องไปเรียนก่อน ไว้วันหลังผมจะต้องเจอคนอื่นสอนแบบนี้อีก มีหลายคน ผ่านมาหลายปีและผมมีโอกาศได้พบเจอ ครูอาจารย์ที่สอนธรรมะอีกหลายคน มีทั้งคนธรรมดา และพระ ทำให้ได้รู้ว่า การปฏิบัติธรรมในครั้งนั้น ผมได้สัมผัสกับ ฌาณ และญาณในเบื้องต้นเท่านั้น และทำให้รู้ปัญหาในการทำสมาธิว่า ความอยาก ความติดสุข แม้แต่การตั้งใจที่รุนแรงเกินไปก็ เป็นการขวางกั้นความก้าวหน้าของลำดับญาณ หากลุงๆ พี่ในบอร์ดมีความเห็นอย่างใด มีสิ่งใดแนะนำเพิ่มเติมยินดีมากๆคับ q*021

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #19 เมื่อ: 29 ต.ค. 10, 23:36 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

สวัสดีครับพี่นัท คุณฟาง เด็กผี
ขอเข้ามาอ่านด้วยคนนะครับ ยังไม่มีความเห็นนะครับ ไม่มีประสบการณ์เรื่องแบบนี้ครับ แต่อ่านแล้วรู้สึกชอบครับ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #20 เมื่อ: 30 ต.ค. 10, 04:14 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

สุดยอดเลยผีเด็ก q*062
มาอ่านเรื่องของผีเด็กแล้วลุงว่า ลุงไม่อยากอ่านรื่องตาเกิ้นแระ q*013

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #21 เมื่อ: 30 ต.ค. 10, 08:35 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ลุงจวบ ผีเด็กอ่ะ ไม่ธรรมดา เพราะเป็นเด็ก แต่มีปัญญาได้รับการอบรมดี ด้วยความที่เป็นเด็กจึงไม่มีตระกรันในจิตมากนั่นแหล่ะ ทำให้ผีเด็กก้าวหน้าในญาณ (ญาณ แปลว่า ปัญญา หรือความรู้ ไม่ใช่อภินิหาร) มากกว่าผู้ใหญ่อย่างเราๆ และอาจจะเป็นด้วยเคยปฏิบัติมาจึงต่อติดในชาตินี้ได้ง่าย

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #22 เมื่อ: 30 ต.ค. 10, 22:09 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ผม..เมื่อรู้ที่ปลายจมูก..ผมก็ไม่ได้ภาวนา..พุทธ..โธ..เพียงรู้ว่า..จังหวะหายใจเข้า..หรือออกเท่านั้น..ดังเช่นzeeman..
ลองดูกันนะครับ..แฟนๆ..เพื่อนๆ..ขั้นตอนนี้..สำหรับผม..ที่เขาบอกว่า..ความเพียร..ท่อนนี้แหละ..ให้ละความอยากต่างๆไปให้หมด..หากมีความอยากอยู่..นั่งให้ตูดงอกราก..จ้างก็ไม่รู้อะไรครับ
ผมก็ไม่เก่งอะไร..เรามาคุยกัน..โดยไม่ต้องกางตำรา..
คุยกันเพื่อพัฒนาความเพียร..ลองอะไร..เราก็ลองกันมาบ้างแล้ว..ลองมาฝึกฝนการนั่งสมาธิกันดู...หลายๆคนเขาว่าดี...นะ...
zeeman รู้เรื่องนี้จริงๆครับ..ผมไม่จำเป็นต้องยกยอใคร..
ใครทำ..ใครรู้..ผู้ปฏิบัติ..จึงรู้ได้..
อยากให้ลองฝึกฝนดูจริงๆ
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #23 เมื่อ: 30 ต.ค. 10, 23:02 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

การปฏิบัติธรรมตามพระพุทธองค์ จะได้ผลอย่างไรนั้น รู้เฉพาะตน ไม่ต้องกางตำราค่ะ หากเราเรียนรู้ หรือรู้จากตำราจะไม่ได้ผลที่ดี ต้องรู้ก่อนแล้วค่อยดูว่าที่เรารู้นั้นคืออะไร ไม่เหมือนเรียนหนังสือที่จะต้องไปจากทฤษฎีแล้วจึงปฏิบัติ อันนี้ปฏิบัติก่อนแล้วจึงทฤษฎีค่ะ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #24 เมื่อ: 31 ต.ค. 10, 07:21 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ผมว่า..จริงอย่างคุณนัทฯพูดครับ..เราไม่ต้องไปเรียนรู้อะไร..เพราะเรียนรู้..จะทำให้เรายึดติดกับการเรียน ที่เราเรียนรู้
แต่หากปฏิบัติแล้ว..พบอะไร..รู้สึกอย่างไร.. จะมีคน มีครู..ค่อยๆศึกษาเอาทีหลัง...จะได้ไม่เป็นอุปสรรค์อะไร..
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #25 เมื่อ: 31 ต.ค. 10, 10:06 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #26 เมื่อ: 31 ต.ค. 10, 10:12 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #27 เมื่อ: 31 ต.ค. 10, 10:48 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #28 เมื่อ: 31 ต.ค. 10, 13:02 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ต่อน๊ะคับ ในตอนนี้ขอข้ามขั้นตอนเข้าสู่เทคนิควิปัสนาล้วนๆ ตามที่เคยทำมา จะข้ามขั้นตอนการทำสมถะ เมตตาไปเลย ไว้มาเล่าวันหลัง
วันนี้วันพระเหมาะที่สุด สำหรับลุงจ๊อก และพี่นัท ก่อนอื่นว่างเมื่อใดให้ไปจุดธูป 16ดอกที่หิ้งพระ หรือปักดินกลางแจ้งก็ได้ ตั้งใจบอกกล่าวเทวดา ครูบาอาจารย์แม่พระธรณีเป็นพยาน ว่า "นับแต่นี้ไป ข้าพเจ้าขอละอารมณ์โพธิสัตว์ เพื่อพัฒนาสภาวะธรรมของตน ธรรมอันใดยังไม่เกิดแก่ข้าพเจ้า จงปรากฎแก่ข้าพเจ้านับแต่บัดนี้ไป เทอญ " ข้อความเหล่านี้ มิได้มีเวทย์มนต์อันใด เป็นเพียงแรงอธิษฐานอันแรงกล้า เสมือนหนึ่งการให้สัจจะ ให้กำลังใจแก่ตัวเอง และใช้ได้กับบุคคลเป็นบางรายเท่านั้น
ให้ทำเรื่องนี้ก่อน

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #29 เมื่อ: 31 ต.ค. 10, 14:09 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ต่อคับ
สำหรับเทคนิคการเดิน การนั่ง ได้อธิบายโดยละเอียดแล้วใน คห.ที่ 13 และ14 แต่ยังมีการทำอิริยาบทย่อยอีก
"อิริยาบทย่อย" คือ อะไร?????? q*013 อิริยาบทย่อย เป็นการเคลื่อนไหวของร่างกายทุกอย่าง ซึ่งเราจะใส่การกำหนดเข้าไปด้วย สามารถทำได้ตลอดเวลา เช่น การยกมือขึ้นดูนาฬิกาที่ข้อมือ เราจะเริ่มกำหนดตั้งแต่ ความคิดเกิดอยากรู้เวลา จนเหลือบตาดู และเคลื่อนข้อมือยกนาฬิกาขึ้นมาดู จนกระทั่งตามองเห็นเข็มนาฬิกา สมองรับรู้เวลา เป็นงัย งงป่าวคับ ผมจะอธิบายเป็นขั้นตอนคับ 1. เริ่มคิดอยากรู้เวลา กำหนดสั้นๆ อยากหนอ สามครั้ง 2. ตามองหา อยากหนอ สามครั้ง 3.พลิกข้อมือ เคลื่อนหนอ 4. ยกข้อมือขึ้นมา เคลื่อนหนอ 5. มองเข็มนาฬิกา เห็นหนอ 6. รับรู้เวลา รู้หนอ ในแต่ละขั้นตอนต้องทำอย่างช้าๆ เป็นจังหวะต่อเนื่อง ช้าแค่ไหน? ตอบว่า ช้าที่สุดเท่าที่จะทำได้ และต้องใช้คำกำหนดใส่เข้าไปให้ถี่ที่สุดตามการเคลื่อนไหวทุกการกระทำ ระดับความช้าให้ค่อยๆเป็นไปตามความชำนาญ และหามุมสงบที่จะทำ ไม่งั้นคนอื่นจะห่วงว่าเราป่วย หรือบ้า ถามว่า จะทำไปเพื่ออะไร การทำอิริยาบทย่อย มีประโยชน์เพื่อกระตุ้น "วิริยะ" หรือปลุก เร่งเร้าให้สติตื่นตัว ตื่นตัวได้แค่ไหน ตอบว่า ช่วงที่ผมตั้งใจทำ อิริยาบทย่อยอย่างหนัก กินข้าวใช้เวลา 2ชม.ต่อข้าวแกง 1 จาน เดินจงกรมใช้เวลา 1 นาทีต่อ การก้าวเท้าแต่ละข้าง กว่าจะเดินถึงจุดที่ต้องกลับตัว 40นาที นั่งต่อได้เลยอ่ะ ประโยชน์ที่ได้รับผมสามารถมีสติตลอด 24 ชม.แม้ในเวลานอนหลับ อยากตื่นกี่โมงนึกเอาไว้ก่อนนอนเลย ตื่นตรงเป๋ง เมื่อทำได้ซัก สามวันจะไม่มีอาการง่วงนอนเลย แต่ข้อเสียคือ ถ้ามีวิริยะมากไปจะทำให้ ฟุ้งซ่าน ให้แก้ไขโดยงดการเดิน ให้นั่งเลย ถ้านั่งแล้วฟุ้งซ่านมากให้ทิ้งการกำหนดชั่วคราว ไม่ว่าจะพองยุบ หรือพุทโธ ให้ตามดูความฟุ้งซ่าน และกำหนดว่า ฟุ้งหนอๆๆ ไปเรื่อยๆ จนกว่าความฟุ้งจะหมดไป อย่าลืมการกำหนดเป็นเพียงการเตือนตัวเองว่ากำลังตามดู สังเกตุอาการฟุ้งซ่านว่า เกิด เปลี่ยนแปลง ดับไปยังงัย ไม่ใช่กำหนดเพื่อระงับความฟุ้ง หรือทำให้มันหายไป ถ้าคิดแบบนั้นหลงทาง อันตรายเด๋วจะเกิดนิมิตบ้าๆบอๆ เข้ารกเข้าพงไปไกล จุดประสงค์หลักของวิปัสนา คือ การยอมรับ การเรียนรู้ทุกความเป็นจริงที่เกิดขึ้นขณะปฏิบัติ โดยการตามเฝ้าดูทุกความเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเกิดกับร่างกาย หรือความคิด อย่างมีสติตื่นตัว มีสมาธิที่แม่นยำ มีพลังด้วย วิริยะ มีความอดทน ด้วยศรัทธา การติดตามเฝ้าดูด้วยปัญญา ทั้งหมดนี้ รวมเรียกว่า "อินทรีย์ 5" ๑. ศรัทธา อันนี้ต้องมาก่อน ๒. ปัญญา ต้องปรับให้เสมอกับ ศรัทธา ๓. วิริยะ เรียกง่ายๆว่า ความพยายาม ความตั้งใจ อัดให้แรงๆไว้ก่อน คนส่วนมากมีน้อย ยกเว้น ลุงจ๊อก ลดๆหน่อยค๊าบ ๔. สมาธิ ต้องปรับให้เท่ากับ วิริยะ ถ้าสมาธิมากเกินไป จะเคลิ้มหลับ หรือตกเข้า สมถะไป ฉะนั้น ถ้าเคลิ้ม สังเกตุจาพลังในการกำหนดถ้าเบาลง จางๆ แสดงว่าสมาธิมาก ต้องเพิ่มพลังการกำหนดให้ดังขึ้น ชัดเจนขึ้น อย่าประมาทว่าเราไม่เคยเคลิ้ม เป็นทุกคนขึ้นอยู่ที่รู้ตัว จำได้หรือไม่ ๕. สติ ขอบอกตัวนี้สำคัญที่สุด สร้างยากที่สุด วิธีลัดสร้างง่ายที่สุดคือ อิริยาบทย่อย สติยิ่งมาก ยิ่งดีไม่ต้องปรับ เว้นแต่ขึ้นญาณสูงมากจริงๆ ผมจะปรับให้เอง ส่วน วิธีการเฝ้าติดตามดูการเกิด ดับของอาการต่างๆทั้งกาย และจิต ให้ดูเหมือนดูข่าว ตามสังเกตุดูเฉยๆ อย่าไปมีอารมณ์ร่วมกะมัน ไม่ว่าสุข ทุกข์ เจ็บปวด สบาย ตามดูรับรู้รสชาต ของแต่ละอาการ อาการแต่ละอย่างมันมีรสชาดน๊ะ ขอบอก แม้ลมหายใจเข้าออกยังมีรสชาดเลย พองยุบก็มี ฮิๆๆๆ การเดิน สังเกตุดีๆ มีรสชาดเหมือนกัน อธิบายเท่านี้ก่อน เปิดโอกาสให้ถามคับ แล้วจะเล่าต่อ q*021q*021q*021

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #30 เมื่อ: 31 ต.ค. 10, 16:37 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
นี่แหละครับ..ใช่เลยครับ..ขอบอก..ผมไม่ใช่หน้าม้าของใครนะครับ..นี่คือสิ่งที่ผมค้นหา..ผมพบอาจารย์แล้วครับ..ใครเห็นว่าการปฏิบัติธรรมมีดี มีประโยชน์ และต้องการเรียนรู้..โปรดคาราวะอาจารย์..
อยากให้ทำตามที่อาจารย์บอก..อ่านให้เข้าใจ..แล้วลองดู..ความขยัน..ที่เขาเรียกว่าความเพียร..
สำหรับผม..เป็นมาถึงตอนนี้..
ตอน..ที่กำลังมองดู..เห็นร่างกายของผมละลาย..ค่อยๆละลายเหมือนดินเหนียวถูกสายฝนลดลง..ร่างค่อยละลายลง..ผมก็ได้แต่มองดูเฉยๆ..โดยรู้ตัวเองอยู่ว่า..เรากำลังหายในจังหวะเข้า - ออก..เราได้เห็นไปเอง..โดยที่ผมไม่ตื่นเต้นอะไร..แต่ก็เป็นแบบนั้นเพียงครั้งเดียว..ผมมีเคล็ดอยู่ว่า..ผมกำลังนั่ง..ผมกำลังหายใจ เข้า หรือออผม้ทุกขณะครับ..รู้..รอบๆบริเวณ..การเคลื่อนไหวต่างๆ..ผมรู้หมด..แต่ผมก็แค่รู้..ผมจดจ่อที่ลมหายใจเป็นหลัก..
สิ่งที่เห็น..ผมไม่ตกใจ หรือแปลกใจในขณะที่นั่ง(ก็ผมเห็นไปเอง ได้ยินไปเอง..ผมกำลังนั่ง)..หรือหากได้ยินเสียงดังขณะนั่ง..ผมได้ยิน..ไม่ตกใจ..เมื่อก่อน..เสียงดังมากๆเช่นเสียงฟ้าร้องสนั่น..ตกใจ..เสียงสิ่งของตกหล่น..ตกใจ..
กลับมาที่ การพิจารณาสังขาร..นี่เลยเชียว..ที่ผมเห็นเมื่อปี35..
ท่อนต่อจากนี้..ผมคงต้องอาศัยอาจารย์เป็นผู้ชี้แนะแล้วหล่ะครับ..ผมไปได้เท่าที่เล่ามา..(โปรดรับการคาราวะจากศิษย์ด้วย..คุกเข้า..ยกจาน.พร้อมดอกไม้ เทียน ธูป..หมาก พลู สามคำ)
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #31 เมื่อ: 31 ต.ค. 10, 16:45 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
วันนี้..เป็นวันที่เหมาะ..ผมไปทำบุญมาครับ..เจ้านายเก่าให้ลูกน้องโทรฯเชิญไปร่วมทอดกฐิน..ที่นครสวรรค์..รับศีลมาเรียบร้อย..
วันนี้ปลอดคนดีนัก..ลูกและภรรยาไปลำปางกับเพื่อน..อยากให้กลับถึงพรุ่งนี้เสียเลย..คืนนี้สบายผมละ..ไม่ต้องรับใช้ใคร..ไม่ต้องมีใครมาเรียก มาถาม..
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #32 เมื่อ: 31 ต.ค. 10, 17:01 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

กราบอนุโมทนา ในศรัทธาของลุงจ๊อกคับ ผมขอรับการคารวะ ดอกไม้ธูปเทียนทั้งหมด แต่มิใช่รับไว้เองน๊ะครับ เป็นแต่คุกเข่าน้อมรับเพื่อเป็นตัวแทนลุงจ๊อก ถวายให้แก่อาจารย์ทั้งหลายของผม เพื่อให้ครูบาอาจารย์ทั้งหลายน้อมถวายสรรเสิญคุณพระพุทธเจ้าอีกทอด พุทธานุภาเวนะ ธรรมานุภาเวนะ สังฆานุภาเวนะ สัทธาโสตถีภะวันตุเต ในฐานะเป็นเพื่อนทุกข์ เป็นสหายธรรม ผมขอแสดงมุทิตาจิตที่ลุงจ๊อกไม่มีมานะ ยอมลดตัวลงรับข้อมูลที่เด็กผู้น้อยอย่างผมได้รับมาและนำมาถ่ายทอดให้ เชื่อว่า ลุงจ๊อก มีคุณสมบัติพร้อมอยู่แล้ว เพียงเติมรายละเอียดอีกเล็กน้อย ผมมั่นใจว่า ผลที่ออกมา เกินความตั้งใจเดิมของลุงครับ เกินแน่ๆคับ q*021q*021q*021

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #33 เมื่อ: 31 ต.ค. 10, 17:10 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

q*021q*021สวัสดีค่ะ ทุกๆคน..แวะมาอ่านค่ะ
เพราะเริ่มหลังจากที่ได้เสียคุณพ่อไปเมื่อปลายปีที่แล้ว,จนมาถึงวันนี้ แอนได้พบกับความสูญเสียในแบบที่รวดเร็วจนตกใจ ไม่คิดว่าจะเร็วจนตั้งตัวไม่ติดขนาดนี้
คือต้องเสียทั้งคุณยายและคุณป้าใหญ่และญาติที่นับถือกันอีก q*009q*009
ประมาณเดือน พ.ค ญาติ(ไม่ใช่ก็เหมือนใช่)ที่บ้านติดกันก็ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตทันทีแม่ลูก,จากนั้นมาเช้าวันอาสาฬหบูชา คุณป้าที่ได้นอนป่วย ซึ่งก่อนที่จะเสีย ท่านได้ตั้งใจไว้ว่ายังไงก็ต้องไปวัดเข้าศีลเข้าพรรษาให้ได้..เพราะความตั้งใจอย่างแรงกล้านี้เอง ตอนเช้าท่านก็จากไปอย่างสงบสุขโดยท่านอนหงาย มือประสานกันที่หน้าอก หลับตาพริ้ม ดูเหมือนคนที่กำลังฝันดี
ช่วงเวลาประมาณตี 5.30 น้องสาวซึ่งกำลังเตรียมของให้แม่ไปวัดนั้นก็ได้ยินเสียงเหมือนมีคนเดินอยู่หน้าบ้าน(ตอนนั้นยังไม่มีใครรู้ว่าป้าได้เสียแล้ว) แต่ก็ไม่ได้คิดอะไร จน6โมงเช้าถึงรู้ว่าคุณป้าใหญ่ได้จากไปอย่างสงบสุข

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #34 เมื่อ: 31 ต.ค. 10, 17:14 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

q*021q*054

ได้อ่านข้อความของคุณปากเสีย น้ำตาไหลด้วยปิติ นี่หล่ะค่ะ ธรรมะของพระพุทธองค์ ต้องรู้เอง รู้เฉพาะตน ครูบาอาจารย์มีหน้าที่แค่ชี้ทางให้ แต่การเิดินทางต่อไป เฉพาะตนเท่านั้น

ที่น้องซีให้เดิน 10 นาที นั่ง 10 นาที เอาแต่สั้นๆ เป็นเพราะว่า เราต้องการการตื่นรู้ มิใช่ต้องการการนิ่งลึก จึงให้ทำแต่สั้นๆ ไม่ต้องการให้สมถะแทรก ไม่ให้หลุด เพราะในชีวิตจริงคนเรา ไม่ใช่ว่าจะทำอะไรอยู่อย่างเดียวนานๆ เราเคลื่อนไหวตลอดเวลา วิปัสนาดูของเคลื่อน จึงต้องฝึกสติเราให้รับรู้เกิดและดับทุกขณะ ถูกต้องหรือไม่จ๊ะ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #35 เมื่อ: 31 ต.ค. 10, 17:16 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

น้องแอน ทุกสิ่งในโลกล้วนอนิจจัง ไม่เที่ยงทั้งสิ้น เกิดดับ คู่กันเสมอ

หากใครได้พบกระทู้นี้ และเข้าใจว่าเขากำลังทำอะไรกัน ปรารถนาจะนับหนึ่ง อบายปิดแล้วสำหรับท่านค่ะ q*021

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #36 เมื่อ: 31 ต.ค. 10, 17:24 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

และที่ผ่านมา แอนก็เสียคุณยายอันที่รักของลูกหลานไปอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งแอนและพี่ชายคนโต ซึ่งตากัยยายจะเลี้ยงเราทั้งสองคนมาตลอด ไปใหนมาใหนก็หอบตุเลงๆไปด้วย ทำให้แอนมีความผูกพันกับตาและยายมากยิ่งกว่าพ่อกับแม่ซะอีกค่ะ
ในกรณีของคุณยายก็จะคล้ายกับคุณป้าคือ ท่านตั้งใจไว้ว่าจะไปวัดในวันออกพรรษาให้ได้ แต่ท่านก็อยู่ไม่ถึง เพราะด้วยอาการป่วยของคุณยายนั้นหนักกว่าคุณป้าอีก บวกกับความชรามากทำให้ท่านต้องจากไปโดยที่ทั้งแอนและพี่ชายไม่ทันได้กลับไปดูใจท่านเป็นครั้งสุดท้ายเลย..แต่สำหรับยังโชคดีที่มีโอกาสได้ไปเคารพศพ..แต่พี่ชายไม่มีโอกาสเลยเมื่อครั้งที่คุณพ่อเสียก็เหมือนกัน(เพราะทำงานเป็นพ่อครัวที่เรือโกดังส่งสินค้าระหว่างประเทศ)
บรรยากาศงานศพคุณยายนั้น ผู้คนไม่รู้หลั่งไหลมาจากใหน ลานวัดที่ว่ากว้างขวางแล้วแน่นขนัดไปด้วยผู้คน เพราะคุณงามความดีของคุณยายนั่นเองค่ะ ที่ทำให้มีผู้คนเคารพนับถือคุณยายมาก..เพราะฉะนั้น ทำให้แอนคิดได้ว่า คนเราเมื่อตายไปแล้ว สมบัติต่างอะไรก็ไม่สามารถที่เอาติดตัวไปได้ สิ่งที่จะนำไปได้ก็คือ ความดีและบุญกุศลต่างๆที่เราได้ทำในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่นั้น คือสิ่งที่เราจะนำไปได้..แค่นั้นเองค่ะ
คนเราเกิดมา ก็มาแต่ตัว,เมื่อตายไปแล้ว ก็ต้องไปแต่ตัวเหมือนกัน..

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #37 เมื่อ: 31 ต.ค. 10, 17:47 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
q*021q*054

ได้อ่านข้อความของคุณปากเสีย น้ำตาไหลด้วยปิติ นี่หล่ะค่ะ ธรรมะของพระพุทธองค์ ต้องรู้เอง รู้เฉพาะตน ครูบาอาจารย์มีหน้าที่แค่ชี้ทางให้ แต่การเิดินทางต่อไป เฉพาะตนเท่านั้น

ที่น้องซีให้เดิน 10 นาที นั่ง 10 นาที เอาแต่สั้นๆ เป็นเพราะว่า เราต้องการการตื่นรู้ มิใช่ต้องการการนิ่งลึก จึงให้ทำแต่สั้นๆ ไม่ต้องการให้สมถะแทรก ไม่ให้หลุด เพราะในชีวิตจริงคนเรา ไม่ใช่ว่าจะทำอะไรอยู่อย่างเดียวนานๆ เราเคลื่อนไหวตลอดเวลา วิปัสนาดูของเคลื่อน จึงต้องฝึกสติเราให้รับรู้เกิดและดับทุกขณะ ถูกต้องหรือไม่จ๊ะ
ครับ..ขอบคุณครับ..ผมเกือบไปแล้ว..เกือบไปจริงๆ..ทำท่าจะไปนิ่งลึกอย่างว่า..ผมไม่ได้ทันคิดถึงเรื่องนี้..
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #38 เมื่อ: 31 ต.ค. 10, 17:49 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

นี่งัยพี่ผมๆๆ...ถูกต้องค๊าบ และผมต้องการคุณภาพที่ได้จากการนั่งแต่ละครั้งจิงๆ ในการเดิน การนั่งแต่ละครั้งจะเกิดสภาวะธรรมหลากหลาย หากใช้เวลานานเกินไป โยคี(ผู้ปฏิบัติ) จะไม่สามารถจดจำรายละเอียดได้ ซึ่ง โยคีไม่มีทางรู้เลยว่า สภาวะธรรมใดที่เป็นเรื่องสำคัญ ส่วนมากมักจะไปนึกว่า การเห็นของแปลกๆ เป็นสภาวะธรรมที่สำคัญ จนลืมเล่ารายละเอียดบางอย่างที่ดูแล้วธรรมดาเหลือเกินสำหรับโยคี แต่เป็นเรื่องใหญ่ของผู้สอบอารมณ์
ตัวอย่างเช่น ในการเดิน ผมเคยสอบอารมณ์โดยปล่อยให้โยคีเล่าประสพการณ์ แกก็เล่าว่า ในขณะความคิดเกิดลืมกำหนด เลยเห็นภาพแปลก น่ากลัวบ้าง น่าพอใจบ้าง คำตอบเหล่านี้ก็มีความสำคัญ แต่น้อยกว่า ประเด็นสภาวะธรรมหลักๆ ที่ผู้สอบอารมณ์ต้องการ ดังนี้ในการปฏิบัติหมู่ การสอบอารมณ์จึงมักจะเป็นคำถามนำ ซึ่งประหยัดเวลา และทำให้รู้สภาวะธรรมหลักๆว่าพัฒนาขึ้นหรือไม่ แต่มีข้อเสียที่ ไม่สามารถเข้าใจจริตของโยคีได้อย่างละเอียด ซึ่งจะสามารถตอกลิ่มเข้าจุดสำคัญให้โยคีผ่านสภาวะธรรมได้ง่ายและ เร็วขึ้น q*021q*021q*021
การกระทุ้งจุดอ่อนของโยคี ก็เป็นเรื่องสำคัญ ในบางครั้งวิปัสนาจารย์ต้องแกล้งกระทุ้งจุดอ่อนของโยคีให้ทุกข์ใจ ทรมาณใจ เพื่อละทิ้งทิษฐิมานะ เพื่อละอัตตา แม้จะดูทารุณโหดร้ายก็ต้องทำ แต่เป็นไม้ตายในกรณีจำเป็นจริงๆ เพื่อให้บรรลุธรรมเท่านั้น

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #39 เมื่อ: 31 ต.ค. 10, 18:05 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
และที่ผ่านมา แอนก็เสียคุณยายอันที่รักของลูกหลานไปอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งแอนและพี่ชายคนโต ซึ่งตากัยยายจะเลี้ยงเราทั้งสองคนมาตลอด ไปใหนมาใหนก็หอบตุเลงๆไปด้วย ทำให้แอนมีความผูกพันกับตาและยายมากยิ่งกว่าพ่อกับแม่ซะอีกค่ะ
ในกรณีของคุณยายก็จะคล้ายกับคุณป้าคือ ท่านตั้งใจไว้ว่าจะไปวัดในวันออกพรรษาให้ได้ แต่ท่านก็อยู่ไม่ถึง เพราะด้วยอาการป่วยของคุณยายนั้นหนักกว่าคุณป้าอีก บวกกับความชรามากทำให้ท่านต้องจากไปโดยที่ทั้งแอนและพี่ชายไม่ทันได้กลับไปดูใจท่านเป็นครั้งสุดท้ายเลย..แต่สำหรับยังโชคดีที่มีโอกาสได้ไปเคารพศพ..แต่พี่ชายไม่มีโอกาสเลยเมื่อครั้งที่คุณพ่อเสียก็เหมือนกัน(เพราะทำงานเป็นพ่อครัวที่เรือโกดังส่งสินค้าระหว่างประเทศ)
บรรยากาศงานศพคุณยายนั้น ผู้คนไม่รู้หลั่งไหลมาจากใหน ลานวัดที่ว่ากว้างขวางแล้วแน่นขนัดไปด้วยผู้คน เพราะคุณงามความดีของคุณยายนั่นเองค่ะ ที่ทำให้มีผู้คนเคารพนับถือคุณยายมาก..เพราะฉะนั้น ทำให้แอนคิดได้ว่า คนเราเมื่อตายไปแล้ว สมบัติต่างอะไรก็ไม่สามารถที่เอาติดตัวไปได้ สิ่งที่จะนำไปได้ก็คือ ความดีและบุญกุศลต่างๆที่เราได้ทำในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่นั้น คือสิ่งที่เราจะนำไปได้..แค่นั้นเองค่ะ
คนเราเกิดมา ก็มาแต่ตัว,เมื่อตายไปแล้ว ก็ต้องไปแต่ตัวเหมือนกัน..
q*021

http://webboard.news.sanook.com/forum/?topic=3290463
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #40 เมื่อ: 31 ต.ค. 10, 18:35 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ไปอ่านแล้วค่ะพี่นัท..คนเรานั้นเกิดมาก็มีแต่ตัว และเมื่อไดตายไปนั้นก็คงไปแต่ตัวเช่นเดียวกัน สมบัติต่างที่หามาได้นั้นก็ไม่สามรถที่จะนำติดตัวไปได้..สิ่งที่ติดตัวไปก็คือความดีที่ได้สั่งสมมาในตอนที่ยังมีชีวิตอยู่
แต่ถ้าช่วงที่มีชีวิตอยู่นั้น หากไม่เคยทำความดีเลย สิ่งที่ติดตัวไปนั้นก็คงจะมีแต่บาปและคำสาปแช่งของผู้คนที่เคยไปสร้างความเดือดร้อนไว้ให้แก่เขาเหล่านั้น
วันนี้เราหมั่นทำบุญและทำความดีกันเถิดค่ะ
สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ q*021q*021


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #41 เมื่อ: 31 ต.ค. 10, 19:19 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ต่อน๊ะคับ ในตอนนี้ขอข้ามขั้นตอนเข้าสู่เทคนิควิปัสนาล้วนๆ ตามที่เคยทำมา จะข้ามขั้นตอนการทำสมถะ เมตตาไปเลย ไว้มาเล่าวันหลัง
วันนี้วันพระเหมาะที่สุด สำหรับลุงจ๊อก และพี่นัท ก่อนอื่นว่างเมื่อใดให้ไปจุดธูป 16ดอกที่หิ้งพระ หรือปักดินกลางแจ้งก็ได้ ตั้งใจบอกกล่าวเทวดา ครูบาอาจารย์แม่พระธรณีเป็นพยาน ว่า "นับแต่นี้ไป ข้าพเจ้าขอละอารมณ์โพธิสัตว์ เพื่อพัฒนาสภาวะธรรมของตน ธรรมอันใดยังไม่เกิดแก่ข้าพเจ้า จงปรากฎแก่ข้าพเจ้านับแต่บัดนี้ไป เทอญ " ข้อความเหล่านี้ มิได้มีเวทย์มนต์อันใด เป็นเพียงแรงอธิษฐานอันแรงกล้า เสมือนหนึ่งการให้สัจจะ ให้กำลังใจแก่ตัวเอง และใช้ได้กับบุคคลเป็นบางรายเท่านั้น
ให้ทำเรื่องนี้ก่อน
ครับ..ผมเริ่มเลย..คืนนี้..จัดหาธูปมาแล้ว..
ปกติผมไม่จุดธูป..เพียงแค่พนมมือต่างดอกไม้ และเทียน ธูป..ขอบคุณครับ.
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #42 เมื่อ: 31 ต.ค. 10, 20:58 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

คุณปากเสียคะ นัทมีวิธีการให้กำลังใจตัวเองค่ะ ก่อนที่นัทจะนั่งสมาธิ นัทจะอธิฐาน "ธรรมะวิเศษอันใดที่ยังไม่บังเกิดแก่ข้าพเจ้า ขอจงบังเกิดแก่ข้าพเจ้า ขอให้ข้าพเจ้าได้เห็นการเกิดดับให้มากๆ นับแต่ับัดนี้เป็นต้นไปเถิด" เมื่อก่อนนัทอธิฐานก็ไ่ม่รู้หรอกว่า เกิดดับเป็นไง ครูอาจารย์ท่านให้ทำก็ทำ ต่อมาก็จะได้เริ่มเห็นและเข้าใจเกิดดับเองอ่ะค่ะ q*021

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #43 เมื่อ: 31 ต.ค. 10, 21:42 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
คุณปากเสียคะ นัทมีวิธีการให้กำลังใจตัวเองค่ะ ก่อนที่นัทจะนั่งสมาธิ นัทจะอธิฐาน "ธรรมะวิเศษอันใดที่ยังไม่บังเกิดแก่ข้าพเจ้า ขอจงบังเกิดแก่ข้าพเจ้า ขอให้ข้าพเจ้าได้เห็นการเกิดดับให้มากๆ นับแต่ับัดนี้เป็นต้นไปเถิด" เมื่อก่อนนัทอธิฐานก็ไ่ม่รู้หรอกว่า เกิดดับเป็นไง ครูอาจารย์ท่านให้ทำก็ทำ ต่อมาก็จะได้เริ่มเห็นและเข้าใจเกิดดับเองอ่ะค่ะ q*021
ขอบคุณครับ..ภรรยาของผมกลับมาจากลำปางแล้ว..ขอดูละครในห้องของผมก่อน..ช่องโน้นกำลังอวสาน..ช่องนี้ก็จะอวสาน..ประมาณห้าทุ่มแหละครับ..
เรื่องนี้ผมไม่ได้บอกคนในบ้าน..ผมทำอะไร..ไม่ค่อยบอกใคร..คนในบ้านไม่เหมือนผมสักคน..
รอให้พวกเขานอนกันก่อน..ผมไม่ได้อยู่ในสวนครับ.
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #44 เมื่อ: 31 ต.ค. 10, 21:50 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

q*013 พรุ่งนี้ผมไม่อยู่ตั้งแต่ตี3 ถึงบ่าย 2โมงคับ แต่สามารถฝากข้อความหรือโทรหาได้หลัง 9โมงค๊าบ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
Tags:  

หน้า: 1 2 3 4 5

 
ตอบ

ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
ติดตามกระทู้นี้ : ส่งไปที่อีเมลของสมาชิกสนุก
  ส่งไปที่
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:  
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม