หน้า: 1

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: “พาณิชย์” วางแผนสยบปัญหาพ่อค้ากักตุน  (อ่าน 37 ครั้ง)
add
เรทกระทู้
« เมื่อ: 5 ธ.ค. 11, 13:19 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 

พาณิชย์ยกเครื่องแผนดูแลสินค้าปีหน้า

“พาณิชย์” วางแผนดูแลสินค้าปี 55 ป้องกันวิกฤติขาดแคลนซ้ำรอยปี 54 แบ่งกลุ่มดูแล 3 กลุ่ม เน้นสร้างระบบสำรองสินค้า สร้างความมั่นใจผู้บริโภคสินค้ามีเพียงพอ ทั้งน้ำมันปาล์ม น้ำตาลทราย

นายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงการดูแลราคาสินค้าในปี 55 ว่า จะสั่งการให้กรมการค้าภายในจัดทำแผนดูแลราคาสินค้าปีหน้า (2555) โดยเน้นมาตรการที่ป้องกันการกักตุนและการขาดแคลนสินค้าเพื่อไม่ให้เกิดภาวะดังกล่าวเหมือนในปีที่ผ่านมา ซึ่งจะให้กรมจัดแบ่งการดูแลสินค้าออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มสินค้าที่ปริมาณการผลิตพอดีกับความต้องการใช้ ไม่มีเหลือเก็บสำรองมาก เช่น น้ำมันปาล์ม ที่มีปริมาณการผลิตประมาณ 1.6-1.7 ล้านกิโลกรัม (กก.) แต่มีการใช้เพื่อบริโภคประมาณ 900,000-1,000,000 กก. ส่วนอีกประมาณ 400,000-600,000 กก.นำไปใช้ผลิตน้ำมันทดแทน จึงจำเป็นจะต้องสร้างระบบสำรองสินค้าขึ้น

“ในการสำรองนั้น จะต้องเข้าไปดูโครงสร้างการผลิตสินค้าว่าสามารถผลิตได้เท่าไร ใช้เป็นพลังงานทดแทนเท่าไร และใช้เพื่อบริโภคเท่าไร หากเกิดปัญหาตึงตัวจะสามารถขาดแคลนสินค้าได้อย่างต่ำกี่วันจึงจะผลิตออกมาใหม่ได้ หากทำตรงนี้ได้จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคว่าสินค้าไม่ได้ขาดแคลนและจะไม่เกิดการกักตุน”

นอกจากนี้ ยังมีสินค้าน้ำตาลทรายที่จะต้องมีการบริหารจัดการโควตาใหม่ เพราะโครงสร้างการบริโภคน้ำตาลของประเทศเปลี่ยนแปลงไปมาก โดยผู้บริโภคจะบริโภคน้ำตาลโดยตรงน้อยมาก แต่จะบริโภคผ่านอาหารรูปแบบอื่นๆมากขึ้น เช่น ยา เครื่องดื่ม เป็นต้น ดังนั้น การกำหนดโควตาน้ำตาลที่ใช้ภายในประเทศ (โควตา ก.) 21-22 ล้านกระสอบ อาจไม่เพียงพอ ดังนั้น จึงต้องลดโควตา ข. และ ค. เพื่อการส่งออกลง

2.กลุ่มที่มีปริมาณการผลิตสินค้าเพียงพอต่อการบริโภคในประเทศและสามารถส่งออกได้ เช่น ข้าว ไก่ กุ้ง กลุ่มเหล่านี้ต้องดูแลเรื่องราคาเป็นหลัก โดยจะทำอย่างไรให้ราคาที่บริโภคภายในประเทศไม่ได้สูงเกินความเป็นจริงมากเกินไป เพราะราคาสินค้าดังกล่าวจะอิงกับราคาตลาดโลก และ 3.กลุ่มที่ต้องนำเข้าวัตถุดิบมาผลิตเป็นสินค้าสำเร็จรูป เช่น อาหารกระป๋อง ซึ่งกลุ่มนี้จะต้องดูที่โครงสร้างการค้า โดยต้องทำให้แต่ละช่วงการค้าไม่มีกำไรมากจนเกินไปจนเป็นภาระของผู้บริโภค ขณะเดียวกัน ก็อย่าควบคุมผู้ค้ามากเกินไปจนทำให้สินค้าขาดแคลน นอกจากนี้ การเปิดให้นำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคจะเป็นอีกมาตรการที่เข้าไปดูแลสถานการณ์สินค้าในช่วงที่เกิดสถานการณ์ไม่ปกติ

นายยรรยงกล่าวอีกว่า แนวโน้มราคาสินค้าในปีหน้าเชื่อว่าจะไม่ปรับตัวสูงมาก เพราะปริมาณความต้องการไม่เพิ่มขึ้น เนื่องจากผู้บริโภคไทยมีรายได้ไม่เพิ่ม แต่มีรายจ่ายเพิ่มขึ้น ทำให้อำนาจการซื้อลดน้อยลง ซึ่งจะเป็นแรงกดดันไม่ให้ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้น.

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า

กระทู้ฮอตในรอบ 7 วัน

Tags:
Tags:  

หน้า: 1

 
ตอบ

ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
ติดตามกระทู้นี้ : ส่งไปที่อีเมลของสมาชิกสนุก
  ส่งไปที่
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:  
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม