Sanook.commenu

ดูดวง ดวงความรัก ทํานายฝัน เซียมซี กราฟชีวิต ไพ่ยิปซี เกมทายใจ เรื่องผี พระเครื่อง ดูทีวี ฟังเพลง ฟังหวยออนไลน์

Sanook! Horoscope

เมนู

หน้า: 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 ... 16

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: สาระธรรมกับ destinygoal  (อ่าน 23451 ครั้ง)
add
เรทกระทู้
« ตอบ #135 เมื่อ: 19 มิ.ย. 13, 19:51 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 

ดีใจที่เข้ามาสนทนาธรรมครับ ให้คุณใส่บาตรพระแล้วอุทิศให้เจ้าคุณนายคุณและสรรพสัตว์ทั้งหลายให้ได้รับส่วนบุญส่วนกุศลนี้ร่วมกันทั้งหมดด้วยเทอญ.

ก็จะไม่มารบกวนคุณอีกครับคุณsiravith มีบทความดีๆหรือข้อมูลเกี่ยวกับนิมิตหรือธรรมะก็เชิญเข้ามาคุยกันครับ...



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #136 เมื่อ: 20 มิ.ย. 13, 12:42 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

หลวงปู่ทวด วัดช้างให้ จ.ปัตตานี โดยอาจารย์เทวฤทธิ์ อยู่สุนทร


ท่านเป็นพระมหาเถระที่รู้จักกันทั่วประเทศ ในนาม

" หลวงปู่ทวด เหยียบน้ำทะเลจืด "

คาถาบูชาท่าน คือ นะโม โพธิสัตโต อาคันติมายะ อิติภะคะวา

ชาติกาล 3 มีนาคม พ.ศ. 2125

ชาติภูมิ บ้านเลียบ ต.ดีหลวง อ.สทิงพระ จ.สงขลา

บรรพชา เมื่ออายุได้ 15 ปี

อุปสมบท เมื่ออายุ 20 ปี

มรณภาพ 6 มีนาคม พ.ศ. 2225

สิริรวมอายุได้ 99 ปี


สมเด็จเจ้าพะโคะหรือหลวงพ่อทวด เป็นที่รู้จักของชาวไทยทุกภูมิภาคในฐานะพระศักดิ์สิทธิ์ที่มีอิทธิปาฏิหาริย์และอภิญญาแก่กล้าจนได้สมญาว่า "หลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืด" ประวัติอันพิสดารของท่านมีเล่าสืบกันมาไม่รู้จบสิ้น ยิ่งนานวันยิ่งซับซ้อนและขยายวงกว้างออกไปกลายเป็นความเชื่อความศรัทธาอย่างฝังใจ
หลวงพ่อทวดเป็นบุคคลที่มีตัวตนจริงๆ เรื่องราวต่อไปนี้ผู้เขียนได้รวบรวมจากหนังสืออ้างอิงหลายเล่มทั้งที่เป็นตำนานหลักฐานทางประวัติศาสตร์ หนังสือและเอกสารต่างๆ พอจะให้ท่านผู้อ่านได้ทราบว่า หลวงพ่อทวดคือใคร เกิดในสมัยใดและได้สร้างคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติและพระศาสนาไว้อย่างไรบ้าง เพื่อเป็นคติเตือนใจแก่อนุชนรุ่นหลังสืบไป
ทารกอัศจรรย์



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #137 เมื่อ: 20 มิ.ย. 13, 12:48 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

"ผู้ใดเห็นธรรมะผู้นั้นจะเห็นคถาคต" โดยอาจารย์เทวฤทธิ์ อยู่สุนทร


เบญจศีล แปลว่า ศีล ๕ ได้แก่..

๑.ปาณาติปาตา เวรมณี เจตนาเป็นเครืองงดเว้นจากการฆ่า การเบียดเบียน การทำร้ายร่างกายคนและสัตว์ แล้วมีจิตใจประกอบด้วยเมตตากรุณา มีความปรารถนาดี และสงสารเห็นอกเห็นใจผู้อื่นสัตว์อื่น

๒.อทินนาทานา เวรมณี เจตนาเป็นเครืองงดเว้นจากการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้ด้วยอาการแห่งขโมยหรือโจร อันได้แก่ ลัก ฉก ชิง วิ่งราว ขู่กรรโชก ขู่เข็ญ ปล้น จี้ ตู่ ฉ้อโกง หลอก ลวง ปลอม ตระบัด เบียดบัง สับเปลี่ยน ลักลอบ ยักยอก และรับสินบน แล้วเป็นผู้มีความขยันประกอบสัมมาชีพ บริจาคทาน และเคารพในกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของผู้อื่น

๓.กาเมสุ มิจฉาจารา เวรมณี เจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม
บุคคลต้องห้ามสำหรับฝ่ายชาย คือ
(๑) ภรรยาคนอื่น
(๒) ผู้หญิงที่ยังอยู่ในความอุปการะของผู้อื่น (ต้องพึ่งพาอาศัยผู้อื่นอยู่)
(๓) ผู้หญิงที่จารีตต้องห้าม (แม่ ย่า ยาย พี่สาว น้องสาว ลูกสาว ชี หญิงผู้เยาว์

บุคคลที่ต้องห้ามสำหรับฝ่ายหญิง คือ
(๑) สามีคนอื่น
(๒) ชายจารีตต้องห้าม (พ่อ ปู่ ตา พี่ชาย น้องชาย ลูกชาย พระภิกษุ สามเณร ชายผู้เยาว์)

ทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิงไม่ใช่เฉพาะ ห้ามแต่ร่วมสังวาสเท่านั้น แม้แต่การเคล้าคลึง การพูดเกี้ยวพาราสี หรือการแสดงอาการ ปฏิพัทธ์แม้แต่ด้วยสายตาเนตรสบเนตร เป็นต้น ก็ชื่อว่า การละเมิดศีลข้อนี้แล้ว เมื่อไม่ล่วงละเมิดศีลข้อนี้แล้วเป็นผู้สำสวมในกามยินดีแต่ในภรรยาของตนเท่านั้น (สทารสันโดษ) จงรักภักดีแต่ในสามีของตน (ปติวัตร) ถ้ายังไม่ได้แต่งงานก็ต้องมีกามสังวร ตั้งตนอยู่ในขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงาม มีวัฒนธรรมอันดีชนิดที่ว่า "เข้าตามตรอกออกตามประตู"

๔.มุสาวาทา เวรมณี เจตนาเป็นเครืองงดเว้นจากการพูดเท็จ อันได้แก่คำปด ทวนสาบาน ทำเล่ห์กระเท่ห์ มารยา ทำกิเลส เสริมความสำรวมคำพูดเสียดแทง สับปลับ ผิดสัญยา เสียสัตย์ และคืนคำ แล้ว เป็นผู้รักสัจจะจะพูดแต่คำสัตย์จริงด้วยความจริงใจและปรารถนาดี มุ่งหวังดีต่อผู้ฟัง

๕.สุราเมรยะมัชชะปมาทัฏฐานา เวรมณี เจตนาเป็นเครืองงเว้นจากการดื่มน้ำเมาอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท อันได้แก่ น้ำสุรา เมรัย เครื่องดื่มมึนเมาอื่น ๆ และการเสพยาเสพติดอื่นๆ เช่น ฝิ่น เฮโรอีน กัญชา ยาบ้า หรือแม้แต่บุหรี่ แล้วเป็นผู้ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะในการประกอบกิจการทั้งปวง และเป็นผู้ไม่ประมาทในชีวิตในการงาน ในวัย ในเพศ

ผู้จะเป็นคนเต็มคน คือ 100% จะต้องเป็นผู้มีการดำเนินชีวิตประจำวันที่ประกอบด้วยเบญจศีลเบญจธรรมทั้ง ๕ ประเด็นดังกล่าวแล้ว ถ้าขาด ๑ ประเด็นก็เป็นคนเพียง ๘๐ % หรือขาด ๒ ประเด็นก็เป็นคนเพียง ๖๐ % เป็น นับว่าเป็นหลักการขั้นพื้นฐานที่พระพุทธองค์ทรงสั่งสอน มุ่งเน้นให้พุทธศาสนิกชนได้ประพฤติปฏิบัติตาม เพื่อความเป็นมนุษย์อันจะได้เป็นสมาชิกที่ของสังคม ความสงบสุขในสังคมแต่ละวันจะเกิดขึ้นได้ก็อาศัยหลักมนุษยธรรม หรือ แต่ละคนเป็นคนเต็มคนนั่นเอง




noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #138 เมื่อ: 20 มิ.ย. 13, 12:50 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ทารกอัศจรรย์
เมื่อประมาณสี่ร้อยปีที่ผ่านมาในตอนปลายรัชสมัยของพระมหาธรรมราชา แห่งกรุงศรีอยุธยา ณ หมู่บ้านสวนจันทร์ ตำบลชุมพล เมืองจะทิ้งพระตรงกับวันศุกร์ เดือนสี่ ปีมะโรง พุทธศักราช 2125 ได้มีทารกเพศชายผู้หนึ่งถือกำเนิดจากครอบครัวเล็กๆ ฐานะยากจนแร้นแค้น แต่มีจิตอันเป็นกุศล ชอบทำบุญสุนทานยึดมั่นในศีลธรรมอันดี ปราศจากการเบียดเบียนมนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย ทารกน้อยผู้นี้มีนายว่า "ปู" เป็นบุตรของนายหู นางจันทร์ ในขณะเยาว์วัย ทารกผู้นั้นยังความอัศจรรย์ให้แก่บิดามารดาตลอดจนญาติพี่น้องทั้งหลาย ด้วยอยู่มาวันหนึ่งมีงูตระบองสลาตัวใหญ่มาขดพันอยู่รอบเปลที่ทารกน้อยนอนหลับอยู่ และงูใหญ่ตัวนั้นไม่ยอมให้ใครเข้ามาใกล้เปลที่ทารกน้อยนอนอยู่เลย จนกระทั่งบิดามารดาของเด็กเกิดความสงสัยว่า พญางูตัวนั้นน่าจะเป็นเทพยดาแปลงมาเพื่อให้เห็นเป็นอัศจรรย์ในบารมีของลูกเราเป็นแน่แท้ จึงรีบหาข้าวตอกดอกไม้และธูปเทียนมาบูชาสักการะ งูใหญ่จึงคลายลำตัวออกจากเปลน้อย เลื้อยหายไป ต่อมาเมื่อพญางูจากไปแล้ว บิดามารดาทั้งญาติต่างพากันมาที่เปลด้วยความห่วงใยทารก ก็ปรากฏว่าเด็กชายปูยังคงนอนหลับอยู่เป็นปกติ แต่เหนือทรวงอกของทารกกลับมีดวงแก้วดวงหนึ่งมีแสงรุ่งเรืองเป็นรัศมีหลากสี ตาหู นางจันทร์จึงเก็บรักษาไว้ นับแต่บัดนั้นฐานะความเป็นอยู่การทำมาหากินก็จำเริญรุ่งเรืองขึ้นเป็นลำดับอยู่สุขสบายตลอดมา

เหยียบน้ำทะเลจืด
ขณะที่สมเด็จเจ้าฯ จำพรรษาอยู่ ณ วัดพะโคะ ครั้งนี้คาดคะเนว่า ท่านมีอายุกาลถึง 80 ปีเศษ อยู่มาวันหนึ่งท่านถือไม้เท้าศักดิ์สิทธิ์ประจำตัวไม้เท้านี้มีลักษณะคดไปมาเป็น 3 คด ชาวบ้านเรียกว่า "ไม้เท้า 3 คด" ท่านออกจากวัดมุ่งหน้าเดินไปยังชายฝั่งทะเลจีน ขณะที่ท่านเดินพักผ่อนรับอากาศทะเลอยู่นั้น ได้มีเรือโจรสลัดจีนแล่นเลียบชายฝั่งมา พวกโจรจีนเห็นท่านเดินอยู่คิดเห็นว่าท่านเป็นคนประหลาดเพราะท่านครองสมณเพศ พวกโจรจึงแวะเรือเทียบฝั่งจับท่านลงเรือไป เมื่อเรือโจรจีนออกจากฝั่งไม่นาน เหตุมหัศจรรย์ก็ปรากฏขึ้น คือ เรือลำนั้นแล่นต่อไปไม่ได้ต้องหยุดนิ่งอยู่กับที่ พวกโจรจีนพยายามแก้ไขจนหมดความสามารถเรือก็ยังไม่เคลื่อน จึงได้จอดเรือนิ่งอยู่ ณ ที่นั้นเป็นเวลาหลายวันหลายคืน ในที่สุดน้ำจืดที่นำมาบริโภคในเรือก็หมดสิ้น จึงขาดน้ำจืดดื่มและหุงต้มอาหารพากันเดือดร้อนกระวนกระวายด้วยกระหายน้ำเป็นอย่างมาก สมเด็จเจ้าฯ ท่านเห็นเหตุการณ์ความเดือดร้อนของพวกโจรถึงขั้นที่สุดแล้ว ท่านจึงเหยียบกราบเรือให้ตะแคงต่ำลงแล้วยื่นเท้าเหยียบลงบนผิวน้ำทะเลทั้งนี้ย่อมไม่พ้นความสังเกตของพวกโจรจีนไปได้



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #139 เมื่อ: 20 มิ.ย. 13, 12:53 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เมื่อท่านยกเท้าขึ้นจากพื้นน้ำทะเลแล้วก็สั่งให้พวกโจรตักน้ำตรงนั้นมาดื่มชิมดู พวกโจรจีนแม้จะไม่เชื่อก็จำเป็นต้องลองเพราะไม่มีทางใดจะช่วยตัวเองได้แล้ว แต่ได้ปรากฏว่าน้ำทะเลเค็มจัดที่ตรงนั้นแปรสภาพเป็นน้ำจืดเป็นที่อัศจรรย์ยิ่งนัก พวกโจรจีนได้เห็นประจักษ์ในคุณอภินิหารของท่านเช่นนั้น ก็พากันหวาดเกรงภัยที่จะเกิดแก่พวกเขาต่อไป จึงได้พากันกราบไหว้ขอขมาโทษแล้วนำท่านล่องเรือส่งกลับขึ้นฝั่งต่อไป
เมื่อสมเด็จเจ้าฯ ขึ้นจากเรือเดินกลับวัด ถึงที่แห่งหนึ่งท่านหยุดพักเหนื่อย ได้เอา "ไม้เท้า 3 คด" พิงไว้กับต้นยางสองต้นอันยืนต้นคู่เคียงกัน ต่อมาต้นยางสองต้นนั้นสูงใหญ่ขึ้น ลำต้นและกิ่งก้านสาขาเปลี่ยนไปจากสภาพเดิกกลับคดๆ งอๆ แบบเดียวกับรูปไม้เท้าทั้งสองต้น ประชาชนในถิ่นนั้นเรียกว่าต้นยางไม้เท้า ซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่งปรากฏอยู่ถึงทุกวันนี้
สมเด็จเจ้าพะโคะหรือหลวงพ่อทวดครองสมณเพศและจำพรรษาอยู่ที่วัดพะโคะ เป็นที่พึ่งของประชาราษฎร์มีความร่มเย็นเป็นสุข ได้ช่วยการเจ็บไข้ได้ทุกข์ บำรุงสุข เทศนาสั่งสอนธรรมของพระพุทธองค์ ประดุจร่มโพธิ์ร่มไทรของปวงพุทธศาสนิกชนตลอดมา




คติธรรมคำสอนของหลวงปู่ทวด

ธรรมประจำใจ

พูดมาก เสียมาก พูดน้อย เสียน้อย ไม่พูด ไม่เสีย นิ่งเสีย โพธิสัตว์

ละได้ย่อมสงบ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #140 เมื่อ: 20 มิ.ย. 13, 12:54 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ ล้วนแต่เคลื่อนที่ไปสู่ความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
ทุกอย่างในโลกนี้ เคลื่อนไปสู่การสลายตัวทั้งสิ้น ไม่ยึด ไม่ทุกข์ ไม่สุข ละได้ย่อมสงบ

สันดาน

ภูเขาถูกมนุษย์ทำลายลงมาได ้
แต่สันดานของคนเราที่นอนนิ่งอยู่ในก้นบึ้ง
ซึ่งไม่เหมือนกันย่อมขัดเกลาให้ดีเหมือนกันได้ยาก

ชีวิตทุกข์

การเกิดมาเป็นมนุษย์ชาติหนึ่ง จะว่าประเสริฐก็ประเสริฐ จะว่าไม่ประเสริฐก็ไม่ประเสริฐ
จะเห็นได้ว่า ตื่นเช้าก็มีความทุกข์เข้าครอบงำ
จะต้องล้างหน้า ล้างปาก ล้างฟัน ล้างมือ
เสร็จแล้วจะต้องกินต้องถ่าย นี่คือความทุกข์แห่งกายเนื้อ
เมื่อเราจะออกจากบ้าน
ก็จะประสบความทุกข์ในหมู่คณะ ในการงาน ในสัมมาอาชีวะ การเลี้ยงตนชอบ
นี่คือ ความทุกข์ในการแสวงหาปัจจัย

บรรเทาทุกข์

การที่เราจะไม่ต้องทุกข์มากนั้น
เราจะต้องรู้ว่า เรานี้จะต้องไม่เอาชีวิตไปฝากสังคม เราต้องเป็นตัวของเราเอง
และเราจะต้องวินิจฉัยในเหตุการณ์ที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องกับตัวเราว่า สิ่งใดเราควรทำ สิ่งใดไม่ควรทำ

ยากกว่าการเกิด

ในการที่เราเกิดมา ชีวิตแห่งการเกิดนั้นง่าย แต่ชีวิตแห่งการอยู่นั้นสิยาก
เราจะทำอย่างไรให้อยู่ได้อย่างสุขสบาย

ไม่สิ้นสุด

แม่น้ำทะเล และมหาสมุทร ไม่มีที่สิ้นสุดของน้ำ ฉันใด
กิเลสตัณหาของมนุษย์ก็ย่อมไม่มีที่สิ้นสุด ฉันนั้น

ยึดจึงเดือดร้อน



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #141 เมื่อ: 20 มิ.ย. 13, 12:56 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ทุกวันนี้ เกิดความทุกข์ ความเดือดร้อน ก็เพราะมนุษย์ไปยึดโนน่ ยึดนี่
ยึดพวกยึดพ้อง ยึดหมู่ยึดคณะ ยึดประเทศเป็นสรณะ โดยไม่คำนึงถึงธรรมสากล
จักรวาลโลกมนุษยนี้ ทุกคนมีกรรมจึงเกิดมาเป็นสัตว์โลก
สัตว์โลกทุนคนต้องใช้กรรมตามวาระ ตามกรรม
ถ้าทุกคนยึดถือเป็นอารมณ์ ก็จะเกิดการเข่นฆ่ากัน เกิดการฆ่าฟันกัน
เพราะอารมณ์แห่งการยึดถืออายตนะ ฉะนั้น ต้องพิจารณาให้ถ่องแท้ว่า
สิ่งใดทำแล้ว สัตว์โลกมีความสุข สิ่งนั้นควรทำ นี่คือ หลักความจริงของธรรมะ

อยู่ให้สบาย

ในภาวะแห่งการที่จะอยู่อย่างสบายนั้น
เราต้องอยู่กันอย่างไม่ยึด อยู่กันอย่างไม่ยินดี อยู่กันอย่างไม่ยินร้าย
อยู่กันอย่างพยายามให้จิตวิญญาณของนามธรรมนั้นเหนืออารมณ์
เหนือคำสรรเสริญ เหนือนินทา เหนือความผิดหวัง เหนือความสำเร็จ เหนือรัก เหนือชัง

ธรรมารมณ์

การอยู่อย่างมีธรรมารมณ์ คือ การอยู่เหนือความรู้สึกทั้งปวง
อยู่อย่างรู้หน้าที่การเป็นคน และรู้หน้าที่ในการงาน คือ รู้ว่าสิ่งที่เราทำนั้น เป็นสิ่งที่เราต้องทำ
ไม่ใช่ทำเพื่อหวังผลตอบแทน เพราะถ้าเราทำงานเพื่อหวังผลตอบแทนต่างๆ แล้ว
ถ้าสิ่งต่างๆไม่สัมฤทธิ์ผลตามความหวังนั้น เราย่อมเกิดความโทมนัส เสียใจน้อยใจ เป็นทุกข์

กรรม

ถ้าเรามีชีวิตอยู่อย่างที่ว่า
เกิดเพราะกรรม อยู่เพื่อกรรม ทำเพราะกรรม ตายเพราะกรรมแล้ว
ชีวิตการเป็นมนุษย์ย่อมมีความภิรมย์ มีความรื่นเริง

มารยาทของผู้เป็นใหญ่

ผู้ใหญ่ไม่ใช่อยู่ที่เกิดก่อน ผู้ดีไม่ใช่อยู่ที่เรียนสูง
มารยาทจรรยาของการเป็นผู้ใหญ่ ก็คือต้องสุขุมรอบคอบ และไม่ยึดติดเสียงเป็นหลัก
คือ ต้องไม่หวั่นไหวกับคำนินทาและสรรเสริญ

โลกิยะ หรือ โลกุตระ

คนที่เดินทางโลกุตระ ย่อมไปดีทางโลกิยะไม่ได้
คนที่เดินทางโลกิยะ ย่อมสำเร็จทางโลกุตระได้ยาก เพราะอะไร ?
ถ้าคนหนึ่งสำเร็จได้ทั้งโลกิยะ และโลกุตระง่ายแล้ว
ทำไม องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธโคดม ต้องสละราชบัลลังก์แห่งจักรพรรดิไปเป็นธรรมราชาเล่า ?
ถ้าเป็นไปได้ พระองค์เป็นมหาจักรพรรดิพร้อมทั้งธรรมราชา ไม่ดีหรือ ?
แต่มันเป็นไปไม่ได้ เพราะโลกของโลกิยะและโลกุตระเดินคู่ขนานกัน
เราต้องตัดสินใจ ต้องมีความเด็ดเดี่ยวและกล้าหาญในการที่จะเลือกทางใดทางหนึ่ง

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 22 มิ.ย. 13, 14:45 น โดย d00bd00b » noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #142 เมื่อ: 20 มิ.ย. 13, 12:57 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ศิษย์แท้

พิจารณากายในกาย พิจารณาธรรมในธรรม พิจารณาวิญญาณ ในวิญญาณ
นั่นแหละ คือ สานุศิษย์อันแท้จริงของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

รู้ซึ้ง

ทุกอย่างจะต้องมีเหตุ เมื่อมีเหตุจึงจะมีผล ผลนั้นเกิดจากเหตุ
เราได้วินิจฉัยข้อนี้แล้ว เราจึงรู้ซึ้งถึงพุทธศาสนา

ใจสำคัญ

การทำบุญนั้น จะต้องทำด้วยจิตใจบริสุทธิ์
จะต้องทำด้วยความศรัทธา
ผลสะท้อนมันจะเกิดขึ้นเกินความคาดหมาย

หยุดพิจารณา

คนเรานี้ ถ้าไม่มีอะไรทำอยู่ในที่วิเวกคนเดียว จิตมันจะฟุ้งซ่าน
และถ้าภาวะนั้น ตนไม่ปล่อยให้จิตฟุ้งซ่านไปเรื่อยๆ คือ หยุดพิจารณา
แล้วค้นสัจจะของ ศีล สมาธิ ปัญญา ย่อมที่จะค้นหาสัจจะในธรรมะได้

บริจาค

ทำบุญสังฆทานเป็นจาคะ จาคะเป็นการบริจาคโภคทรัพย์ภายนอก
การสวดมนต์เป็นการภาวนา การภาวนาเป็นการบริจาคภายใน
เพราะฉะนั้น ถ้านับในด้านทิพย์อำนาจ
การบริจาคภายในย่อมได้กุศล มากว่า การบริจาคภายนอก
นี่คือเรื่องของนามธรรม

ทำด้วยใจสงบ

เราจะทำบุญก็ดี เราจะทำอะไรก็ดี จงทำด้วยความสงบ
อย่าทำด้วยอารมณ์แห่งความร้อน เพราะการทำด้วยอารมณ์ร้อนนั้น มันจะพาเราไปสู่หายนะ
เมื่อเกิดอารมณ์ร้อน เราจะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง จงอย่าทำ
นั่งให้จิตใจมันสบายเสียก่อน เมื่อจิตใจสบายแล้ว ปัญญาก็เกิด
เมื่อเกิดปัญญาแล้ว จะทำสิ่งใดก็เป็นไปโดยความสะดวก

มีสติพร้อม

จะทำสิ่งใดก็ตาม เราต้องมีสติพร้อม
คือ อย่าให้มีโทสะ อย่าให้อารมณ์เข้ามาควบคุมสติ
อย่าให้เรื่องส่วนตัวและขาดเหตุผล มาอยู่เหนือความจริง

เตือนมนุษย์

มนุษย์ผู้ใด เห็นแก่งานส่วนตัว มนุษย์ผู้นั้น จะไม่มีง านทำในไม่ช้า
มนุษย์ผู้ใด เห็นแก่ทรัพย์ส่วนตัว มนุษย์ผู้นั้น จะไม่มีทรัพย์ครองในไม่ช้า
มนุษย์ผู้ใด เห็นแก่นอนมาก มนุษย์ผู้นั้น จะไม่ได้นอนในไม่ช้า

พิจารณาตัวเอง

คืนหนึ่งก็ดี วันหนึ่งก็ดี ควรให้มีเวลาว่างสัก 5 นาที หรือ 10 นาที ไม่ติดต่อกับใคร
ให้นั่งเฉยๆ คิดถึงเหตุการณ์ที่เราทำไปแต่ละวันๆ ว่า ที่เราทำไปนั้นเป็นอย่างไร
คือให้ปลีกตัวมีเวลาเป็นของตัวเองบ้าง คิดเอาแต่เรื่องของตัว อย่าไปคิดเรื่องของคนอื่น
เพราะมนุษย์เราส่วนมากทุกวันนี้ มักเอาแต่เรื่องของคนอื่นมาคิด ไม่ค่อยคิดเรื่องของตัวเอง
คัดลอกจากหนังสือ เรียนธรรมะบูชาพระสุปฏิปันโน เล่มของหลวงปู่ทวด

ขอให้ทุกท่านเจริญในธรรม
ธรรมะของหลวงปู่ทวด อ่านแล้วส่งต่อ เพื่อเป็นธรรมทาน



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #143 เมื่อ: 20 มิ.ย. 13, 12:59 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

"อนุเสาวรีย์ของชีวิต"




ชีวิตคือการเดินทาง เรือนร่างเหมือนศาลาอาศัย

เกิด-แก่-เจ็บ-ตาย คือปกติของชีวิต

อุดมการณ์ของชีวิต คือเกิดมาทำไม
...
อุดมการณ์ของชีวิตคือ วันตายมิใช่วันสุดท้ายของชีวิต

คำถามของชีวิต คือเราจะได้อะไรจากการเกิดมากชาติหนึ่งนี้

เราไม่ได้เกิดมาเพื่อหญิงคนหนึ่งแน่ๆ

เราไม่ได้เกิดมาเพื่อชายคนหนึ่งแน่ๆ

เราไม่ได้เกิดมาเพื่อเที่ยวสนุกสนาน

เราไม่ได้เกิดมาเพื่อยาเสพติด

เราไม่ได้เกิดมาเพื่อ สุรา บุหรี่

เราไม่ได้เกิดมาเพื่อเล่นการพนัน

เราไม่ได้เกิดมาเพื่อเข้าไปอยู่ในคุกในตาราง

สิ่งที่ทำให้ชีวิตเราเปื้อนจะเก็บไว้ทำไม

บาป ความชั่วทุกชนิด ล้วนทำให้ชีวิตเราแปดเปื้อนทั้งนั้น

สิ่งเพิ่มค่าชีวิตมิใช่เพชรนิลจินดา แต่คือ บุญ-ความดี

เหตุไรเราจึงไม่สั่งสมบุญ คุณความดี กุศล-ธรรมะ

ในโลกนี้มีของดีมีค่ามากมาย ทำไมเราจึงไม่เก็บ

เหตุไรเราจึงเสียดายความชั่ว ทำไมเราไม่โยนทิ้งไป

ความดีในโลกดุจสมบัติมีค่ามหาศาล เหตุไรหลายๆ คนเขาเก็บ แต่เราไม่เก็บ

ความชั่วดุจของเน่าเหม็น เหตุไรคนอื่นๆเขาไม่เก็บ แต่เราเก็บ

ความดีเป็นอนุสาวรีย์ของชีวิต

รีบสร้างความดี อนุสาวรีย์ของชีวิต ก่อนที่ตัวจะตาย



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #144 เมื่อ: 20 มิ.ย. 13, 13:01 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

คำสอนพระพุทธเจ้า

คนคนหนึ่งเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าและ

ขอพรพระองค์โดยพูดว่า "ฉันอยากมีความสุข"
...
พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่่า ถ้าเจ้าอยากมีความสุข

ประการแรกให้ตัดคำว่า "ฉัน" ออกไปก่อนเพราะนั้น คือการยึดตัวตนคือหลงในอัตตา

ต่อมาประการที่สองให้ตัดคำว่า "อยากมี" ออกไปเพราะนั้นคือ ความโลภ

เมื่อเจ้าทำตามนี้ ที่นี่เจ้าก็จะมีแต่ "ความสุข"



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #145 เมื่อ: 20 มิ.ย. 13, 13:01 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

"เมื่อโทสะเข้าครอบงำคุณธรรมอยู่ที่ใด

เมื่อจิตแยกจากใจแล้วใครคือตัวตน

จิตหนึ่งดั่งพุทธะครองสมณะผ้าเหลืองใส

จิตหนึ่งร้อนดั่งไฟแผดเผาไหม้ใจของตน"



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #146 เมื่อ: 20 มิ.ย. 13, 13:02 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ทำดีที่หน้่าทำ ทำกรรมใครกำหนด
ทำได้ควรละลด เศร้าสลดยามจากลา
ไปไกลกว่าที่คิด ตามติดถวิลหา
รักมากก็โสกา เมื่อถึงคร่าพลัดพรากกาย

ดวงจิตที่คงหมั่น ฝ่าฟันถึงเป้าหมาย
ขอเพียงช่วยผู้อื่นได้ แม้ตายก็มิกลัว
ถึงตัวถูกเค้าเกลียดชัง เป็นเพราะยังมิเข้าใจ
เป้าหมายและเสันชัย แลกเปลี่ยนไว้ซึ่งชีวี

สัญญาที่คงหมั่น ฉับพลันมิหน่ายหนี
แม้เส้นทางสายหนี จะไม่มีใครเข้าใจ
ขอทำดีเอาไว้ แม้ตายก็มิกลัว
ทำชั่วมันทำง่าย ใครทำได้ถ้วนทั่ว

ทำดีดีกับตัว อย่ามั่วหลงอบาย
โปรดได้ขอจงโปรดอย่าโทษทิ้งเป้าหมาย
เหตุร้ายจะกลับกลาย เป็นดีได้หากช่วยกัน
หมั่นสร้างแต่กุศล ผลบุญจะช่วยท่าน

ยามอยู่ได้ใช้พลัน ยามจากกันได้ไปสบาย
พ้นจากอเวจีหนทางดีมีมากหลาย
อย่าให้ต้องเสียด้ายรู้งี้ก่อนตายทำก็ดี
มีแล้วมันก็หมด ละ เลิก ลด กันนะพี่
หมั่นสร้างเถอะกรรมดี โลกหน้ามีทุนสำรอง



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #147 เมื่อ: 20 มิ.ย. 13, 13:03 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

“ใบของต้นหญ้า มิได้ต่างอะไรกับต้นข้าว
แต่ต้นข้าว ต่างจากต้นหญ้า เพราะเมล็ดของข้าว
บัณฑิต ต่างจากคนพาล เพราะผลของปัญญา”



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #148 เมื่อ: 20 มิ.ย. 13, 13:04 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ทำไมพระพุทธเจ้า...ไม่ให้เชื่อพระไตรปิฎก

ร่วมส่งเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ คลิกที่นี่ บทความของท่านมีประโยชน์กับผู้ไม่รู้อีกมากมาย


พระพุทธเจ้าไม่ให้เชื่อคัมภีร์(พระไตรปิฎก)

หลักกาลามสูตร ๑๐ ที่ว่าด้วยการอย่าเชื่อ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ดังนี้
๑. มา อนุสฺสาเวน อย่าเชื่อโดยฟังตามกันมา
๒. มา ปรมฺปราย อย่าเชื่อโดยเหตุสักว่าตามสืบๆ กันมา
๓. มา อิติ กิราย อย่าเชื่อโดยตื่นข่าว
๔. มา ปิฎกสัมฺปทาเนน อย่าเชื่อโดยอ้างปิฎก
๕. มา ตกฺกเหตุ อย่าเชื่อโดยนึกเดาเอาเอง
๖. มา นยเหตุ อย่าเชื่อโดยคาดคะเน
๗. มา อาการปริวิตกฺเกน อย่าเชื่อโดยการตรึกตรองตามอาการ
๘. มา ทิฎฐินิชฺฌานกฺขนกฺขนฺติยา อย่าเชื่อโดยเห็นว่าถูกตามลัทธิของตน
๙. มา ภพฺพรูปตาย อย่าเชื่อโดยเห็นว่า ผู้พูดควรเชื่อได้
๑๐. มา สมโฌ โน ครุ อย่าเชื่อโดยถือว่า สมณะนี้เป็นครูของตน [1]
พุทธประสงค์ที่แท้จริงในการตรัสเรื่องนี้ ก็คือ ไม่ทรงให้ปลงใจเชื่อถือเพียงเพราะอ้างตำรารวมไปถึงตำราที่เรียกกันว่าพระไตรปิฎกด้วย แต่ก็มิใช่หมายความว่าไม่ให้เชื่ออะไรเลย ทรงประสงค์ว่า การตัดสินใจเชื่อในแต่ละเรื่องมิใช่ตัดสินใจเชื่อเพียงเพราะเหตุผลใดเหตุผลหนึ่ง ใน ๑๐ ประการนี้ แต่ควรจะมีข้อมูลในการตัดสินใจเชื่อที่มากไปกว่านั้น เช่น ไม่ให้ตัดสินใจเชื่อเพียงเพราะฟังจากอาจารย์อย่างเดียว แต่ควรหาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนว่า คำพูดของอาจายร์นั้นสอดคล้องกับตำราอื่นหรือไม่ นำไปทดสอบทดลองแล้ว มีหลักการพอจะเข้ากันได้หรือไม่ เป็นต้น ทำดังนี้แล้วจึงค่อยตัดสินใจเชื่อ ....มิใช่ว่า ห้ามไม่ให้เชื่ออะไรเลย ( เพราะการเชื่อในหลักกาลามสูตร..ก็เป็นการเชื่อคัมภีร์เช่นกันมิใช่หรือ??)
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสอีกว่า “เมื่อใด ท่านทั้งหลายรู้ด้วยตนเองว่า ธรรมเหล่านี้เป็นอกุศล ธรรมเหล่านี้มีโทษ ธรรมเหล่านี้ผู้รู้ติเตียน ธรรมเหล่านี้ใครยึดถือปฏิบัติถึงที่แล้วจะเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความทุกข์ เมื่อนั้นท่านทั้งหลายพึงละเสีย ฯลฯ เมื่อใดท่านทั้งหลายรู้ด้วยตนเองว่า ธรรมเหล่านี้เป็นกุศล ธรรมเหล่านี้ไม่มีโทษธรรมเหล่านี้วิญญูชนสรรเสริญ ธรรมเหล่านี้ใครยึดถือปฏิบัติ จะเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข เมื่อนั้นท่านทั้งหลายพึงถือปฏิบัติบำเพ็ญ(ธรรมเหล่านั้น)"[2]

ในกรณีที่ผู้ฟังยังไม่รู้ไม่เข้าใจและยังไม่มีความเชื่อในเรื่องใด ๆ พระพุทธเจ้าก็ไม่ทรงชักจูงความเชื่อ เป็นแต่ทรงสอนให้พิจารณาตัดสินเอาตามเหตุผลที่เขาเห็นได้ด้วยตนเอง



[1] พระสุตตัตนตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต เกสปุตติสูตร (ไทย) ๒๐/๖๖/๒๕๙
[2] พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ภัททิยสูตร (ไทย)๒๑/๑๙๓/๒๘๗





ในเรื่องนี้ พระธรรมปิฎก (ป.อ.ประยุทธ์ ปยุตฺโต) อธิบายว่า

คำว่า อย่ายึดถือ ในที่นี้ ขอให้เข้าใจความว่า หมายถึงการไม่ตัดสินหรือลงความเห็นแน่นอนเด็ดขาดลงไปเพียงเพราะเหตุเหล่านี้ ตรงกับคำว่า "อย่าปลงใจเชื่อ" อนึ่ง ไม่พึงแปลความเลยเถิดไปว่าพระพุทธเจ้าทรงสอนไม่ให้เชื่อสิ่งเหล่านี้และให้เชื่อสิ่งอื่นนอกจากนี้ แต่พึงเข้าใจว่าแม้แต่สิ่งเหล่านี้ซึ่งบางอย่างก็เลือกเอามาแล้วว่าเป็นสิ่งที่น่าเชื่อที่สุด ท่านก็ยังเตือนไม่ให้ปลงใจเชื่อไม่ให้ด่วนเชื่อ ไม่ให้ถือเป็นเครื่องตัดสินเด็ดขาด ยังอาจผิดพลาดได้ ต้องใช้ปัญญาพิจารณาก่อน ก็ขนาดสิ่งที่น่าเชื่อที่สุดแล้วท่านยังไม่คิดเชื่อ ให้พิจารณาให้ดีก่อน สิ่งอื่นคนอื่นเราจะต้องคิดพิจารณาระมัดระวังให้มากสักเพียงไหน
สำหรับผู้ที่ยังไม่ได้นับถือในลัทธิศาสนาหรือหลักคำสอนใดๆ พระองค์จะตรัสธรรมเป็นกลางๆเป็นการเสนอแนะความจริงให้เขาคิด ด้วยความปรารถนาดี เพื่อประโยชน์แก่ตัวเขาเอง โดยมิต้องคำนึงว่าหลักธรรมนั้นเป็นของผู้ใด โดยให้เขาเป็นตัวของเขาเอง ไม่มีการชัดจูงให้เขาเชื่อเลื่อมใสต่อพระองค์หรือเข้ามาสู่อะไรสักอย่างที่อาจจะเรียกว่าศาสนาของพระองค์ พึงสังเกตด้วยว่าจะไม่ทรงอ้างพระองค์หรืออำนาจเหนือธรรมชาติพิเศษอันใดเป็นเครื่องยืนยันคำสอนของพระองค์ นอกจากเหตุผลและข้อเท็จจริงที่ให้เขาพิจารณาเห็นด้วยปัญญาของเขาเอง [1]


ปัญญาสำคัญไฉน ?

ศาสนาพุทธ : ปัญญามีไว้สำหรับทำลายศรัทธา เพราะเมื่อรู้แจ้งเห็นจริงด้วยตนเอง แล้ว ก็ไม่ต้องเชื่อต่อใครอีกต่อไป เปรียบเหมือน ผู้ที่เคยลิ้มรสมะนาวมาแล้ว เขาไม่ ต้องเชื่อต่อใครอีกต่อไปว่ามะนาวมีรสเปรี้ยว เพราะได้ประจักษ์ด้วยตน เองแล้ว..พระอรหันต์เป็นอสัทธา ( ผู้ไม่มีความเชื่อ มีแต่ความรู้แจ้งในสภาวะธรรมที่ปรากฏ)
ศาสนาอื่นๆ : ปัญญามีไว้เพื่อค้นหาเหตุผลมาเพิ่มพูนสนับสนุนศรัทธา ที่มีอยู่แล้วให้น่าเชื่อถือยิ่งขึ้น


พระสารีบุตรไม่เชื่อใคร
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า บุคคลผู้ไม่ยินดีในสิ่งน่ายินดี ไม่ประกอบในความดูหมิ่นละเอียดอ่อนมีปฏิภาณ ไม่ต้องเชื่อใคร และไม่ต้องคลายกำหนัด [2]

คำว่า ไม่ต้องเชื่อใคร คือ ธรรมที่ตนรู้ยิ่งเห็นจริงด้วยตนเองแล้ว บุคคลไม่ต้องเชื่อต่อใคร ๆ อื่นอีกต่อไป ( ..ขอยกตัวอย่างเสริม เช่น ผู้ที่เคยลิ้มรสมะนาวแล้ว ก็ไม่ต้องเชื่อต่อใคร ๆ อีกต่อไปว่ามะนาวนั้นมีรสเปรี้ยว เพราะได้รู้ยิ้งเห็นจริงด้วยลิ้นของตนเองแล้ว) เพราะตนรู้ยิ่ง เห็นจริงด้วยตนเองแล้วว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ... ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา ...



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #149 เมื่อ: 20 มิ.ย. 13, 13:05 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

พระสารีบุตรไม่เชื่อใคร
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า บุคคลผู้ไม่ยินดีในสิ่งน่ายินดี ไม่ประกอบในความดูหมิ่นละเอียดอ่อนมีปฏิภาณ ไม่ต้องเชื่อใคร และไม่ต้องคลายกำหนัด [2]

คำว่า ไม่ต้องเชื่อใคร คือ ธรรมที่ตนรู้ยิ่งเห็นจริงด้วยตนเองแล้ว บุคคลไม่ต้องเชื่อต่อใคร ๆ อื่นอีกต่อไป ( ..ขอยกตัวอย่างเสริม เช่น ผู้ที่เคยลิ้มรสมะนาวแล้ว ก็ไม่ต้องเชื่อต่อใคร ๆ อีกต่อไปว่ามะนาวนั้นมีรสเปรี้ยว เพราะได้รู้ยิ้งเห็นจริงด้วยลิ้นของตนเองแล้ว) เพราะตนรู้ยิ่ง เห็นจริงด้วยตนเองแล้วว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ... ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา ...

สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสถามพระสารีบุตรว่า สารีบุตร เธอเชื่อหรือไม่ว่า อินทรีย์ ๕ ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมหยั่งลงสู่อมตธรรม มีอมตธรรมเป็นที่ไปในเบื้อง เป็นที่สุด
..ท่านพระสารีบุตรกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในข้อนี้ ข้าพระองค์ไม่จำต้องเชื่อต่อพระผู้มีพระภาคเลยว่า สัทธินทรีย์ ...วิริยินทรีย์ ..สตินทรีย์ ...สมาธินทรีย์ ...ปัญญินทรีย์ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมหยั่งลงสู่อมตธรรม มีอมตธรรมเป็นที่ไปในเบื้องหน้า มีอมตธรรมเป็นที่สุด
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในเรื่องนี้ หากชนเหล่าใด ยังไม่รู้ ไม่เห็น ไม่เข้าใจ มิได้ทำให้แจ้ง มิได้สัมผัสด้วยปัญญาแล้ว ชนเหล่านั้นก็ยังต้องถึงความเชื่อต่อผู้อื่น แต่หากชนเหล่าใดรู้ เห็น เข้าใจ ทำให้แจ้ง สัมผัสด้วยปัญญาแล้ว ชนเหล่านั้นก็ ย่อมไม่มีความสงสัย ไม่มีความแคลงใจในข้อนั้นเลยว่า สัทธินทรีย์ ..วิริยินทรีย์ ..สตินทรีย์ ...สมาธินทรีย์ ...ปัญญินทรีย์ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมหยั่งลงสู่อมตธรรม มีอมตธรรมเป็นที่ไปในเบื้องหน้า มีอมตธรรมเป็นที่สุด
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดีแล้ว สารีบุตร ในเรื่องนี้ ชนเหล่าใดไม่รู้ ไม่เห็นไม่เข้าใจ มิได้ทำให้แจ้ง มิได้สัมผัสด้วยปัญญาแล้ว ชนเหล่านั้นก็ยังต้องดำเนินไปด้วยความเชื่อต่อผู้อื่นว่าสัทธินทรีย์ ... ปัญญินทรีย์ ที่บุคคลเจริญแล้วทำให้มากแล้ว ย่อมหยั่งลงสู่อมตธรรม มีอมตธรรมเป็นที่ไปในเบื้องหน้า มีอมตธรรมเป็นที่สุด [3]

พระอรหันต์ คือ ผู้ที่ไม่ต้องมีความเชื่อต่อใคร ๆ อีกต่อไป
คัมภีร์พระสุตตันตปิฏก ทีฆนิกาย ปรากฎข้อความว่า พระราชโอรสพระนามว่าขัณฑะและบุตรปุโรหิตชื่อติสสะบรรลุธรรมแล้ว ..หมดความสงสัยแล้วปราศจากความแคลงใจ ถึงความเป็นผู้แกล้วกล้า ไม่ต้องเชื่อผู้อื่น [4]ในคำสอนของพระศาสดา ได้กราบทูลพระวิปัสสีพุทธเจ้าว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระภาษิตของพระผู้มีพระภาคชัดเจนไพเราะยิ่งนัก ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระภาษิตของพระผู้มีพระภาคชัดเจนไพเราะยิ่งนัก พระผู้มีพระภาคประกาศธรรมแจ่มแจ้งโดยประการต่าง ๆเปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่ผู้หลงทาง หรือตามประทีปในที่มืดด้วยตั้งใจว่า ‘คนมีตาดีจักเห็นรูปได้’ ข้าพระองค์ทั้งสองนี้ขอถึงพระผู้มีพระภาคพร้อมทั้งพระธรรมเป็นสรณะ และพึงได้การบรรพชาพึงได้การอุปสมบทในสำนักของพระผู้มีพระภาค [5]
บุคคลผู้ไม่ยินดีในสิ่งที่น่ายินดี
ไม่ประกอบในความดูหมิ่น
ละเอียดอ่อน มีปฏิภาณ
ไม่ต้องเชื่อใคร และไม่ต้องคลายกำหนัด
บุคคลไม่ศึกษาเพราะอยากได้ลาภ
ไม่โกรธเพราะไม่ได้ลาภ
ไม่เดือดดาลและไม่ยินดีในรสเพราะตัณหา [6]

พระผู้มีพระภาคได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปว่า
นรชนใดผู้ไม่ต้องเชื่อใคร
รู้จักนิพพานที่ปัจจัยอะไรปรุงแต่งไม่ได้
ตัดรอยต่อแห่งการเกิดใหม่
ทำลายโอกาสแห่งการท่องเที่ยวไปในสงสาร
คลายความหวังแล้ว นรชนนั้นแล เป็นบุรุษสูงสุด [7]




noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #150 เมื่อ: 20 มิ.ย. 13, 13:05 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ความเกี่ยวข้องกับพระพุทธโคดม

ในสมัยพุทธกาลนี้ พระโคตมพุทธเจ้าได้เกิดเป็นโชติปาลมานพ (อ่านว่า โช-ติ-ปา-ละ อยู่วรรณะพราหมณ์) ผู้เป็นสหายของฆฏิการอุบาสก (อย่านว่าคะ-ติ-กา-ระ บรรลุธรรมระดับอนาคามีบุคคล) โชติปาลมานพในตอนแรกไม่ได้เลื่อมใสในพระพุทธเจ้า แต่เมื่อฆฏิการอุบาสกชวนไปฟังธรรมบ่อยเข้าจึงยอมไป เมื่อไปพบพระกัสสปพุทธเจ้าโชติปาลมานพ ได้กล่าวลบหลู่ว่า "การตรัสรู้เป็นของยากจะมีโพธิบัลลังก์ที่ไหนให้ท่านได้ตรัสรู้กัน" แต่เมื่อได้ฟังธรรมแล้วมีจิตเลื่อมใสจึงออกบวช และได้รับพุทธพยากรณ์ว่าต่อไปภายหน้าโชติปาลภิกษุจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าองค์ต่อไป อย่างไรก็ตามพระโคดมพุทธเจ้าเมื่อครั้งตรัสรู้แล้วได้กล่าวไว้ว่าเพราะผลกรรมที่ได้กล่าวลบหลู่พระกัสสปพุทธเจ้าในอดีตทำให้พระองค์ทรงเสียเวลาในการลองผิดลองถูกเป็นเวลานานถึง 6 ปีกว่าจะได้ตรัสรู้ ซึ่งนานที่สุดในประวัติศาสตร์ของพระพุทธเจ้าที่มีบันทึกไว้ในพระไตรปิฎกและระหว่างนั้นพระองค์ได้มีการอดอาหารจนกระทั่งเกือบสิ้นพระชนม์



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #151 เมื่อ: 20 มิ.ย. 13, 13:06 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เหตุการณ์ต่างๆเกี่ยวกับพระกัสสปพุทธเจ้าและคำสอน [3] [แก้]

เกี่ยวกับการทานเนื้อและปลาเป็นอาหาร
ครั้งก่อนพุทธกาลของพระโคดม มีดาบสกลุ่มหนึ่งไปในเมืองแล้วชาวบ้านเลี้ยงอาหารอย่างดี ต่อมาพระโคดมพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว ชาวบ้านก็เลี้ยงอาหารดาบสเหล่านี้น้อยลง กลุ่มดาบสถามว่าเกิดอะไรขึ้น ชาวบ้านก็ตอบว่า ตอนนี้มีพระพุทธเจ้าและสาวกเกิดขึ้นในโลกแล้ว ดาบสยินดีแล้วก็ถามต่อว่าแล้ว พระพุทธเจ้ากับเหล่าสาวกฉันกลิ่นดิบคือเนื้อและปลาไหม ชาวบ้านตอบว่าฉัน ดาบสเหล่านี้ก็ร้อนใจเลยรีบไปเฝ้าพระพุทธเจ้าแล้วทูลถามว่า พระองค์ฉันเนื้อและปลาที่เป็นกลิ่นดิบหรือ พระโคดมพุทธเจ้าตอบโดยสรุปว่าฉันเพราะได้มาโดยสุจริต ไม่รู้ ไม่เห็น ไม่ได้ยิน ไม่ได้รังเกียจ ว่าเขาฆ่ามาให้เรา จึงถือว่าเนื้อและปลาเป็นของที่บริสุทธิไม่ใช่ของดิบ และก็เล่าต่ออีกว่าในอดีตสมัยพระพุทธเจ้าองค์ก่อน คือ กัสสปพุทธเจ้าก็มีดาบสชื่อติสสะไปถามเรื่องแบบนี้เหมือนกัน ดังรายละเอียดใน อามคันธสูตรที่ ๒ [4] ซึ่งเนื้อหาในพระสูตรดังกล่าวสรุปได้ว่า
ติสสะดาบส
พระองค์เสวยเนื้อและข้าวสุกที่ทำจากข้าวสาลีที่คนนำมาถวาย ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพรหม (พระกัสสปพุทธเจ้าประสูติในวรรณะพราหมณ์) พระองค์ตรัสอย่างนี้ว่า กลิ่นดิบย่อมไม่ควรแก่เรา แต่ยังเสวยข้าวสุกแห่งข้าวสาลีกับเนื้อนกที่บุคคลปรุงดีแล้ว คำว่ากลิ่นดิบของพระองค์หมายความว่าอย่างไร
พระกัสสปพุทธเจ้า [5]
การฆ่าสัตว์ การทุบตี การตัด การจองจำ การลัก การพูดเท็จ การกระทำด้วยความหวัง การหลอกลวง การเรียนคัมภีร์ที่ไร้ประโยชน์ และการคบหาภรรยาผู้อื่น นี้ชื่อว่ากลิ่นดิบ
เนื้อและโภชนะไม่ใช่กลิ่นดิบ (ของดิบ) เลย ชนเหล่าใดในโลกนี้ ไม่สำรวมในกามทั้งหลาย ยินดีใน รสทั้งหลาย เจือปนไปด้วยของไม่สะอาด มีความเห็น ว่าทานที่บุคคลให้แล้วไม่มีผล มีการงานไม่เสมอ บุคคลที่ว่ายากไม่ฟังคำแนะนำที่ดีของผู้อื่น ชื่อว่ากลิ่นดิบของชนเหล่านั้น เนื้อและโภชนะไม่ชื่อว่าเป็นกลิ่นดิบเลย ชนเหล่าใดผู้เศร้าหมอง หยาบช้า หน้าไหว้หลังหลอก ประทุษร้ายมิตรไม่มีความกรุณา มีมานะจัด มีปกติไม่ให้ และไม่ให้อะไรๆ แก่ใครๆ นี้ชื่อว่ากลิ่นดิบของชนเหล่านั้น เ เนื้อและโภชนะไม่ชื่อว่ากลิ่นดิบเลย ความโกรธ ความมัวเมา ความเป็นคนหัวดื้อ ความตั้งอยู่ผิด มายา ฤษยา ความยกตนความถือตัว ความดูหมิ่น และความสนิทสนมด้วยอสัตบุรุษทั้งหลาย นี้ชื่อว่ากลิ่นดิบ เนื้อและโภชนะไม่ชื่อว่ากลิ่นดิบเลย ชนเหล่าใดในโลกนี้ มีปรกติประพฤติลามก กู้หนี้มาแล้วไม่ใช้ พูดเสียดสี พูดโกง เป็นคนเทียม เป็นคนต่ำทราม กระทำกรรมหยาบช้า นี้ชื่อว่ากลิ่นดิบของชนเหล่านั้น เนื้อและโภชนะไม่ชื่อว่ากลิ่นดิบเลย ชนเหล่าใดในโลกนี้ ไม่สำรวมในสัตว์ทั้งหลาย ชักชวน ผู้อื่นประกอบการเบียดเบียน ทุศีล ร้ายกาจ หยาบคายไม่เอื้อเฟื้อ นี้ชื่อว่ากลิ่นดิบของชนเหล่านั้น เนื้อและโภชนะไม่ชื่อว่ากลิ่นดิบเลย สัตว์เหล่าใดกำหนัดแล้วในสัตว์เหล่านี้ โกรธเคือง ฆ่าสัตว์ ขวนขวายในอกุศลเป็นนิตย์ ตายไปแล้วย่อมถึงที่มืด มีหัวลงตกไปสู่นรก นี้ชื่อว่ากลิ่นดิบของชนเหล่านั้น เนื้อและโภชนะไม่ชื่อว่ากลิ่นดิบเลย การไม่กินปลาและเนื้อ ความเป็นคนประพฤติเปลือย ความเป็นคนโล้น การเกล้าชฎา ความเป็นผู้หมักหมมด้วยธุลี การครองหนังเสือพร้อมทั้งเล็บการบำเรอไฟ หรือแม้ว่าความเศร้าหมองในกายที่เป็นไปด้วยความปรารถนา ความเป็นเทวดา การย่างกิเลสเป็นอันมากในโลก มนต์และการเซ่นสรวง ยัญและการซ่องเสพฤดู ย่อมไม่ยังสัตว์ผู้ไม่ข้ามพ้นความสงสัยให้หมดจดได้ ผู้ใด คุ้มครองแล้วในอินทรีย์ทั้งหกเหล่านั้น รู้แจ้งอินทรีย์แล้ว ตั้งอยู่ในธรรม ยินดีในความเป็นคนตรงและอ่อนโยน ล่วงธรรมเป็นเครื่องข้องเสียได้ ละทุกข์ได้ทั้งหมดผู้นั้นเป็นนักปราชญ์ ไม่ติดอยู่ในธรรมที่เห็นแล้ว และฟังแล้ว ฯ
หลังจากที่ได้ฟังพระกัสสปพุทธเจ้าตรัสสอนแล้วติสสะดาบสก็เลื่อมใสและขอบวช



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #152 เมื่อ: 20 มิ.ย. 13, 13:07 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ฆฏิการอุบาสก [แก้]
ในฆฏิการสูตร [6] ได้เล่าถึงฆฏิการอุบาสกชวนสหายชื่อโชติปาลไปฟังธรรมกับพระกัสสปพุทธเจ้า เมื่อชวนครั้งแรกๆโชติปาลยังไม่ยอมไป กล่าวว่า "จะมีประโยชน์อะไรที่จะไปพบสมณะโล้นนี้" แต่เมื่อถูกชวนบ่อยเข้าจนถึงกับฆฏิการอุบาสกได้ชวนโดยเอามือจับผมของโชติปาละที่พึ่งสระผมเสร็จแล้ว โชติปาละแปลกใจจึงยอมไปหาพระกัสสปพุทธเจ้า เมื่อได้ฟังธรรมแล้วก็เลื่อมใสขอบวช ซึ่งในช่วงพุทธกาลของพระกัสสปพุทธเจ้านี้ ฆฏิการอุบาสกได้รับการสรรเสริญจากพระกัสสปพุทธเจ้าอย่างมากเช่น ในคราวที่กุฎิรั่ว ไปขอหลังคาบ้านก็ยอมให้แม้ให้แล้วหลังคาบ้านตัวเองจะไม่มี หรือ แม้ไปบิณฑบาตรก็จะใส่บาตรก่อนที่จะกินเอง เป็นต้น



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #153 เมื่อ: 20 มิ.ย. 13, 13:08 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ที่รักที่เจริญใจในโลก
ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นที่รักที่เจริญใจในโลก.
ตัณหา เมื่อจะเกิด ย่อมเกิดที่นี้ เมื่อจะตั้งอยู่ย่อมตั้งอยู่ในที่นี่.
ตัณหา เมื่อบุคคลจะละ ย่อมละเสียได้ในที่นี้เมื่อจะดับ ย่อมดับในที่นี่.

รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์
สิ่งที่ทำหน้าที่รู้ (วิญญาณ) ทางตา
สิ่งที่ทำหน้าที่รู้ทางหู...ทางจมูก...ทางลิ้น...ทางกาย...ทางใจ.
ผัสสะทางตา ผัสสะทางหู ผัสสะทางจมูก ผัสสะทางลิ้น ผัสสะทางกาย ผัสสะทางใจ.
เวทนาจากผัสสะทางตา เวทนาจากผัสสะทางหู...ทางจมูก...ทางลิ้น...ทางกาย...ทางใจ.
การหมายรู้ (สัญญา) เกี่ยวกับรูป การหมายรู้เกี่ยวกับเสียง...กลิ่น...รส...กายสัมผัส...ธรรมารมณ์.
เจตนาในการหมายรู้ (สัญเจตนา) เกี่ยวกับรูป...เกี่ยวกับเสียง...กลิ่น...รส...กายสัมผัส...ธรรมารมณ์.
การตรึก (วิตก) ที่เป็นไปทางรูป การตรึกที่เป็นไปทางเสียง...กลิ่น...รส...กายสัมผัส...ธรรมารมณ์.
การตรอง (วิจาร) ที่เป็นไปทางรูป การตรองที่เป็นไปทางเสียง...กลิ่น...รส...กายสัมผัส...ธรรมารมณ์.
ตัณหาในรูป ตัณหาในเสียง ตัณหาในกลิ่นตัณหาในรส ตัณหาในกายสัมผัส ตัณหาในธรรมารมณ์.

(แต่ละอย่าง ๆ เหล่านี้)
เป็นที่รักที่เจริญใจในโลก.
ตัณหา เมื่อจะเกิด ย่อมเกิดในที่นี้
เมื่อจะตั้งอยู่ ย่อมตั้งอยู่ในที่นี่.
ตัณหา เมื่อบุคคลจะละ ย่อมละเสียได้ในที่นี้
เมื่อจะดับ ย่อมดับในที่นี่.
มหา. ที. ๑๐/ ๒๙๗ – ๒๙๘.



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #154 เมื่อ: 20 มิ.ย. 13, 13:09 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

อริยสัจสี่โดยสังเขป (ทรงแสดงด้วยความยึดในขันธ์ห้า)
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! ความจริงอันประเสริฐ มีสี่อย่างเหล่านี้,
สี่อย่างเหล่าไหนเล่า ? สี่อย่างคือ ความจริงอันประเสริฐ
คือทุกข์,
ความจริงอันประเสริฐคือเหตุให้เกิดทุกข์,
ความจริงอันประเสริฐคือความดับไม่เหลือของทุกข์,
และความจริงอันประเสริฐคือทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์.

ภิกษุ ทั้งหลาย. ! ความจริงอันประเสริฐคือทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า ? คือ :-
ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นถือมั่นห้าอย่าง.
ห้าอย่างนั้นอะไรเล่า ? คือ :-
รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ.
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! อันนี้เรากล่าวว่า ความจริงอันประเสริฐคือทุกข์.

ภิกษุ ทั้งหลาย. ! ความจริงอันประเสริฐคือเหตุให้เกิดทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า ?
คือตัณหาอันใดนี้ ที่เป็นเครื่องนำให้มีการเกิดอีก
อันประกอบด้วยความกำหนัด เพราะอำนาจความเพลิน
มักทำให้เพลินอย่างยิ่งในอารมณ์นั้น ๆ ได้แก่
ตัณหาในกาม,
ตัณหาในความมีความเป็น,
ตัณหาในความไม่มีไม่เป็น.
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! อันนี้เรากล่าวว่า ความจริงอันประเสริฐคือเหตุให้เกิดทุกข์.

ภิกษุ ทั้งหลาย. ! ความจริงอันประเสริฐคือความดับไม่เหลือของทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า ?
คือความดับสนิท เพราะความจางคลายดับไปโดยไม่เหลือของตัณหานั้น
ความสละลงเสีย ความสลัดทิ้งไป ความปล่อยวาง
ความไม่อาลัยถึงซึ่งตัณหานั้นเอง อันใด.
ภิกษุ ท. ! อันนี้เรากล่าวว่า ความจริงอันประเสริฐคือความดับไม่เหลือของทุกข์.

ภิกษุ ทั้งหลาย.
! ความจริงอันประเสริฐคือทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า ?
คือหนทางอันประเสริฐ ประกอบด้วยองค์แปดนั่นเอง,
ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ :-
ความเห็นชอบ,
ความดำริชอบ,
การพูดจาชอบ,
การงานชอบ,
การเลี้ยงชีพชอบ,
ความเพียรชอบ,
ความระลึกชอบ,
ความตั้งใจมั่นชอบ.
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! อันนี้เรากล่าวว่า ความจริงอันประเสริฐ
คือทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์.

ภิกษุ ทั้งหลาย. ! เหล่านี้แล คือความจริงอันประเสริฐสี่อย่าง.
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! เพราะเหตุนั้นในกรณีนี้ พวกเธอ
พึงทำความเพียร เพื่อให้รู้ตามเป็นจริงว่า
“นี้เป็นทุกข์,
นี้เป็นเหตุให้เกิดทุกข์,
นี้เป็นความดับไม่เหลือของทุกข์,
นี้เป็นทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์,” ดังนี้เถิด.
มหาวาร. ส. ๑๙/๕๓๔-๕/๑๖๗๘-๑๖๘๓.



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #155 เมื่อ: 20 มิ.ย. 13, 18:08 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ได้สอนว่าเกี่ยวกับธรรมะว่า

พระ พุทธเจ้าพระองค์ท่านเดินทางสายกลาง ให้มองดูความเป็นไปที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ จึงได้ตรัสรู้โดยธรรมชาติ พระองค์ท่านมองการณ์ไกล จึงได้มีพระพุทธศาสนาแบ่งเป็น 2 สาย สายหนึ่ง เรียกว่า หินยาน คือ ปัจเจกบุคคล บุคคลนั้นผู้นั้นเมื่อนั่งสมาธิแล้วจะเกิดญาณสามารถรู้ความเป็นไป เกิด แก่ เจ็บ ตาย ไม่ยึดติดและผู้นั้นจะสำเร็จเป็นพระอรหันต์ เป็นสาวกของพระพุทธเจ้าต่อไป และจะไม่เวียนว่ายตายเกิดต่อไป เช่น เบญจวัคคีย์ทั้ง 5 พระองค์ ที่อยู่รอบข้างองค์พระพุทธเจ้าและต้องโกนผมสายพระสงฆ์

ส่วนสายของมหายาน ก็เป็นสายหนึ่งของพุทธศาสนาเช่นกัน บางคนบอกว่ามาจากลัทธิเต๋า หรือขงจื้อบ้าง ซึ่งก็ถือว่า เป็นส่วนหนึ่งของพุทธศาสนาด้วยเช่นกัน สายนี้เรียกว่า สายประชาชน ซึ่งไม่ต้องโกนผม ทุกท่านสามารถที่จะบรรลุเป็นพระโพธิสัตว์หรืออรหันต์ได้ เมื่อสำเร็จแล้วก็จะไปสู่แดนสุขาวดี (พุทธเกษตร) ต่อไป สายนี้จะมีพระโพธิสัตว์ 7 พระองค์ อยู่รอบข้างองค์พระพุทธเจ้า และพระองค์ได้มีคำบัญชาให้พระสารีบุตรหรือพระอวโลกิเตศวร (เจ้าแม่กวนอิม) และพระโมคคัลลานะ หรือ พระสถามปราต์โพธิสัตว์ (องค์จี้กง) มายังโลกมนุษย์ เพื่ออบรมสั่งสอนและช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์

เป็นการเผยแพร่พระธรรมคำ สอนของพุทธองค์ให้สายมวลชน เมื่อสำเร็จได้ ก็จะเป็นพระโพธิสัตว์ หรือเป็นอรหันต์ ไปยังแดนสวรรค์ได้เป็นจำนวนมาก มิใช่เพียงผู้เดียว หรือ ปัจเจกบุคคล

สายอรหันต์ คือ ปัจเจกบุคคล (คนเดียว) เมื่อเรานั่งสมาธิและหยุดนิ่งทุกสิ่งแล้ว ให้เหลือ “จิตและวิญญาณ” ปฏิบัติให้จิตว่างจิตสงบให้เป็น “สุญญตา” หรือ ยอมตาย เพื่อให้ได้ทางสายเอกแล้วผู้นั้นก็จะไปสู่ “นิพพาน” ได้
สายพระมหาโพธิสัตว์ คือ เราจะต้องทำงานเป็นทีมเพื่อส่วนรวม งานนี้เป็นงานที่ยิ่งใหญ่ สามารถทำให้เราเป็นสุขและมีความทุกข์ที่ยิ่งใหญ่ได้ แต่เราต้องถือคติว่า “เราจะยอมทนทุกข์ทรมานเพื่อความสุขส่วนใหญ่ของทุก ๆ คน เพื่อให้บรรลุสู่ความเป็นมหาโพธิสัตว์ได้ทุก ๆ คนไม่ใช่เพียงคน ๆ เดียว ขอให้ท่านมีศีล สมาธิ ปัญญา ซึ่งท่านจะสามารถเข้าใจธรรมะขึ้นมาได้เอง จงช่วยกันรักษาธรรมของพระองค์ไว้้ตลอดไป และขยายกว้างออกไปให้เป็นวงกว้างยิ่งขึ้นจาก 1 เป็น 2 จากหมื่นเป็นแสน และจากแสนเป็นล้าน ๆ คน ให้เข้าใจธรรมเป็นไปทางเดียวกัน จะได้ไม่ออกนอกลู่นอกทาง และทุกคนก็จะบรรลุเป็นพระมหาโพธิสัตว์ไปสู่แดนสวรรค์ได้เป็นจำนวนล้านๆ คน แม้แต่พระพุทธองค์ก่อนจะสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า ก็ต้องเกิดเป็นชาติมนุษย์บำเพ็ญเพียรมากหลายชาติ จึงจะสามารถสำเร็จเป็นพระมหาโพธิสัตว์หรือเป็นอรหันต์ได้ ขอให้ทุกคนมีกำลังใจในการปฏิบัติ จะสำเร็จได้ทุกคน ในสายของประชาชน

ทุก ท่านไม่สามารถบวชเป็นพระได้ สามารถนำธรรมะในสายของมหายานมาปฏิบัติในชีวิตประจำวันได้ แล้วท่านจะพบว่าชีวิตของท่านดีและคนรอบข้างของท่านก็ดีเช่นกันนั้นทำให้มี ความสุขเพียงใด หากลองคิดดูว่า การที่ท่านมีบ้านเรือนสะอาดสวยงามนั้น ท่านมีความสุขเพียงใด เปรียบเหมือนกับการที่ท่านมีจิตใจสะอาดบริสุทธิ์หรือมีพุทธะอยู่ภายใน แต่เมื่อถ้าท่านออกมานอกบ้านแล้วพบว่า ข้างนอกบ้านนั้นเต็มไปด้วยสิ่งสกปรกรงรุงรังเต็มไปหมด เปรียบเหมือนการที่คนข้างนอกบ้าน มีแต่กิเลศตัณหา ขาดศิลธรรมจรรยา กระทำแต่ความชั่ว ทำให้ท่านก็คงต้องระมัดระวังตัว และไม่ได้รับความสุขเท่าที่ควร ที่เปรียบเทียบนี้ก็อยากให้ี้ทุกคนในสังคมช่วยกันรักษาคุณงามความดีของตนเอง และช่วยกันเผยแพร่หลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าให้ทราบโดยทั่วถึงกัน เพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนาต่อไป



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #156 เมื่อ: 20 มิ.ย. 13, 18:36 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ประวัติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชโพธิสัตย์ โดยอ.เทวฤทธิ์ อยู่สุนทร




อาจารย์เทวฤทธิ์ อยู่สุนทร จะเล่าประวัติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชโพธิสัตย์ พระองค์ทรงสังคายนาพุทธศาสนาขึ้นใหม่ในสมัยกรุงธนบุรีและใช้มาจนถึึงปัจจุบัน ........ ซึ่งอยู่ในหนังสือของอาจารย์เล่มที่ 5 ภาคที่ 3 ดังต่อไปนี้



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #157 เมื่อ: 20 มิ.ย. 13, 19:10 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

น้ำพระทัยพระเจ้าตากสินมหาราช



อันตัวพ่อ ชื่อว่า พระยาตาก
ทนทุกข์ยาก กู้ชาติ พระศาสนา
ถวายแผ่นดิน ให้เป็น พุทธบูชา
แด่พระศาสดา สมณะ พระพุทธโคดม
ให้ยืนยง คงถ้วน ห้าพันปี
สมณะพราหมณ์ชี ปฎิบัติ ให้พอสม
เจริญสมณะ วิปัสสนา พ่อชื่นชม
ถวายบังคม รอยบาท พระศาสดา
คิดถึงพ่อ พ่ออยู่ คู่กับเจ้า
ชาติของเรา คงอยู่ คู่พระศาสนา
พุทธศาสนา อยู่ยง คู่องค์กษัตรา
พระศาสดา ฝากไว้ ให้คู่กัน



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #158 เมื่อ: 20 มิ.ย. 13, 19:12 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

พระเจ้าตากสินมหาราช โพธิสัตว์


นับตั้งแต่กรุงศรีอยุธยาได้เสียให้แก่พม่าแล้วนั้น ศาสนาพุทธก็ได้เสื่อมสูญไปด้วย วัดวาอารามต่างๆก็ถูกพม่าเผาทำลายลอกเอาทองคำกลับไปยังประเทศพม่าจนหมด ส่วนวัดวาอารามก็เหลือแต่ซากปรักหักพังและทิ้งร่องรอยมาจนถึงทุกวันนี้ พระและเณรก็ถูกเกณฑ์ไปรบกับพม่าจนหมด ผู้ที่ทำหน้าที่ในการเผยแพร่ศาสนาจึงเสื่อมสูญไปด้วยเช่นกัน เมื่อพระเจ้าตากสินมหาราช ได้กู้ชาติไทยให้เป็นเอกราช ในระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือน จึงได้ตั้งกรุงธนบุรีเป็นราชธานีใหม่และฟื้นฟูประเมศขึ้นใหม่ รวมทั้งการฟื้นฟูพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองขึ้นมาใหม่ด้วยเช่นกัน ขณะนั้นการจัดรูปแบบต่างๆนั้น เป็นสิ่งใหม่ๆสำหรับสังคมในสมัยนั้น ทั้งรูปแบบของพระสงฆ์และฆราวาส รวมทั้งการชำระพระไตรปิฏก84,000 พระธรรมขันธ์ เพื่อรวบรวมขึ้นมาใหม่ เพราะถูกพม่าเผาทำลายเกือบทุกวัด เพราะอาจเป็นแหล่งรวมตัวของคนไทยในอนาคต จึงต้องทำลายความศรัทธาเสียให้หมดจะได้รวมตัวกันไม่ได้ นับเป็นความโชคดีที่พระเจ้าตากสินมหาราชนำทหาร 500 คน ออกจากกรุงศรีอยุธยาได้ ถ้าไม่ออกมาก็ต้องสิ้นพระชนม์พร้อมทหารอยู่ ณ ที่นั้น พระองค์ท่านได้รับมอบหมายภาระที่สำคัญจากเบื้องบน ให้ท่านออกมากู้ชาติกู้แผ่นดินในอนาคต ซึ่งในขณะนั้นคนไทยนั้นสิ้นหวัง และก็มีการตั้งก๊กต่างๆมากมายหลายก๊ก ตั้งตัวเองเป็นเจ้า เพื่อแย่งชิงอำนาจเป็นกษัตริย์ต่อไป มีอยู่ 5 ก๊กใหญ่ ดังนี้
1. ก๊กหรือชุมนุมเจ้านครศรีธรรมราช ก๊กนี้มีเจ้าเมืองนครเป็นหัวหน้า มีชื่อเดิมว่า "หนู"
2. ก๊กหรือชุมนุมเจ้าพระฝาง เป็นพระภิกษุ
3. ก๊กหรือชุมนุมเจ้าพระยาพิษณุโลก ชื่อเดิมว่า เรือง
4. ก๊กหรือชุมนุมเจ้าพิมาย มีกรมหมื่นเทพพิพิธ เป็นหัวหน้า
5. ก๊กหรือชุมนุมพระยาตากสิน อยู่ที่เมืองจันทบุรี เป็นชุมนุมใหญ่อยู่ทางตะวันออก มีอาณาเขตตั้งแต่ชลบุรีถึงเขมร



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #159 เมื่อ: 20 มิ.ย. 13, 19:14 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

พระเจ้าตากสินมหาราช ใช้ระยะเวลาในการรวบรวมก๊กหรือชุมนุมต่างๆเข้าด้วยกันและสู้รบกับพม่า ประกาศอิสระภาพใช้ระยะเวลาเพียง 10เดือน ก็สามารถประกาศเอกราชจากพม่าได้สำเร็จและได้ย้ายเมืองจากจันทบุรีมาสู่กรุงธนบุรีและได้ต่อเรือรบขึ้นมาเป็นจำนวน 1,100 ลำ เงินเหล่านี้ท่านนำมาจากที่ใด ใครเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือ จากเรื่องเล่าของท่านภิกษุณี วรมัย กบิลสิงห์ ที่ได้แต่งหนังสือเรื่อง "ใครฆ่าพระเจ้าตากสิน" ได้กล่าวไว้ว่า ช่วงที่พระเจ้าตากสินมหาราชออกจากกรุงศรีอยุธยาพร้อมทหาร 500 คนนั้น ได้รับเงินจากน้องสาวชื่อคุณประยงค์ ปลอมตัวเป็นผู้ชายและอนุชาชื่อคุณเจียนซื่อ สองคนพี่น้องทำเป็นจะนำผลไม้จากบ้านสวนมาให้พี่ชายทาน แต่ความจริงเอาเงินตรา เงินแท่ง ทองแท่งมาให้ ซึ่งเป็นมรดกส่วนหนึ่งของพระองค์ที่ได้รับจากพระบิดา ขณะนั้นพระบิดาได้สิ้นพระชนม์แล้ว แต่น้องสาวและน้องชายได้ปิดเป็นความลับ ไม่บอกให้พระองค์ได้ทรงทราบ รีบให้เงินทองแล้ว พระองค์ก็สั่งให้น้องทั้งสองให้รับกลับ และจะได้นำเงินตราเหล่านี้ไว้ใช้จ่ายในภายหลัง แล้วก็พาทหาร 500คน ออกจากกรุงศรีอยุธยาฝ่าวงล้อมพม่า มายังจันทบุรี ก็มีทหารไทยและทหารจีนได้รวมตัวกันเพิ่มมากขึ้น จนมีจำวนหลายหมื่นคน ท่านจึงมีเงินทองเหล่านี้มาใช้จ่ายและได้รับความช่วยเหลือจากประเทศจีน ในการต่อเรือ 1,100 ลำและซื้ออาวุธยุทธโธปกรณ์ต่างๆและรบกับพม่าจนได้รับเอกกราชกลับคืนมา



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #160 เมื่อ: 20 มิ.ย. 13, 19:16 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

พระองค์ได้ตั้งกรุงธนบุรีเป็นราชธานนีแทนกรุงศรีอยุธยา และถ้าหากท่านไม่ย้ายจากเมืองหลวงมายังธนบุรี ปัจจุบันกรุงเทพมหานคร ก็คงจะไม่เกิดขึ้น นั่นคือรากฐานความเจริญรุ่งเรืองสู่ยุคปัจจุบัน เป็นระยะเวลา 234 ปี นับตั้งแต่ที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ขึ้นครองราชย์ เมื่อ พ.ศ. 2310 ขณะนั้นพระองค์มีพระชนม์มายุเพียง 34 พรรษาและพระองค์ท่านเป็นโพธิสัตว์ฝ่ายกู้ชาติบ้านเมืองและพระองค์ได้ปกครองเป็นระยะเวลา 15ปีและได้สละความสุขส่วนตัวและครอบครัวมุ่งสู่ททางธรรมมะ


ช่วงบั้นปลายชีวิต ท่านภิกษุณีวรมัย กบิลสิงห์ ได้กล่าวว่า ขณะที่พระองค์กำลังบรรทมหลับอยู่ ก็ได้ยินเสียงคนเรียกพระองค์ว่า "ท่านพระโพธิสัตว์ตื่นเถิด" หลายครั้ง เมื่อพระองค์ลืมตาขึ้นก็ไม่เห็นผู้ใด จึงได้นั่งสมาธิจิตและท่องคาถาเจ้าแม่กวนอิมว่า "นำโมกวนอิมผ่อสัก" โดยนับเม็ดลูกประคำให้ได้ 108 จบ จนพระจิตสงบเงียบขึ้นเป็นอุปาจารสมาธิ พระองค์ได้ทรงทอดพระเนตรเห็นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ลอยพระองค์อยู่เสมอพระเศียรตรงหน้า พร้อมทางเบื้องซ้ายขวาของพระพุทธองค์คือพระอวโลกิเตศวรอรหันต์หรือเจ้าแม่กวนอิมและพระมหาสถามปราบต์ อาจารย์จี้กงประทับอยู่


พระองค์ทรงทอดพระเนตรแน่ชัดว่าเป็นสมเด็จพระพุทธเจ้า ผู้ทรงมีพระเมตตาคุณมากกว่าสิ่งใด พระพุทธองค์ที่ทรงตั้งความปรารถนาไว้ว่า จะช่วยมนุษย์ทุกชีวิตให้พ้นทุกข์และขึ้นสู่แดนสุขาวดีของพระองค์ก่อนและทรงกราบทูลเรื่องราวความลำบากที่พระองค์ทรงได้รับอยู่ว่าเป็นเช่นใด



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #161 เมื่อ: 20 มิ.ย. 13, 19:18 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ทรงปรากฎให้สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ได้เห้นคนแก่อาายุ 90ปี ใบหน้าขาวนวลผิวสะอาดสีชมพูอ่อน หนวดยาวขาวถึงอก สวมเสื้อผ้าอย่างดีมีฐานะ แล้วผู้เฒ่าก็ได้ถามพระองค์ว่า "โพธิสัตว์เจียนสินจำเราได้ไหม เราคืออาจารย์ของเจ้าตั้งแต่ชาติก่อนๆอย่างไรเล่า วันนี้มาให้เจ้าพบเห็นแก่ตาเพราะรู้ว่าเจ้ามีทุกข์มากนัก" เรื่องที่กราบทูลให้พระพุทธเจ้าทราบนั้น พระองค์ทรงทราบอยู่ก่อนแล้ว เพราะได้สอดส่องความทุกข์สุขของผู้ที่ระลึกถึงพระองค์อยู่เสมอมา


พระพุทธองค์ได้โปรดให้พระอวโลกิเตศวร โพธิสัตว์ช่วยเหลือทันที โดยมีพระบัญชาว่า "ขอท่านจงช่วยโพธิสัตว์เจียนสินศิษย์ของท่านเถิด แล้วก็เสด็จกลับพร้อมพระมหาสถามปราบต์ โพธิสัตว์หรือท่านอาจารย์จี้กง"



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #162 เมื่อ: 20 มิ.ย. 13, 19:20 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

โพธิสัตว์เจียนสินฟังให้ดีนะ เวลาของเจ้าเหลือน้อยแล้ว จงรีบทำจิตให้ผ่องใสและออกบรรพชาอุปสมบทโดยเร็ว อย่ายึดอย่าติดในสิ่งใดทางโลกเลย เจ้าได้ช่วยบ้านเมืองและพระพุทธศาสนามามากพอสมควรแล้ว จงวางมือให้โพธิสัตว์องค์อื่นได้ทำบ้าง


เรื่องสำคัญที่เจ้าปรารถนานั้น เพราะเขาศรัทธาเจ้า เขาจึงอยสกจะช่วย แต่ถ้าให้เขาช่วย แผ่นดินจะแยกเปป็ยสองฝ่าย เจ้าก็ไม่ต้องการ เจ้าจงคิดทำอย่างใดอย่างหนึ่งให้พวกพ้องของเจ้าเขาหมดศรัทธาในตัวเจ้า เขาจะไม่มาวุ่นวายในเมืองนี้ คนที่จะมาทำการกู้บ้านเมืองแทนเจ้า คือคนที่เจ้าตั้งให้เขาเป็นใหญ่กว่าคนทั้งหลาย เขาก็เป็นโพธิสัตว์ฝ่ายช่วยกู้ชาติบ้านเมืองเช่นกัน เขาจะตั้งตัวได้ดี อย่าเป็นห่วงเลย จงห่วงแต่ตัวของเจ้าเถิดจวนถึงเวลาแล้ว อีก 180ปีขึ้นไป คนก็จะรักและนับถือเจ้ามากขึ้น เรื่องหมองมัวจะถูกเปิดเผยออกมาโดยโพธิสัตว์ด้วยกันมาช่วยเหลือเจ้า


เจ้าจงคิดอ่านทำให้คนหมดศรัทธาในตัวเจ้า แล้วหนีออกไปอุปสมบทเสียได้กุศลเพิ่มขึ้น เพราะการลงมาครั้งนี้ได้กุศลก็จริงแต่ปนบาปอยู่ด้วย "ท่านสอนแล้วท่ายก็กลับไป"



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #163 เมื่อ: 20 มิ.ย. 13, 19:24 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

จากนั้นท่านก็มอบหมายงานต่างๆให้กับเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกและแผนงานต่างๆให้ทราบ ว่าจะแกล้งพระสติฟั่นเฟือนวิปลาส ถามพระราชาคณะว่าพระสงฆ์จะไหว้คฤหัสที่เป็นพระโสดาบันนั้นได้หรือไม่



ขณะนั้นประเทศจีนได้มีหนังสือสัญญาชดใช้เงินที่กู้มาซื้ออาวุธยุทธโธปกรณ์ต่างๆเป็นจำนวนเงินมากมาย ที่จะให้พระองค์จ่ายค่าเงินกู้มานั้น และยังบอกมาในจดหมายที่แนบมาด้วยว่าพระองค์เป็นลูกหลานคนจีน ฉะนั้น กรุงธนบุรีก็จะต้องเป็นอาณานิคมของประเทศจีนด้วย พระองค์จึงได้มอบหมายวางแผนกับเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกและออกบวชไปยังจังหวัดนครศรีธรรมราช และมีผู้เสียสสละชีวิตแทนพระองค์ที่มีรูปร่างหน้าตาคล้ายกันมีชื่อว่า "คุณมั่น" นับเป็นวีรบุรุษโดยแท้!




(หลวงปู่โต๊ะก็ได้พบเห็นเจ้าแม่กวนอิมเช่นกัน ในภาพพระเจ้าอยู่หัวประคองท่านหลวงปู่โต๊ะ ที่วัดประดู่ในทรงธรรม ท่าพระ)



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #164 เมื่อ: 20 มิ.ย. 13, 19:33 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ขอให้ท่านผู้อ่านได้หาอ่านหนังสือของท่านภิกษุณ๊ วรมัย กบิลสิงห์ ตามร้านหนังสือทั่วไป เรื่องใครฆ่าพระเจ้าตากสิน และขออนุญาตนำบทความบางส่วนมาเผยแพร่ ตามเจตนารมณ์ขององค์โพธิสัตว์ อวโลกิเตศวรว่าอีก 180ปีขึ้นไป เรื่องทั้งหมดจะถูกเปิดเผยถึงความดีของพระองค์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชโพธิสัตว์ ให้ประชาชนรุ่นหลังได้รับรู้สืบต่อไป และคงจะมีการชำระประวัติศาสตร์ในสมัยนั้นให้มากขึ้นว่ามีความเป็นมาอย่างไร



ขอให้พวกเราทั้งหลายช่วยกันอุทิศบุญและกุศล แด่องค์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราข พระโพธิสัตว์กันทั่วหน้าตลอดไปด้วยเทอญ ท่านจะได้รับผลบุญที่พวกเราส่งไป ท่ายจะได้มาคุ้มครองให้ชีวิตยืนยาว สุขภาพแข็งแรง การงาก้าวหน้า คิดสิ่งใดก็สมความปรารถนากันทุกๆท่าน...




โดย อาจารย์เทวฤทธิ์ อยู่สนุทร



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #165 เมื่อ: 21 มิ.ย. 13, 05:51 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

hello 01


นิมิต
ดวงจิตมีลักษณะกลมใส และล่องลอยได้เหมือนฟองสบู่ สีใส ต่างล่องลอยไปสู่ปายอุโมงค์ หลือท่อ หรือเส้นทาง..
ในระหว่างการเดินทางล่องลอยไป ดวงจิตจะมีการเปลี่ยนแปรได้..เมื่อเกิดมีการเปลี่ยนแปร ดวงจิตจะเกิดแสงสีต่างๆสว่างขึ้น แรงขึ้น..
เช่น กามตัญหา ดวงจิตเกิดกิเลส ตกอยู่ในภาวะความต้องการในราคะ ดวงจิตจะเกิดสีแสงสว่างแรงขึ้นๆแล้วเพ่งไปยังดวงจิตอื่นที่หมายเอาใว้..หากดวงจิตอื่นที่หมายใว้มีจิตปดิภัทรโต้ตอบด้วย ดวงจิตนั้นก็จะเกิดแสงสีแรงขึ้นๆเช่นเดียวกัน..
แล้วเคลื่อนที่มาหากัน แอบอิงกัน กลมกลืนกลายยเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน..
เหมือเราตีไข่ใส่ถ้วยสองฟอง เราจะเห็นว่า มีไข่สองฟอง แล้วคนให้เข้ากัน เลยกลายเป็นไข่รวมกันในถ้วย ไม่มีเค้ารางให้เห็นว่า ไข่สองฟอง..
ดวงจิตทั้งสองกลมกลืนกันแล้ว สีแสงที่เปล่งออกมา ยิ่งแรงกล้าขึ้นเรื่อยๆ จนแตกลูกกระเด็นออกมาอีกเป็นดวงๆ..
อ้อ..นี่เอง ที่ทายาทกำเนิด..
เพราะดวงจิตที่กระเด็นหลุดออกมาจากดวงจิตที่รวมกันนั้น ได้แฝงจิตเข้าใว้ในดวงก่อนสลัดหลุดออกมาแล้ว เคลื่อนไหวได้ด้วย..
อ้อ..รู้แล้ว..ความอยาก ความต้องการ..มันก่อเกิดที่ดวงจิต คิดที่จะเดินทางต่อ ก็ล่องลอยไป ไปด้วยดวงจิตที่ใสสะอาด..ไม่มีสีแสงอันสว่างไสวฉูดฉาดแต่อย่างใด..
ล่องอลยไปสู่จุดหมายได้ในที่สุด..
แต่ในการที่มีจิตที่มีกิเลส มีกามกำหนัด..ดวงจิตจะหยุดล่องลอย หยุดอยู่ประกอบกิเลสในระหว่างทาง..
ก็ให้พิจารณากันด้วยสติและปัญญานะครับ ผมเองไม่มีความต้องการอะไรเลย การโกหกโกไหว้ ผมไม่มี และเรื่องราวที่พิมพ์ขึ้นมาให้อ่านกัน มันเป็นสิ่งที่ผมพบเห็นเอง บางเรื่องได้จำมาบ้าง ได้อ่านมาบ้าง
นิมิต ที่เล่า เป็นเพียงนิมิตอันหยาบๆครับ เป็นนิมิตที่อาจจะทำให้ผมเกิดความหลงครับ..
เมื่อผมรู้แล้ว แต่จะไม่นำเข้าสู่การทำสมาธิครับ..มันจะกลายเป็นชิ้นเนื้อที่ติดฟันครับ..



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #166 เมื่อ: 21 มิ.ย. 13, 05:57 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

hello 01


นิมิต
ดวงจิตมีลักษณะกลมใส และล่องลอยได้เหมือนฟองสบู่ สีใส ต่างล่องลอยไปสู่ปายอุโมงค์ หลือท่อ หรือเส้นทาง..
ในระหว่างการเดินทางล่องลอยไป ดวงจิตจะมีการเปลี่ยนแปรได้..เมื่อเกิดมีการเปลี่ยนแปร ดวงจิตจะเกิดแสงสีต่างๆสว่างขึ้น แรงขึ้น..
เช่น กามตัญหา ดวงจิตเกิดกิเลส ตกอยู่ในภาวะความต้องการในราคะ ดวงจิตจะเกิดสีแสงสว่างแรงขึ้นๆแล้วเพ่งไปยังดวงจิตอื่นที่หมายเอาใว้..หากดวงจิตอื่นที่หมายใว้มีจิตปดิภัทรโต้ตอบด้วย ดวงจิตนั้นก็จะเกิดแสงสีแรงขึ้นๆเช่นเดียวกัน..
แล้วเคลื่อนที่มาหากัน แอบอิงกัน กลมกลืนกลายยเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน..
เหมือเราตีไข่ใส่ถ้วยสองฟอง เราจะเห็นว่า มีไข่สองฟอง แล้วคนให้เข้ากัน เลยกลายเป็นไข่รวมกันในถ้วย ไม่มีเค้ารางให้เห็นว่า ไข่สองฟอง..
ดวงจิตทั้งสองกลมกลืนกันแล้ว สีแสงที่เปล่งออกมา ยิ่งแรงกล้าขึ้นเรื่อยๆ จนแตกลูกกระเด็นออกมาอีกเป็นดวงๆ..
อ้อ..นี่เอง ที่ทายาทกำเนิด..
เพราะดวงจิตที่กระเด็นหลุดออกมาจากดวงจิตที่รวมกันนั้น ได้แฝงจิตเข้าใว้ในดวงก่อนสลัดหลุดออกมาแล้ว เคลื่อนไหวได้ด้วย..
อ้อ..รู้แล้ว..ความอยาก ความต้องการ..มันก่อเกิดที่ดวงจิต คิดที่จะเดินทางต่อ ก็ล่องลอยไป ไปด้วยดวงจิตที่ใสสะอาด..ไม่มีสีแสงอันสว่างไสวฉูดฉาดแต่อย่างใด..
ล่องอลยไปสู่จุดหมายได้ในที่สุด..
แต่ในการที่มีจิตที่มีกิเลส มีกามกำหนัด..ดวงจิตจะหยุดล่องลอย หยุดอยู่ประกอบกิเลสในระหว่างทาง..
ก็ให้พิจารณากันด้วยสติและปัญญานะครับ ผมเองไม่มีความต้องการอะไรเลย การโกหกโกไหว้ ผมไม่มี และเรื่องราวที่พิมพ์ขึ้นมาให้อ่านกัน มันเป็นสิ่งที่ผมพบเห็นเอง บางเรื่องได้จำมาบ้าง ได้อ่านมาบ้าง
นิมิต ที่เล่า เป็นเพียงนิมิตอันหยาบๆครับ เป็นนิมิตที่อาจจะทำให้ผมเกิดความหลงครับ..
เมื่อผมรู้แล้ว แต่จะไม่นำเข้าสู่การทำสมาธิครับ..มันจะกลายเป็นชิ้นเนื้อที่ติดฟันครับ..



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #167 เมื่อ: 21 มิ.ย. 13, 06:07 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

hello 01


สวัสดีครับ ขอกลับมาอีกนะครับ
หากจะชวนกันคุยในเรื่องราวเหล่านี้ เราจะต้องปลดมานะฑิฐิลงเสียก่อน ความขัดแย้งในการสนทนาจึงจะไม่มีครับ..
วิทยาศาสตร์กับคำสอนขององค์สัมมาฯ
องค์สัมมาฯท่านได้สอนให้ชนชาวโลกล่วงรู้ถึงเหตุแห่งพิษภัยอันจะก่อเกิดขึ้นได้
เมื่อล่วงรู้ ก็จึงรู้ถึงการหลบหลีกเหตุแห่งพิษภัยเหล่านั้น..
พระพุทธเจ้า ท่านไม่มีมาตรวัด ไม่มีหน่วยวัดอะไร เพียงแต่ท่านหาเอาสิ่งต่างๆที่มองเห็นได้ หามาได้ มาอธิบายให้เพื่อนมนุษย์ร่วมโลกได้เข้าใจ..
จะเทียบให้ดู..
การเกิด การปฏิสนธิ พระพุทธเจ้าท่านแสดงให้เข้าใจถึงเหตุที่ปฏิสนธิ ว่า มีเชื้อเข้าสู่แหล่งเพาะกาย เช่นเอาขนจามรี จุ่มเข้าไปในน้ำเชื้อ(sperms) เมื่อจุ่มลงไปแล้ว ก็ให้สลัด7ครั้ง แล้วเอาขนจามรีนั้นไปใส่ที่แหล่งเพาะกาย ยังสามารถมีเชื้อเข้าปฏิสนธิได้
การอดอาหาร เพื่อหาหนทางตรัสรู้ ท่านฯได้แบ่งเม็ดงาเป็น7ส่วน และท่านได้เอามาส่วนหนึ่ง มาแบ่งเป็นเจ็ดส่วนอีก..
นี่คือการย่อส่วน
ผมอยากจะรู้ว่า อัลเบอร์ตนั่น เขาพูดอะไร อธิบายอะไรที่เกี่ยวกับพุทธศาสนา
แต่เรา กำลังหลงตังเอง หลงว่า ศาสนาของตนดีเด่น ด้วยเพาะนักวิทยาศาสตร์ยกย่อง
แต่ไม่ได้ศึกษา ไม่ได้รับรู้อะไร นอกจากการกราบการไหว้(การกราบ การไหว้พระ ก็ไม่แน่ว่า จะทำถูกหรือไม่)เท่านั้น..
เป็นพุทธแค่ปากพูด มันก็เป็นได้แค่ปากที่พูดครับ..
คำว่าบุญ หมายถึงดี
คำว่าดี คือความไม่ชั่ว
ดี อย่างไรจึงเรียกว่าดี..
ไปพิจารณากันเอาเอง เพราะเป็นผู้ใหญ่ด้วยกันแล้ว
พิจารณาแบบไม่เข้าข้างตนเองด้วยนะ..


(แกลแลกซี่หรือที่เรียกว่าทางช้างเผือกนั่นเองที่ทุกท่านอยากไปกันเพื่อสู่นิพพานครับ)



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #168 เมื่อ: 21 มิ.ย. 13, 15:28 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ขออนุโมสาธุ ขอให้ได้รับส่วนบุญส่วนกุศลร่วมกันครับ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #169 เมื่อ: 21 มิ.ย. 13, 15:29 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ขออนุโมสาธุ ขอให้ได้รับส่วนบุญส่วนกุศลร่วมกันครับ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #170 เมื่อ: 21 มิ.ย. 13, 15:31 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ขออนุโมสาธุ ขอให้ได้รับส่วนบุญส่วนกุศลร่วมกันครับ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #171 เมื่อ: 21 มิ.ย. 13, 15:31 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ขออนุโมสาธุ ขอให้ได้รับส่วนบุญส่วนกุศลร่วมกันครับ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #172 เมื่อ: 21 มิ.ย. 13, 15:33 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ขออนุโมสาธุ ขอให้ได้รับส่วนบุญส่วนกุศลร่วมกันครับ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #173 เมื่อ: 21 มิ.ย. 13, 15:34 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ขออนุโมสาธุ ขอให้ได้รับส่วนบุญส่วนกุศลร่วมกันครับ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #174 เมื่อ: 21 มิ.ย. 13, 15:35 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ขออนุโมสาธุ ขอให้ได้รับส่วนบุญส่วนกุศลร่วมกันครับ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #175 เมื่อ: 21 มิ.ย. 13, 15:36 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ขออนุโมสาธุ ขอให้ได้รับส่วนบุญส่วนกุศลร่วมกันครับ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #176 เมื่อ: 21 มิ.ย. 13, 15:38 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ขออนุโมสาธุ ขอให้ได้รับส่วนบุญส่วนกุศลร่วมกันครับ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #177 เมื่อ: 21 มิ.ย. 13, 16:04 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

"ศาสนาพุทธ" ต่างจากทุกศาสนาในโลกนี้ โดยอ.เทวฤทธิ์ อยู่สุนทร



พุทธศาสนานั้นเป็นศาสนาประเภทที่ 3 เป็นพวกอเทวนิยม ไม่มีพระเจ้า
ไม่มีพระเจ้าสร้างโลก

พุทธศาสนาเป็นอเทวนิยม ไม่ได้ให้เกียรติกับพระเจ้าองค์ไหน
หรือ เทวดาองค์ไหนเป็นผู้ประเสริฐสุด ………


พุทธศาสนานี้ไม่มีลักษณะที่เกิดจากความอ่อนแอ หรือเกิดจากความกลัว …………..
ในสมัยที่พุทธศาสนาอุบัติขึ้น………พุทธศาสนาเป็นศาสนาที่ถือ อเทวนิยม
ไม่ให้ความสำคัญแก่ พระเจ้าหรือ ก๊อด (God) เลย


นี่เป็นลักษณะพิเศษในพุทธศาสนาพุทธศาสนาที่ได้เจริญขึ้นในท่ามกลางบรรดาเจ้าหมู่เจ้าคณะที่กำลังคิดว่าตัวตนเป็น พระเจ้า ……………….


พระพุทธเจ้าตั้งศาสนาขึ้น……..ไม่ใช่มีสมุฏฐานมาจากความกลัว
………เป็นศาสนาเดียวที่ไม่ได้ตั้งขึ้นจากความกลัวหรือความอ่อนแอ
ในทางจิตใจของมนุษย์



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #178 เมื่อ: 21 มิ.ย. 13, 16:06 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

มหาวิทยาลัยนาลันทานั้นเป็น วัดแรกสร้างในสมัยพระเจ้าอโศก



เดิมทีเดียวมหาวิทยาลัยนาลันทานั้นเป็นวัดนะครับ วัดแรกสร้างในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ราวพุทธศตวรรษที่ 3 และจากนั้น พระราชาในราชวงศ์ของพระเจ้าอโศกก็สร้างต่อๆกันมา รวมทั้งสิ้น หก วัด หรือ หกวิหาร (ในภาษาบาลีวิหารแปลว่าวัด)

เรื่องที่มาของมหาวิทยาลัยนาลันทา ก็ยังไม่แน่นอนนะครับ บางตำราท่านก็ว่าสร้างตั้งแต่ ศตวรรษที่ 1 หรือจริงๆแล้วก็สร้างต่อเติมกันมาเรื่อย จนไม่รู้ว่าใครสร้างก่อนใคร สมัยใดแน่

พอมีวิหารมาอยู่รวมกันเข้าหลายๆวิหารก็เลยกลายมาเป็นมหาวิหาร เป็นที่ๆพระสงฆ์ได้เข้ามาบวชเรียนศึกษาพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์สืบต่อกันมา

และที่นาลันทาแห่งนี้ เป็นบ้านเกิดของพระสารีบุตร พระอัครสาวกเบื้องขวาของพระพุทธองค์ พระสารีบุตรท่านทรงดับขันธนิพพานที่เมืองนาลันทาอันเป็นบ้านเกิด ก็เพื่อจะโปรดโยมแม่ให้หันมานับถือพุทธศาสนาก่อนที่ท่านจะดับขันธนิพพาน



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #179 เมื่อ: 21 มิ.ย. 13, 16:13 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ถ้าอย่างนั้นพระพุทธศาสนาเกิดจากอะไร… ?
………เกิดจากเจตจำนงที่ปรารถนาแสวงหาความจริง
………เกิดจากเจตจำนงที่ต้องการแสวงหาความพ้นทุกข์
ไม่ใช่เกิดจากความกลัว


พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้กลัวทุกข์ แต่สอนให้กำหนดรู้ทุกข์
ทุกข์ ……….กลัวไม่ได้
ต้องกำหนดรู้
พระองค์ตรัสบอกว่า ปริ...ยยกิจ
ไม่ได้สอนให้กลัวทุกข์ ไม่ได้สอนให้หนีทุกข์
แต่…………...สอนให้กำหนดรู้ทุกข์


สิ่งที่ทรงสอนให้หนี………คือ ตัณหาต่างหากเล่า
อันเป็น สมุทัยอริยสัจ ต้อง ปหานสัพพกิจ ต้องเข้าไปตัด
เพราะฉะนั้น

คนที่นับถือพุทธศาสนาแล้วเกิดจิตใจอ่อน
เป็นด้วยความเข้าใจผิดของคนนั้นเอง …………..


ศาสนาพุทธเป็นศาสนาเดียวในโลกที่ไม่ได้เกิดจากความกลัว
แต่………..เกิดจากความต้องการแสวงหาความจริงในชีวิต


เกิดจาก….ความต้องการจะแก้ปมเรื่องทุกข์ของมนุษย์
ให้แตกหักออกไป

หรืออีกอย่างหนึ่งว่าเกิดจาก……….
น้ำใจอันกล้าหาญ เด็ดเดี่ยวในการที่ต้องการต่อสู้กับความทุกข์


อันนี้สำคัญนะครับท่าน ต้องย้ำให้ดี
พุทธศาสนาสอนให้สู้หน้ากับทุกข์คือสู้หน้ากับความจริง ไม่ใช่หนีความจริง
ทุกข์นี่เป็นความจริง

เป็นอริยสัจ ให้สู้หน้ากับความจริง
ให้รับรู้ในความจริงอันนั้น

สิ่งที่เราจะถอนจะละ ตัณหา ต่างหาก ไม่ใช่ตัวทุกข์ เพราะฉะนั้น………………. โลกทัศน์ ในพุทธศาสนา
จึงแตกต่างกัน โลกทัศน์ ในศาสนาอื่น ๆ ทั้งหมด

http://tonklaedu.blogspot.com/2011/10/blog-post.html


เครดิต โพสจัง



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า

หน้า: 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 ... 16

 
ตอบ
ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:   Go
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม