Sanook.commenu

ดูดวง ดวงความรัก ทํานายฝัน เซียมซี กราฟชีวิต ไพ่ยิปซี เกมทายใจ เรื่องผี พระเครื่อง ดูทีวี ฟังเพลง ฟังหวยออนไลน์

Sanook! Horoscope

เมนู

หน้า: 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 ... 16

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: สาระธรรมกับ destinygoal  (อ่าน 23451 ครั้ง)
add
เรทกระทู้
« ตอบ #180 เมื่อ: 21 มิ.ย. 13, 16:15 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 

พุทธ สอนให้ผู้คนรู้ถึงการหลีกทุกข์...
ทุกข์คือการเกิด...
ศาสนาอื่นๆ สอนให้คนมีความรัก และเมตตาต่อกัน แต่ก็ยังไม่เห็นภัยในวัฏสงสารครับ..
หากจะบรรยายให้เข้าใจถึงแก่นแท้..จะต้องมีเวลาทำความเข้าใจ..



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #181 เมื่อ: 21 มิ.ย. 13, 16:17 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

hello 01


สวัสดีครับ ขอกลับมาอีกนะครับ
หากจะชวนกันคุยในเรื่องราวเหล่านี้ เราจะต้องปลดมานะฑิฐิลงเสียก่อน ความขัดแย้งในการสนทนาจึงจะไม่มีครับ..
วิทยาศาสตร์กับคำสอนขององค์สัมมาฯ
องค์สัมมาฯท่านได้สอนให้ชนชาวโลกล่วงรู้ถึงเหตุแห่งพิษภัยอันจะก่อเกิดขึ้นได้
เมื่อล่วงรู้ ก็จึงรู้ถึงการหลบหลีกเหตุแห่งพิษภัยเหล่านั้น..
พระพุทธเจ้า ท่านไม่มีมาตรวัด ไม่มีหน่วยวัดอะไร เพียงแต่ท่านหาเอาสิ่งต่างๆที่มองเห็นได้ หามาได้ มาอธิบายให้เพื่อนมนุษย์ร่วมโลกได้เข้าใจ..
จะเทียบให้ดู..
การเกิด การปฏิสนธิ พระพุทธเจ้าท่านแสดงให้เข้าใจถึงเหตุที่ปฏิสนธิ ว่า มีเชื้อเข้าสู่แหล่งเพาะกาย เช่นเอาขนจามรี จุ่มเข้าไปในน้ำเชื้อ(sperms) เมื่อจุ่มลงไปแล้ว ก็ให้สลัด7ครั้ง แล้วเอาขนจามรีนั้นไปใส่ที่แหล่งเพาะกาย ยังสามารถมีเชื้อเข้าปฏิสนธิได้
การอดอาหาร เพื่อหาหนทางตรัสรู้ ท่านฯได้แบ่งเม็ดงาเป็น7ส่วน และท่านได้เอามาส่วนหนึ่ง มาแบ่งเป็นเจ็ดส่วนอีก..
นี่คือการย่อส่วน
ผมอยากจะรู้ว่า อัลเบอร์ตนั่น เขาพูดอะไร อธิบายอะไรที่เกี่ยวกับพุทธศาสนา
แต่เรา กำลังหลงตังเอง หลงว่า ศาสนาของตนดีเด่น ด้วยเพาะนักวิทยาศาสตร์ยกย่อง
แต่ไม่ได้ศึกษา ไม่ได้รับรู้อะไร นอกจากการกราบการไหว้(การกราบ การไหว้พระ ก็ไม่แน่ว่า จะทำถูกหรือไม่)เท่านั้น..
เป็นพุทธแค่ปากพูด มันก็เป็นได้แค่ปากที่พูดครับ..
คำว่าบุญ หมายถึงดี
คำว่าดี คือความไม่ชั่ว
ดี อย่างไรจึงเรียกว่าดี..
ไปพิจารณากันเอาเอง เพราะเป็นผู้ใหญ่ด้วยกันแล้ว
พิจารณาแบบไม่เข้าข้างตนเองด้วยนะ..



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #182 เมื่อ: 21 มิ.ย. 13, 16:19 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

พระสารีบุตรนั้น ท่านเป็นผู้ที่ชอบช่วยเหลือทางด้านการศึกษาแก่เด็กด้อยโอกาส อย่าลืมว่าในอินเดียสมัยนั้นลัทธิพราหมณ์เป็นใหญ่นะครับ เขามีการแบ่งชนชั้นตามวรรณะกันชัดเจน อย่างพวกวรรณะศูทร มีข้อบังคับทางสังคมระบุไว้เลยว่า ถ้าพวกศูทรริไปอ่านคำภีร์พระเวท ก็ให้ตัดลิ้น ถ้าฟังก็ให้ตัดหู หรือถ้าเรียนพระเวท ก็ให้ผ่าตัวเป็นสองซีก

ดังนั้น พวกวรรณะชั้นต่ำของอินเดียเลยไม่มีโอกาสทางการศึกษา และการบวชเข้ามาในพระพุทธศาสนาก็เป็นช่องทางหนึ่งที่เหล่าเด็กๆจะได้ศึกษา และการนี้นั้น พระสารีบุตรท่านให้การศึกษาแก่เด็กๆกำพร้า เด็กยากจนมาเสมอ และควรทราบว่า พระสารีบุตรท่านเป็นผู้ที่บวชให้พระราหุล พระโอรสของพระพุทธองค์เมื่อสมัยเป็นเจ้าชาย

ดังนั้น นาลันทาเมืองที่เป็นบ้านเกิดของท่านพระสารีบุตร จึงเจริญด้วยความรุ่งเรืองด้านการศึกษามาโดยตลอดหลายร้อยปี พระถังซำจั๋ง ที่เรารู้จักดีก็ศึกษาและได้เป็นผู้บริหารของที่นี่ด้วย

ความเจริญของนาลันทานั้น ส่วนหนึ่งมาจากพระราชาองค์ต่อๆมาให้การดูแลอุปถัมภ์นาลันทามหาวิหารแห่งการเรียนรู้ของพุทธศาสนาเป็นอย่างดี ภาษีที่เก็บมาได้ส่วนหนึ่งก็นำมาให้ที่แห่งนี้ใช้ในการศึกษา พระสงฆ์จึงเรียนรู้ได้อย่างไม่ต้องกังวลเรื่องปัจจัยสี่



ต่อมาภายหลัง ลัทธิพราหมณ์เริ่มที่จะปรับตัวจนกลายมาเป็น ฮินดู การปรับตัวนั้นก็เพื่อต่อสู้กับการเจริญเติบโตของพุทธศาสนา จากลัทธิพราหมณ์ที่ไม่มีนักบวช ก็มี ไม่มีวัด ก็มี จากการเข่นฆ่าบูชายันต์สัตว์ ก็หันมานับถือสัตว์บางประเภทและประกาศไม่กินเนื้อ เช่น วัว และพระพุทธเจ้าก็กลายเป็นอวตารหนึ่งของเทพเจ้าในศาสนาฮินดู

ด้วยความที่ชาวพุทธไม่ค่อยถือสาหาความอะไรมากนัก สังคมพุทธกับฮินดูเลยอยู่กันอย่างกลมกลืนมาโดยตลอด ฮินดูนั้นอยู่อย่างกลมและค่อยๆกลืนศาสนาพุทธไปทีละน้อย ถึงขนาดที่ว่า นักบวชฮินดูท่านหนึ่งซึ่งปฏิวัติรูปแบบพราหมณ์ให้ทันสมัยขึ้นเพื่อสู้กับพุทธนั้น ก็เรียนวิชาความรู้ต่างๆนั้นมาจากนาลันทานั่นเอง เห็นมั้ยครับว่า มีการแฝงตัวเป็นจารชนตั้งแต่โบราณ

เมื่อนาลันทามีความเจริญรุดหน้ามากขึ้น พระสงฆ์ในชนบทต่างๆ ก็อยากที่จะเข้ามาศึกษาธรรมะให้เป็นที่เชิดหน้าชูตาบ้าง ต่างก็พากันละทิ้งวัดวาอาราม ทิ้งชาวบ้านรอบๆวัด เข้ามายังนาลันทา ทีนี้ วัดพุทธกับวัดฮินดูโดยมากจะอยู่ไม่ไกลกัน พอวัดพุทธมีพระน้อย เอ้า...ไม่เป็นไร เดี๋ยวพระฮินดูเข้ามาช่วยรักษาดูแลวัดให้ ดูไป ดูมา ก็กลายเป็นวัดฮินดูไปในที่สุด นี่คือยุทธศาสตร์ป่าล้อมเมืองหรือเปล่า



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #183 เมื่อ: 21 มิ.ย. 13, 16:19 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

นิกายตันตระที่ให้พระเสพกามได้

ต่อมาภายหลัง มีนักศึกษาในนาลันทามากขึ้น การเรียนการสอนก็เริ่มมีหลากหลายขึ้น และศาสนาพุทธเอง ก็เริ่มอ่อนแอลง

ในอดีตนาลันทาเคยเป็นสถานที่สำหรับสอนพุทธศาสนาสายเถรวาท หรือหินยาน แต่ต่อมาก็กลายไปเป็นที่สอนในนิกายมหายาน ส่วนสายเถรวาทที่มีความเข้มแข็งก็ถูกทำให้ล่าถอยจนไปตั้งอยู่ที่ศรีลังกา ก่อนจะมาสู่ประเทศไทย

ศาสนาพุทธในสยามจึงเรียกว่าสายลังกาวงศ์ ก็คือมาจากศรีลังกา ในสยามนั้นก่อนหน้านี้ มีศาสนาพุทธเข้ามาแล้ว แต่ผ่านมาทางอาณาจักรศรีวิชัย (อินโดนีเซีย มาเลซีย ในปัจจุบัน) ซึ่งเจริญมากในทางตอนใต้ของไทยในปัจจุบัน แต่ก็อ่อนแอลงไปและสุดท้ายอิสลามก็เข้ามาปกครองอาณาจักรศรีวิชัยในที่สุด

ส่วนที่นาลันทา ด้วยการเมืองและการครอบงำทางสังคมผ่านฮินดูที่ปรับตัวและใกล้ชิดประชาชนได้ดีกว่าพระสงฆ์ในศาสนาพุทธที่ย้ายไปเรียนที่นาลันทาเสียส่วนใหญ่ ประกอบกับ...พุทธบริษัทมีความอ่อนแอ



พระสงฆ์ในระยะหลังๆละเลยพระธรรมวินัยถึงขนาดมีนิกายตันตระที่ให้พระเสพกามได้ อุบาสก อุบาสิกาเองก็ไม่สนใจใยดีศาสนา ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพระสงฆ์ฝ่ายเดียว เมื่อพุทธบริษัทที่พระพุทธองค์ทรงหวังที่จะให้ช่วยผดุงและค้ำจุนพุทธศาสนาอ่อนแอกันเสียหมดแล้ว พุทธศาสนาในอินเดียก็เห็นทีจะสิ้นหวัง และวันแห่งความสิ้นหวังก็มาถึงพร้อมกับกองทัพมุสลิมชาวเติร์ก

เมื่อชาวมุสลิมเติร์กได้เข้ามาบุกดินแดนแห่งนี้เมื่อปี พ.ศ.1700 มหาวิทยาลัยนาลันทาถูกเข้าใจว่าเป็นป้อมปราการขนาดใหญ่ พระสงฆ์จึงถูกฆ่าตายด้วยคิดว่าเป็นนักรบที่ห่มเหลือง



สิ่งก่อสร้างถูกทำลาย เผาทิ้ง หอสมุดที่เก็บคำภีร์ทางศาสนาถูกเผาทั้งหมด กองทัพมุสลิมที่บุกมา หมายจะเผาทำลายไม่ให้เหลือพุทธศาสนาไว้ในแผ่นดิน

ว่ากันว่า ที่นาลันทามีหอสมุดที่ใหญ่มาก ดังนั้นเมื่อถูกเผา จึงไหม้อยู่ 3 เดือนจึงเผาคำภีร์ต่างๆที่เก็บไว้ในนั้นจนหมด พระบางองค์ที่หนีรอดมาได้ก็เก็บเอาคำภีร์บางส่วนหนีออกมาด้วย แต่ก็เป็นส่วนน้อย

นับจากนั้น เมื่อนาลันทาถูกเผาทำลายย่อยยับ ศาสนาพุทธก็ได้มลายหายไปจากผืนแผ่นดินอินเดีย ที่ซึ่งให้กำเนิดศาสนานี้แก่ชาวโลก และไม่เคยกลับมารุ่งเรืองได้อีก

ปัจจุบัน"นาลันทา"กำลังถูกฟื้นฟู

ให้กลับมารุ่งเรืองอีกครั้งหนึ่ง มีหลายประเทศรวมทั้งประเทศไทยด้วย


เครดิต โพสจัง



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #184 เมื่อ: 21 มิ.ย. 13, 16:21 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

hello 01


ผมก็ฟังพระเทศน์ในเรื่องมหาวิทยาลัยนาลันทานี้เหมือนกันครับ..
ในษศาสนาพุทธ ไม่ส่งเสริมความรุนแรง และไม่ส่งเสริมการต่อสู้ จึงทำให้ถูกรุกรานทางกำลังได้อย่างง่ายดาย
ในการถูกรุกรานคราวนั้น เหล่าสาวกได้แยกย้ายกันหลบหนีเพื่อเอาชิวิตรอด พร้อมกับนำคำภีร์ต่างๆไปด้วยตามกำลัง สาวกพากันหลบหนีไปทั่วสารทิศ
พระอาจารย์สมภพ โชติปัญโญ ได้แสดงธรรมใว้ และได้ชมเทปการแสดงธรรมของท่านผ่านทีวี ช่อง DDTV.ท่านแสดงธรรมในเรื่องมหาวิทยาลัยนาลันทานี้ดังนี้
เป็นมหาวิทยาลัยที่ใหญ่ที่สุดในโลก เป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของโลก..
แต่..ก็ยังไม่สามารถรักษาใว้ได้..ไม่ถูกทำลายด้วยน้ำมือของมนุษย์ ก็ถูกธรรมชาติทำลายงได้..
ท่านฯชี้ให้เห็นถึงความไม่ยั่งยืน..
การรักษา การบำรุงศาสนา ไม่ใช่การก่อสร้างที่ใหญ่โตจะทำให้ยั่งยืนได้
ความยั่งยืนของศาสนาจะยั่งยืนได้ ก็ต้องเอาศาสนาใส่ใว้ในใจของคน

ผมมองถึงการก่อสร้างรูปเครารพ และสิ่งถาวรวัตถุในศาสนา ตามที่พระท่านชี้ให้มอง..
ผมเห็นว่า..ไม่ได้ทำให้คนเจริญขึ้นในความรู้ และการปฏิบัติตนในพุทธศาสนา เป็นกระทั่งสาวกที่ทำหน้าที่สืบทอดศาสนา..




noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #185 เมื่อ: 21 มิ.ย. 13, 16:23 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

อีกสักรอบ ก่อนมืด..
เรามาทำความเข้าใจกับคำว่า ช่วยคนทั้งหลายให้ลดจากทุกข์ หรือพ้นจากทุกข์..(คห.ที่7 คุณทองผา)
การช่วยคนให้ลดจากทุกข์ เข้าข่ายการทำทานครับ..
จะช่วยให้คนพ้นจากทุกข์..เพื่ออะไร ทำไมถึงต้องช่วยด้วย..
หากจะช่วย มีวิธีอย่างไรบ้าง..



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #186 เมื่อ: 21 มิ.ย. 13, 18:02 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ยิ่งอ่านยิ่งเข้าใจในบทธรรมะ ที่สามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ครับ ขอให้ท่านผู้อ่านศึกษากันและหากท่านใด้อยากจะเสนอบทความหรือความคิดเห็นก็เชิญได้ครับ กระทู้นี้เป็นของท่านผู้อ่านทุกๆคนครับ

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 22 มิ.ย. 13, 14:47 น โดย d00bd00b » noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #187 เมื่อ: 21 มิ.ย. 13, 18:04 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

hello 01


การปล่อยวาง..
ปล่อยวางเป็นอย่างไร อย่างไร ที่เรียกว่า ปล่อยวาง..
ปล่อยวาง เป็นสมมุติขึ้นครับ..เป็นคำกิริยา
ความรู้สึกต่างๆเช่นรัก ไม่รัก อยากได้ไม่อยากได้..ร้อน หนาว..เราเอาใจไปจับที่ความรู้สึก ความรู้สึกนั้นๆก็จะเพิ่มกำลังขึ้น
ทีนี้..หากไม่รู้ตัวว่า..ใจได้เอ็นเอียงไปทางความรู้สึกนั้น..ก็จะหลงไปกับใจที่ไปร่วมกับความอยาก ความรู้สึกนั้น..
ใจก็จะพากายไปร่วมชุลมุนในความรู้สึกต่างๆ เช่น ใช้ปากพูด ใช้มือทำ ใช้เท้าเดินทาง..ถูกกิเลสเข้าครอบงำ ปล่อยให้กิเลสบังคับบัญชา
จึงจัดในหมู่พวกที่ไม่รู้จักการปล่อยวาง
ในหมู่ที่รู้ถึงการปล่อยวาง
คือหมู่ที่รู้ทันความรู้สึผม้ทันความคิดของตนเอง ไม่ปล่อยให้ความอยาก ความหลงต่างๆเข้าครอบงำ..คือรู้เท่าทันกิเลสของตน..เข้าใจความเป็นมา และความเป็นไป..



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #188 เมื่อ: 22 มิ.ย. 13, 06:29 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

พุทธศาสนิกชน

ประวัติพระอาจารย์ หลวงปู่โง่นโสรโย ผู้พลิกตำนานพระสุพรรณกัลยา



ขอบพระคุณสำหรับเรื่องราวที่ให้อ่าน รู้สึกปลาบปลื้ม ปิติสุขและอิ่มเอมใจมาผม้สึกสงบร่มเย็นในใจเหลือเกิน ขอบคุณสนุกดอทคอมที่มีกระทู้ดีๆแบบนี้ให้อ่าน ขอบคุณมากๆค่ะ



ตอบ คุณพุทธศาสนิกชน
ดีใจครับที่ท่านเข้ามาสนทนาธรรมได้เข้ามาให้กำลังใจครับ ขอให้ได้รับส่วนบุญส่วนกุศลร่วมกันครับ เชิญเข้ามาสนทนาธรรมได้ในทุกกระทู้ครับ ยินดีต้อนรับท่านผู้อ่านทุกๆท่านครับ และจะค่อยนำเสนอมาให้ท่านได้ศึกษาธรรมร่วมกันครับ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #189 เมื่อ: 22 มิ.ย. 13, 06:31 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

พุทธศาสนิกชน

ประวัติพระอาจารย์ หลวงปู่โง่นโสรโย ผู้พลิกตำนานพระสุพรรณกัลยา



ขอบพระคุณสำหรับเรื่องราวที่ให้อ่าน รู้สึกปลาบปลื้ม ปิติสุขและอิ่มเอมใจมาผม้สึกสงบร่มเย็นในใจเหลือเกิน ขอบคุณสนุกดอทคอมที่มีกระทู้ดีๆแบบนี้ให้อ่าน ขอบคุณมากๆค่ะ



ตอบ คุณพุทธศาสนิกชน
ดีใจครับที่ท่านเข้ามาสนทนาธรรมได้เข้ามาให้กำลังใจครับ ขอให้ได้รับส่วนบุญส่วนกุศลร่วมกันครับ เชิญเข้ามาสนทนาธรรมได้ในทุกกระทู้ครับ ยินดีต้อนรับท่านผู้อ่านทุกๆท่านครับ และจะค่อยนำเสนอมาให้ท่านได้ศึกษาธรรมร่วมกันครับ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #190 เมื่อ: 22 มิ.ย. 13, 08:17 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ประวัติพระอาจารย์ หลวงปู่โง่นโสรโย ผู้พลิกตำนานพระสุพรรณกัลยา



หลวงปู่โง่น โสรโย วัดพระพุทธบาทเขารวก อ.ตะพานหิน จ.พิจิตร


หลวงปู่โง่น พระกัมมัฏฐานชื่อดังรายนี้ ถือกำเนิดเมื่อวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๔๗ โดยมีบิดาเป็นหัวหน้าขบวนการรับจ้างขนไม้ซุงจากเมืองเหนือเข้ากรุงเทพฯ พออายุได้ ๑๐ขวบ ก็มีเลขานุการข้าหลวงใหญ่ชาวฝรั่งเศสขอท่านไปเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรม ท่านจึงมีโอกาสเดินทางไปศึกษายังต่างประเทศ กระทั่งจบปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในประเทศเยอรมนี


ก่อนสละเพศฆราวาสเข้ามาเป็นบรรพชิตนั้น หลวงปู่โง่นเป็นหมอสอนศาสนาคริสต์ แต่เกิดความเบื่อหน่าย หลังจากเข้ามาอยู่ภายใต้ร่มกาสาวพัสตร์แล้ว ก็ศึกษาพระธรรมวินัยจนแตกฉาน และเผยแผ่ธรรมะแด่สาธุชนโดยถ้วนทั่ว ท่ามกลางอุปสรรคนานัปการ อย่างที่ท่านเคยระบุไว้ว่า เมื่อราว พ.ศ. ๒๕๒๘ กระทรวงศึกษาธิการซึ่งครั้งนั้นมี อาจารย์ บุญสม มาร์ติน เป็นรัฐมนตรี ได้มีนโยบายให้สถานศึกษาทุกแห่งมีเครื่องหมายทางศาสนาไว้หน้าเสาธง แต่ในบ้านเมืองเรานั้นพระพุทธรูปส่วนใหญ่จะเป็นขนาดเขื่อง หากจะจัดสร้างใหม่ รัฐบาลคงต้องใช้งบประมาณจำนวนมหาศาล ท่านจึงรับอาสาสร้างให้เองและนำไปแจกฟรีๆให้เองทั่วประเทศด้วย ใช้เวลาสร้างทั้งหมด ๕ ปี จำนวน ๒,๕๒๙ องค์


“แต่พอสร้างเสร็จ ก็พบศัตรูผู้คิดร้าย เพราะเราไปต้านทานสำนักพุทธพาณิชย์ที่เขาสร้างพระขาย มีการโทรศัพท์ไปขมขู่ผู้ว่าราชการพิจิตร และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่คนอื่นๆจนเกิดความท้อแท้ใจ แต่เราไม่เป็นเช่นนั้น ไม่ยอมแพ้ จึงได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระญาณสังวร จนได้รับการอำนวยความสะดวกที่สุด ก็สามารถที่จะนำพระพุทธรูปที่สร้างขึ้นมาแจกจ่ายที่พุทธมณฑลได้” หลวงปู่กล่าวในหนังสือ “ย้อนรอยกรรมตำนาน พระสุพรรณกัลยา”




noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #191 เมื่อ: 22 มิ.ย. 13, 08:29 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ความที่ท่านขัดผลประโยชน์นี่เอง คำสั่งฆ่าก็ออกมา

หลวงปู่โง่นถูกลอบยิงทั้งสิ้น ๕ ครั้ง แต่ก็รอดได้ทุกครั้ง

หลวงปู่โง่นเชื่อว่าเป็นฝีมือศัตรูลับๆ ที่มีอยู่มากมาย ศัตรูเหล่านี้ไม่ใช่ฆราวาสเป็นพวกหัวโล้นด้วยกัน เพราะไปขัดผลประโยชน์เขา โดยโดนไล่ยิงที่อิสานทั้งสิ้น ๓ ครั้ง โดนยิงโดนจับที่ภาคเหนือ ๒ ครั้ง ก็รอดตายได้หวุดหวิด เพราะผีมันไม่ต้องการ อันเป็นเรื่องอโหสิกรรมครั้งใหญ่ที่มีต่อเหล่าศัตรู


ในหนังสือเล่มเดียวกันนี้ หลวงปู่โง่นยังกล่าวถึงเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๐ ครั้งที่พระสงฆ์พม่าเดินขบวนประท้วงรัฐบาลพม่าในเรื่องของสมณศักดิ์ ซึ่งพระพม่าต้องการให้เหมือนกับพระสงฆ์ไทย ซึ่งต่อมารัฐบาลพม่าก็ยอมยกธงขาว และยอมตามความต้องการของพระสงฆ์พม่าทุกอย่าง กล่าวคือ ให้เล่นการเมืองได้ เป็นผู้แทนนั่งประชุมในสภาได้ รับเงินเดือน หรือค่านิตยภัต เงินอามิสสินจ้าง ค่าตาลปัตรพัดยศได้ ต่างกับพระสงฆ์ไทยมาก แต่หลังจากความวุ่นวายของพระสงฆ์พม่าจบลง เรื่องร้ายแรงก็กลับมาถึงหลวงปู่โง่นทันที


“เขาหาว่าเราอยู่เบื้องหลังการเดินขบวนครั้งนี้ โดยช่วยออกค่าใช้จ่ายทุกอย่าง ซึ่งก็ตกราว ๕ หมื่นบาท โชคดีที่มหาอำนาจตะวันตกเขาไม่เอาเรื่องเหล่านี้มาเกี่ยวข้องด้วย และเราก็รู้จักภาษาต่างประเทศดี จึงถูกลงโทษแค่กักสถานที่ให้อยู่ในบริเวณกระท่อมเราเท่านั้น มีเพียงสุนัขเป็นเพื่อน พม่ามันเรียกว่า คยคย ส่วนเราพม่ามันเรียกว่า พ๊งจีคย เพราะมีสุนัขเป็นเพื่อน ถูกกักบริเวณอยู่ ๑๕ วัน จึงได้รับการช่วยเหลือจากพระหม่อง”


หลวงปู่โง่นบอกว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรก แต่เป็นครั้งที่ ๔ แล้ว โดยครั้งแรกนั้นถูกทหารลาวจับเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๒ เขาหว่ามาสืบราชการลับ เป็นพวกแนวที่ ๕ ติดคุกขี้ไก่ลาวอยู่ ๑๕ วัน โชคดีที่รัฐบาลไทยประกาศเป็นกลางไม่เข้าข้างฝ่ายใด ก็เลยได้รับการปล่อยตัวออกมา ข้ามมาฝั่งไทยก็ถูกจับอีกครั้ง เพราะดันไปพูดสำเนียงลาว ก็เลยนึกว่าข้าศึกเข้ามาสอดแนม ต่อมาปี พ.ศ. ๒๔๘๖ ก็ถูกจับเป็นครั้งที่ ๓ โดยทหารเขมร ครั้งนั้นไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาร่วมกับสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสฺโส) ท่านเป็นมหาสังฆนายกองค์แรก แต่เมื่อสมเด็จเดินทางกลับ หลวงปู่โง่นอยู่ทำธุระต่อ เลยโดนข้อหาว่าเป็นตัวการนำทหารไทยเข้าไปตีเขมร ติดคุกอยู่ ๖ ปี ถึงได้กลับ


โดยข้อเท็จจริงแล้ว หลวงปู่โง่นไม่ใช่เพียงแต่เด่นดังในเรื่องของการต่อสู้ชีวิตและความถูกต้องเท่านั้น แต่ท่านเป็นพระนัก



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #192 เมื่อ: 22 มิ.ย. 13, 08:31 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

สังคมสงเคราะห์ที่ได้รับการยอมรับจากสาธุชนเป็นอย่างมาก เป็นผู้สร้าง ผู้ให้ ไม่ใช้ผู้ขอ อย่างเมื่อปี ๒๕๓๒ โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชตะพานหิน มีความต้องการเครื่องมือแพทย์ที่ทันสมัย แต่งบประมาณมีจำกัด จึงไม่สามารถจัดหาได้ ด้วยบารมีหลวงปู่โง่นที่ตระหนักมากในเรื่องการรักษาพยาบาล ทำให้ญาติโยมที่มีเศรษฐกิจดีร่วมกันจัดหามาถวาย โดยที่หลวงปู่ไม่ได้เอ่ยปากบอกบุญเลยสักครั้งเดียว


นอกจากนี้ หลวงปู่โง่นยังได้ตั้งธนาคารข้าวขึ้นมาเพื่อเป็นการช่วยเหลือชาวบ้านหมู่บ้านเขารวก โดยให้กู้ยืมข้าวไปกินในฤดูทำนา แทนที่จะต้องไปกู้ยืมจากนายทุน หรือให้กู้ยืมเงินไปใช้ในการเกษตรกรรม โดยยึดหลักใครยืมไปถ้าเอามาชื้นได้ก็เอา ไม่มีก็ไม่เอาคืน รวมทั้งจัดทำหัวส้วมแจกจ่ายชาวบ้านเพื่อให้ดำเนินชีวิตถูกต้องตามสุขลักษณะด้วย

ท่านสละกิเลสและยึดสันโดษ
ถือคติไม่สร้างพระราชวังในเขตธรณีสงฆ์เด็ดขาด


ชาวบ้านเล่าว่า ครั้งหนึ่งมีผู้คนที่เคารพนับถือหลวงปู่มาขออนุญาตสร้างกุฏิถวาย แต่ท่านปฏิเสธและบอกกับคนเหล่านั้นว่า การเลี้ยงพระนั้น เขาเลี้ยงให้เหมือนบอนไซ อย่าให้โตและอย่าให้ตาย การสร้างกุฏิดีๆให้เหมือนเอา “ฮอร์โมน” ไปสร้างกิเลสให้พระ นอนกับพระธรณีอุ่นกว่า พระพุทธเจ้าก็ทรงหนีจากปราสาทราชมณเฑียรมาอยู่ป่า ทำไมต้องมาสร้างพระราชวังในเขตธรณีสงฆ์ด้วย อยู่อย่างนี้เป็นอาณาจักรน้อย แต่มีความสุขดีกว่า


ในด้านอภินิหาร-ปาฏิหาริย์นั้น หลวงปู่โง่นก็มีคนกล่าวขวัญถึงเช่นกัน แต่หลวงปู่โง่นไม่เคยพูดหรือให้ใครเที่ยวพูดโฆษราให้ทั้งนั้น ตัวอย่างที่เห็นบุญบารมีชัดเจนก็เมื่อครั้งฉลองวันเกิดวันอุปสมบท ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๓๓ ปรากฏว่า วันนั้นแดดจัดมาก ผู้คนเรือนหมื่นเดินทางมาร่วมงาน ทุกคนต่างพูดกันว่า วันนี้หลวงปู่คงจะออกมาประพรมน้ำมนต์ให้แน่นอนเพื่อเป็นสิริมงคล หลายคนถือขันน้ำมารอรับน้ำมนต์ แต่ปรากฏว่าหลวงปู่กลับไม่ประพรมน้ำมนต์ แต่เดินผ่านลูกศิษย์ไปเฉยๆ และไปนั่งบริกรรมอยู่กลางแดดแจ้งแทน ชั่วครู่ท้องฟ้าบริเวณนั้นมีเมฆก้อนใหญ่มาบดบังให้เกิดความร่มเย็น ไม่นานก็เกิดฝนตกลงมา ทุกคนก็เลยลุกออกไปจากที่กลางแจ้ง เพราะเชื่อว่านี่คือน้ำมนต์ที่หลวงปู่ประพรมให้ มันเป็นน้ำมนต์จากเทวดาโดยแท้



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #193 เมื่อ: 22 มิ.ย. 13, 08:33 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ผู้คนที่มาร่วมงานหลายคนที่ต้องการพิสูจน์คำเล่าลือนี้บอกว่า เหตุการณ์นี้เป็นเพราะหลวงปู่แสดงอิทธิวิธิญาณ คือญาณที่เกิดจากอิทธิฤทธิ์ ดังที่บอกในพระไตรปิฎว่า พระพุทธเจ้าตรัสว่า เรื่องของอิทธิวิธิญาณนั้น เมื่อภิกษุมีจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส อ่อนควรแก่การงานแล้ว ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว ย่อมโน้มน้าวจิตใจไปเพื่อแสดงฤทธิ์ต่างๆได้หลายประการ


พระครูนิมิตสิทธิการ วัดถ้ำพรสวรรค์ เล่าว่า เมื่อครั้งที่หลวงปู่โง่นเดินทางไปประเทศนอร์เวย์ อากาศหนาวจัด หิมะตกมากมายตลอดทั้งคืน แต่แทนที่หลวงปู่โง่นจะจัดหาผ้าห่มที่ทำจากขนสัตว์มาห่มกายเพื่อขจัดความหนาวเหน็บ ท่านกลับไปนั่งทำสมาธิกลางแจ้ง แต่ปรากฏว่าหิมะไม่ได้ตกลงไปใกล้หลวงปู่เลยในรัศมีโดยรอบตัวหลวงปู่ ๒ เมตร ทำให้ฝรั่งต่างชาติหันมานับถือหลวงปู่โง่นกันเป็นอย่างมาก


หลวงปู่โง่น โสรโย พระกัมมัฏฐานชื่อดัง อายุ ๙๕ ปี แห่งวัดพระพุทธบาทเขารวก อ.ตะพานหิน จ.พิจิตร ละสังขารไปแล้วเมื่อ ๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๒


พระที่สร้างโดยหลวงปู่โง่น โสรโย วัดพระพุทธบาทเขารวก อ.ตะพานหิน จ.พิจิตร พ.ศ. ๒๕๒๘



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #194 เมื่อ: 22 มิ.ย. 13, 08:35 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

หลวง ปู่โง่น โสรโย พระอริยะทางภาคเหนือ วัดพุทธบาทเขารวก จังหวัดพิจิตร ท่านเป็นผู้เปิดเผยประวัติ “สมเด็จพระสุพรรณกัลยา” ให้ประชาชนได้ทราบประวัติเป็นครั้งแรก ก่อนมรณภาพและคุณหมอนลินี ไพบูลย์จากกิฟฟารีน ได้ช่วยจุดประกายวาดภาพพระองค์ท่านจากนิมิตขึ้นมาให้ประชาชนรักและนับถือ พระองค์ท่านได้เป็นวงกว้างมากขึ้นทั่วประเทศและทั่วโลกด้วย

ก็เป็นศิษย์รักของท่านหลวงปู่โง่น โสรยา ด้วยเช่นกันได้มีโอกาสร่วมงานกับท่านหลวงปู่โง่นในการจัดสร้างพระพุทธ วิโมกข์ มอบให้กับโรงเรียนต่าง ๆ ทั่วประเทศและเป็นผู้ร่วมผลักดันเข้ากระทรวงศึกษาธิการและทำพิธีมอบจำนวน หนึ่งแสนหนึ่งหมื่นองค์ ทำพิธีมอบให้กับโรงเรียนต่าง ๆ ที่พุทธมณฑล โดยมีสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระองค์ท่านเป็นประธานพิธีในการรับมอบและมีท่านอดีตผู้ว่าจังหวัดพิจิตร คุณกาจรักษ์มณี อำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายจัดส่งมายังพุทธมณฑล โดยร่วมกับทหารช่วยจัดส่งมาให้ด้วยความเรียบร้อยนับเป็นความสำเร็จของท่านใน การเผยแพร่พุทธศาสนาไปตามโรงเรียนต่าง ๆ ทั่วประเทศเพื่อกล่อมเกลาเด็กนักเรียนให้มีพระธรรม มีศีล สมาธิ ปัญญาในการเรียนและการดำรงชีวิตที่ดีสืบไป และเป็นกำลังที่สำคัญของชาติในอนาคตที่สำคัญทุกศาสนาก็สอนให้คนทำความดี ละเว้นความชั่ว เพื่อจะได้มีความสุขในการดำเนินชีวิตตลอดไป

หลวงปู่ โง่น โสรโย ท่านได้กล่าวกับอาจารย์ว่า ทุนรอนที่ได้สร้างพระพุทธวิโมกข์ขนาดหนักตัก 19 นิ้วและ 29 นิ้ว จำนวนหนึ่งแสนหนึ่งหมื่นองค์นี้ได้รับความอนุเคราะห์จากลูกศิษย์ที่อาศัย อยู่ต่างประเทศเป็นผู้ส่งเงินมาให้หลวงปู่โง่น โสรยา สร้างพระขึ้นมาเป็นจำนวนเงินหลายร้อยล้านบาท เพื่อส่งเสริมศาสนาพุทธให้แก่เด็กและเยาวชนของชาติ แต่ท่านไม่รับเงินบริจาคได้ส่งคืนให้กับลูกศิษย์ไปทั้งหมด เนื่องจากหลวงปู่ท่านมีเงินมรดกจากพ่อบุญธรรมชาวต่างชาตินับหมื่นล้าน บาทอยู่แล้ว

และท่านยังกล่าว อีกว่าคอย ดูสิต่อไปชาวต่างชาติจะมากลืนชาติของเราไปเป็นถิ่นกาขาวจะเข้ามา ให้คอยดูกันต่อไป อาตมาจะช่วยเหลืออะไรมากไม่ได้ ได้แต่ช่วยเผยแพร่ศาสนาพุทธให้กว้างขวางออกไปเท่านั้น ขณะนั้นที่ท่านพูดผมยังไม่ค่อยมีไม่เชื่อว่าต่างชาติจะมากลืนประเทศไทยได้ อย่างไรและเป็นไปไม่ได้เลย แต่ปัจจุบันต่างชาติได้เข้ามาตั้งรกรากอยู่ในเมืองไทยมากมาย จึงได้นึกถึงคำพูดของท่านหลวงปู่โง่น โสรยา ที่ได้กล่าวมาแล้วเป็นเวลาหลายปีแล้วว่าเป็นความจริงขึ้นมาตามที่ท่านหลวง ปู่โง่น ท่านได้กล่าวไว้ ผมจึงขอให้เราทั้งหลายมาร่วมกันสร้างบุญและ กุศลสานต่อจากหลวงปู่โง่น มาช่วยมาสร้างสรรค์สังคมนี้ให้ดีขึ้นต่อไป จึงขอเชิญชวนท่านสมาชิกและท่านผู้อ่านทุกท่านมาร่วมทำบุญสร้างกุศลกันต่อไป จะได้อานิสงส์ผลบุญร่วม กันในภพนี้และภพหน้าร่วมกันสืบไปตามเจตนาของท่านหลวงปู่โง่น โสรยา ที่ท่านเป็นแบบอย่างที่ดีในการสร้างพระพุทธรูป มอบให้แก่โรงเรียนต่าง ๆ ทั่วประเทศและเป็นผู้เปิดเผยพระประวัติพระพี่นางสุพรรณกัลยาให้ประชาชนได้ ทราบความเป็นมาของท่าน



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #195 เมื่อ: 22 มิ.ย. 13, 08:39 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

มีผู้มาเล่านิมิตรให้ฟังว่าพบพระทองคำองค์ใหญ่ นับร้อยองค์ในน้ำ

หลัง จากนั้นสองสามหลังจากได้ปฏิบัติธรรมเสร็จแล้ว หลวงปู่มั่นได้พาไปดูพระพุทธรูปทองคำ(แท้)อยู่ใต้น้ำ มีเป็นร้อยองค์ เรียงรายเป็นแถวยาวเป็นสองแถว แสงพระอาทิตส่องเป็นเงาระยิบระยับอยู่ใต้น้ำ มีขนาดสูงเท่ากับหลวงพ่อที่วัดไตรมิตร หรือสูงประมาณเท่ากับพระประธานวัดซำปอกง อยู่ในบ่อลึก ท่านบอกว่าบ่อนี้เป็นบ่อธรรมชาติ ที่เชื่อมต่อกับแม่น้ำ ซึ่งไม่มีใครได้เคยพบเห็นมาก่อน มีเธอเป็นคนแรกที่ลุงพามาที่นี่ เดี๋ยวลุงจะพาเธอดูสิ่งแปลกๆในนี้ ในโลกมนุษย์ไม่มี .... เห็นปลาแหวกว่าย เป็นปลาสมัยโบราณ ตัวใหญ่ๆ มีหลายสี (สีขาว, เทา,น้ำตาล,แดง, ฟ้า,ม่วง,เขียว,น้ำเงิน,เหลือง) ซึ่งสูญพันธุ์ไปนานแล้ว นอกจากนั้นยังมีปลาลักษณะคล้ายปลาบึก หลวงปู่บอกว่าปลาพวกนี้ดูแลพระทองคำ ถ้าคนดีมา ปลาก็จะเป็นมิตรไม่ทำร้าย แต่ถ้าคนไหนคิดไม่ดีเข้ามาในนี้ ปลาก็จะทำร้าย ดินแดนแห่งนี้เป็นแดนสนทยา เป็นดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์ หลังจากนั้นหลวงปู่มั่นได้บอกให้อ.เทวฤทธิ์ลองเอามือไปแตะที่องค์พระ อ.ได้แตะที่ฉัตร และที่บ่าขององค์พระ สัมผัสแล้วเย็นมาผมรู้สึกหนาวเย็นไปทั้งตัวเหมือนกับแตะน้ำแข็ง ท่านบอกว่าพระทองคำมาอยู่ที่นี่นานแล้วหลายร้อยปี เป็นพระศิลปะแบบสุโขทัย ท่านไม่ได้บอกที่มาที่ไป ว่าใครเป็นคนสร้าง แต่บอกว่าไม่มีใครพบเห็นมาก่อน สักวันหนึ่ง จะมีผู้ที่มีบุญบารมีมาพบ พระเหล่านี้ก็จะปรากฏให้เห็นอีกครั้ง รู้สึกปลื้มปิติที่ได้มาพบเห็นสิ่งมหัศจรรย์ ณ ที่แห่งนี้ ดูเสร็จแล้ว มาก็มานั่งฝึกปฏิบัติธรรม เป็นเช่นนี้ทุกวัน หลวงปู่มาส่งอ.เข้าร่างตอนหกโมงเป็นประจำทุกวัน ผู้เล่ายังไม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังเลย แม้แต่คนเดียว มาเปิดเผยเรื่องพระทองคำที่นี่เป็นครั้งแรก



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #196 เมื่อ: 22 มิ.ย. 13, 08:40 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

วัดไม่มีระฆัง

วัน ต่อมาหลวงปู่มั่นได้พาผู้เล่าไปดูวัดที่ไม่มีระฆัง แต่มีไม้ห้อยเป็นแผง แขวนลงมาจากบนหลังคา เวลาลมพัด เสียงดัง ป๊อกแป๊ก วัดนี้แปลกมาก ไม่เคยพบเห็นที่ไหนมาก่อน หลวงปู่ให้มองไปที่หน้าต่าง ก็มีไม้เป็นแผงแขวนที่หน้าต่าง แปลกดี เวลาลมพัด เสียงดังไปทั้งวัดเลย สิ่งที่แปลกอีกอย่างอีกอย่างก็คือ เรื่องของเวลา ที่นั่นจะไม่เหมือนกับที่โลกมนุษย์ ที่โลกจะมีมืดมีสว่าง แต่ที่นั่น ไปเมื่อไหร่ ก็สว่างทุกที เวลาแต่ละวันยาวนานกว่าบนโลก เป็นอีกมิติหนึ่ง

หมายเหตุ เป็นไม้เนื้อแข็งสองแผ่นประกบกันยาวประมาณหนึ่งคืบ เรียงเป็นแผง



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #197 เมื่อ: 22 มิ.ย. 13, 08:42 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

พบมนุษย์จิ๋ว ในป่าหิมพานต์

วัน ต่อมาหลวงปู่มั่นบอกว่าจะพาไปที่แห่งหนึ่งในป่าหิมพานต์ ท่านพูดว่าธอจะได้พบกับสิ่งน่ามหัศจรรย์ใจเป็นอย่างมาก แล้วถามว่า รู้จักมนุษย์จิ๋วไหม? อะไรเหรอครับ? คนแคระเหรอครับ ... อ.ถาม ท่านตอบว่าเล็กกว่านั้นอีก แล้วก็พาเดินไปที่ลำธารตื้นๆ แห่งหนึ่งใน แล้วอ. ก็ได้ยินเสียงเรียกว่า คุณครับ....คุณครับ อยู่หลายครั้ง... ก็หันไปมองว่าใครเรียก แต่ก็ไม่เห็นมีใคร ท่านบอกว่า ก็อยู่ข้างเธอนั่นไง....ระวังเหยียบโดนนะ ให้ยืนอยู่เฉยๆ แล้วหลวงปู่ก็หยิบแว่นขยาย ออกมาจากย่าม เอามาให้ส่องดูมนุษย์จิ๋ว ก็เลยมองห็นครอบครัวมนุษย์จิ่ว มี 4 คน มี พ่อ แม่ ลูก 2 คน เป็นชายหนึ่ง หญิงหนึ่ง เลยหยิบมนุษย์จิ๋วมาวางไว้ที่ฝ่ามือทีละคน ผู้ที่เป็นพ่อได้แนะนำลูกๆ และภรรยาให้รู้จัก บอกว่ายินดีที่ได้รู้จัก บอกว่าไม่เคยมีใครมาที่แห่งนี้มาก่อน นอกจากคุณลุงกับท่าน หลังจากนั้นหลวงปู่ก็พาเดินไปส่งที่กระท่อม บ้านของพวกเค้าอยู่เหนือลำธารแห่งนี้ หลังจากถึงบ้านแล้วหยิบมนุษย์จิ่วขึ้นมาอย่างระมัดระวังทีละคนวางลงที่พื้น บ้าน เป็นกระท่อมเล็กมาก กว้าง ยาวประมาณหนึ่งฝ่ามือ หลวงปู่จึงยืนอยู่นอกบ้าน มนุษย์จิ๋วได้ชักชวนให้ดื่มน้ำชาก่อน หลวงปู่มั่นบอกว่าเดี๋ยวจะเกินเวลา และ ก็บอกว่าไม่ต้องหรอก เพราะต้องรีบกลับไปให้ทันเวลาที่โลกมนุษย์ เพื่อส่งลูกไปโรงเรียน หลังจากนันก็บอกลากัน มนุษย์จิ๋วบอกว่ารู้สึกดีใจมากที่ได้พบอ. พูดว่าถ้าท่านอยากมาเยี่ยมอีกก็ส่งจิตบอกให้คุณลุงพามาอีกนะ

หมายเหตุ มนุษย์จิ๋วหน้าตาเหมือนมนุษย์เรานี่แหละ ผิวขาว หน้าตาผ่องใส สูงประมาณ 1-2 ซม. มีอยู่หลายครอบครัวในป่าหิมพานต์ แต่ครอบครัวที่พบอาศัยอยู่ที่ต้นลำธาร



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #198 เมื่อ: 22 มิ.ย. 13, 08:43 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เดินบนสะพานแขวน ชมวัด ชมหมู่บ้าน

อีก วันต่อมาก็ไปพบหลวงปู่มั่น ตอนนั้นยังเรียกท่านว่าคุณลุงเพราะว่าไม่รู้จักหลวงปู่มั่น... คุณลุงบอกว่าจะพาไปที่วัดในป่าแห่งใหม่ มีสะพานแขวนอยู่ข้างบนเดินได้รอบเลย สะพานนี้ยังเชื่อมต่อไปยังหมู่บ้านได้อีก บอกว่าแปลกดีนะครับ คุณลุงบอกว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่โลกมนุษย์ไม่มี แล้วก็พาเดินดูวัด เป็นวัดสมัยโบราณ ชมเสร็จก็เดินต่อออกไปยังหมู่บ้าน ได้เห็นชาวบ้าน แบบชนบท คุณลุงเล่าว่าชาวบ้านได้ช่วยกันสร้างสะพานนี้ขึ้นมา เพราะเคารพรักท่าน และเห็นว่าท่านสำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้ว จะได้เดินสบาย ซึ่งก็เดินได้สบายจริงๆ ไม่โยกเยก เพราะได้ขึงไว้แน่น เดินเห็นชาวบ้านปีนขึ้นเก็บมะพร้าว บ้างก็มาทักทาย ว่าท่านพาใครมา คุณลุงตอบว่าพาญาติสนิทมาเที่ยว ชาวบ้านก็พูดเชื้อเชิญว่า เชิญชมเลยครับ เป็นผลงานของพวกเราเอง



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #199 เมื่อ: 22 มิ.ย. 13, 08:45 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

พบมนุษย์ยักษ์ หน้าตาเหมือนยักษ์วัดแจ้ง เขี้ยวใหญ่ๆ ตาโตๆ

สอง สามวันต่อหลวงปู่มั่นได้พา เข้าไปในป่าแห่งหนึ่ง ในนั้นมีดินแดนของผู้ปฏิบัติธรรมที่สำเร็จเป็นอรหันต์ มาประทับอยู่ที่แห่งนี้ คุณลุงท่านบอกมา และได้พาเดินดูกุฏิของพระอรหันต์ บางรูปก็มีพื้นที่มาก บางรูปก็มีพื้นที่น้อย ขึ้นอยู่กับบุญบารมีของแต่ละรูปที่สั่งสมกันไว้ บริเวณรอบๆ จะมีดอกไม้นานาพรรณ พืชผักสวนครัว และมีการปลูกข้าว ไม่ได้เหมือนกับเมืองมนุษย์เสียทีเดียว ดอกไม้ดูสวยกว่า มีผีเสื้อบินไปบินมา ดูสวยกว่าในโลกมนุษย์ เติมสีสันให้กับที่นี่ อากาศเย็นสบาย สดชื่นอยู่ตลอดเวลา ขณะที่กำลังเดินชมอยู่นั้น ก็มียักษ์ตนหนึ่งปรากฏขึ้นมา ทำเขี้ยวโง้ว ทำหน้ายักษ์ ไม่พอใจใส่คนแปลกหน้า เพราะมีหน้าที่ดูแลสถานที่แห่งนี้ ได้ก้มลงมามอง แล้วถามว่า...ท่านมาทำอะไรที่นี่ หลวงปู่มั่นตอบว่า คนนี้เป็นญาติกัน พามาชมที่นี่ เพื่อที่จะได้นำเรื่องราวในนี้ไปเปิดเผยสู่สาธารณะชนให้ทราบกัน ว่าเป็นอย่างไร

หลังจากนั้นยักษ์ก็ยิ้ม ซึ่งดูน่ารักมาก สำหรับการที่ยักษ์ยิ้มได้ ยักษ์ได้พูดว่า เชิญครับ เชิญท่านดูให้ทั่วเลย ได้เดินชมจนทั่วอาณาบริเวณทั้งวัน เดินเข้าไปในกุฏิทุกหลัง แต่ละหลังจะก็มีพระนั่งหลับตาปฏิบัติธรรมอยู่ นุ่งเสื้อสีขาว กางเกงแพร ทุกองค์ เป็นชุดปฏิบัติธรรม เหมือนกับหลวงปู่มั่นด้วยเช่นเดียวกัน หลังจากนั้นหลวงปู่มั่นก็พามาส่ง...



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #200 เมื่อ: 22 มิ.ย. 13, 08:46 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

มา คราวนี้หลวงปู่มั่นพาวัวเทพมาด้วย และหลวงปู่ได้ขึ้นวัวเทพ เหาะขึ้นไปข้างบนบริเวณสะพานพระราม 9 เห็นตึกรามบ้านช่อง ถนนหนทางอยู่ข้างล่าง แล้วเหาะไปตามแม่น้ำเจ้าพระยา ขึ้นไปทางจังหวัดอยุธยา ในช่วงนั้นเอง มองลงมาก็เห็นคนที่อยู่ข้างล่าง ชี้ขึ้นมา พูดว่าเห็นวัตถุลึกลับหรืออะไรสักอย่างอยู่ข้างบน... จนกระทั่งถึงจ.อยุธยาชมวัดเก่าๆ อยู่ข้างล่างหลายแห่ง แล้วหลวงปู่ก็ถามว่า จะไปดูอบายภูมิไหม? ก็ไปครับ แล้วเหาะทะลุพุ่งลงไปข้างล่าง

ปรากฏ ว่าเห็นคนตายเยอะแยะเลย ส่วนใหญ่เป็นแผลพุพอง เป็นโรคเอดส์ตายกัน พอรู้ว่าจะได้ไปเกิดใหม่ ก็เดินเข้ามาล้อมรอบตัวหลวงปู่ และกันมากมาย หลวงปู่ท่านบอกให้ยกฝ่ามือขึ้นทั้งสองข้างเหมือนท่าน เพื่อปล่อยแสงบุญ แสงบารมี ให้กับคนตาย เพื่อคนตายเหล่านี้จะได้ไปเกิดใหม่ ปรากฏว่าเดินแห่เข้ามาเยอะมาก ที่เดินมานี้ ไม่มีใครใส่เสื้อผ้า มีทั้ง ผู้ชาย ผู้หญิง เป็นเด็กไม่ค่อยมีนัก จึงพูดว่าคนทำบาปกันเยอะมากนะครับลุง แล้วแผ่แสงออกไป ก็หายวับไปเกิดทีละคน ทีละคน จำนวนเป็นหมื่น เป็นแสน แผ่ไปเยอะมาก จนเหนื่อย จึงบอกว่าพอดีกว่า หลังจากนั้นจึงขี่วัวเทพกลับมาเข้าร่าง หลวงปู่มั่นได้มาส่ง....

ใครที่ทำบาปกรรมไว้ ตายไปก็จะอยู่ในนรก เพื่อชดใช้กรรม ขอให้ทำความดีกันมากๆ ครับ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #201 เมื่อ: 22 มิ.ย. 13, 08:47 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ไปดูอุโมงค์ มิติแห่งกาลเวลา

มี อยู่คืนหนึ่งที่ได้ถอดจิตไปพบหลวงปู่มั่น ท่านไปพาไปดูอุโมงค์ลึกลับ ซึ่งมีแสงสว่างส่องออกมาจากอุโมงค์ มองเข้าไปข้างใน จะเป็นลายขดก้นหอย แบบเลขหนึ่งไทย หลวงปู่มั่นท่านบอกว่าเป็นอุโมงค์ข้ามมิติแห่งกาลเวลา ผู้ที่จะไปเกิดใหม่ทุกคน จะต้องเดินทางผ่านอุโมงค์นี้ ส่วนจะแยกไปทางไหน ไปสวรรค์ นรก หรือโลกมนุษย์ จะเกิดเป็นคน หรือเป็นสัตว์ หรืออะไร ก็ขึ้นอยู่กับกรรมที่สร้างไว้

ไปพบเห็นมา จึงอยากนำมาเล่าให้ท่านฟัง ก็ขอฝากให้ทุกท่านทำความดีกันมากๆ เพราะไม่รู้ว่าชาติหน้าจะมีโอกาสเกิดเป็นมนุษย์อีกหรือไม่ เกิดเป็นมนุษย์ก็นับว่าโชคดีมากแล้ว ที่มีโอกาสสั่งสมบุญบารมี จึงไม่อยากให้ท่านประมาทในการดำเนินชีวิต

(ทางช้างเผือกหรือสวรรค์ที่ทุกคนใฝ่ฝันที่จะไปสู่นิพพานครับ)



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #202 เมื่อ: 22 มิ.ย. 13, 08:48 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ท่านใดมีนิมิตที่พบเห็นมาเชิญมาเล่าสู่กันฟังครับ เพื่อจะได้มาปฏิบัติธรรมร่วมกันเพื่อมีสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจและมาทำความดีร่วมกันครับ บางท่านชอบทำหนังสือสวดมนต์ไปวางไว้ตามวัดต่างๆเป็นธรรมทานให้ผู้มาไหว้พระที่วัดนำหนังสือกลับไปสวดมนต์ที่บ้านก็จะได้บุญกุศลสูงสุดครับ นี่คือธรรมทานขั้นสูงสุดตามที่พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ครับ...



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #203 เมื่อ: 23 มิ.ย. 13, 06:59 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

นิมิต
ดวงจิตมีลักษณะกลมใส และล่องลอยได้เหมือนฟองสบู่ สีใส ต่างล่องลอยไปสู่ปายอุโมงค์ หลือท่อ หรือเส้นทาง..
ในระหว่างการเดินทางล่องลอยไป ดวงจิตจะมีการเปลี่ยนแปรได้..เมื่อเกิดมีการเปลี่ยนแปร ดวงจิตจะเกิดแสงสีต่างๆสว่างขึ้น แรงขึ้น..
เช่น กามตัญหา ดวงจิตเกิดกิเลส ตกอยู่ในภาวะความต้องการในราคะ ดวงจิตจะเกิดสีแสงสว่างแรงขึ้นๆแล้วเพ่งไปยังดวงจิตอื่นที่หมายเอาใว้..หากดวงจิตอื่นที่หมายใว้มีจิตปดิภัทรโต้ตอบด้วย ดวงจิตนั้นก็จะเกิดแสงสีแรงขึ้นๆเช่นเดียวกัน..
แล้วเคลื่อนที่มาหากัน แอบอิงกัน กลมกลืนกลายยเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน..
เหมือเราตีไข่ใส่ถ้วยสองฟอง เราจะเห็นว่า มีไข่สองฟอง แล้วคนให้เข้ากัน เลยกลายเป็นไข่รวมกันในถ้วย ไม่มีเค้ารางให้เห็นว่า ไข่สองฟอง..
ดวงจิตทั้งสองกลมกลืนกันแล้ว สีแสงที่เปล่งออกมา ยิ่งแรงกล้าขึ้นเรื่อยๆ จนแตกลูกกระเด็นออกมาอีกเป็นดวงๆ..
อ้อ..นี่เอง ที่ทายาทกำเนิด..
เพราะดวงจิตที่กระเด็นหลุดออกมาจากดวงจิตที่รวมกันนั้น ได้แฝงจิตเข้าใว้ในดวงก่อนสลัดหลุดออกมาแล้ว เคลื่อนไหวได้ด้วย..
อ้อ..รู้แล้ว..ความอยาก ความต้องการ..มันก่อเกิดที่ดวงจิต คิดที่จะเดินทางต่อ ก็ล่องลอยไป ไปด้วยดวงจิตที่ใสสะอาด..ไม่มีสีแสงอันสว่างไสวฉูดฉาดแต่อย่างใด..
ล่องอลยไปสู่จุดหมายได้ในที่สุด..
แต่ในการที่มีจิตที่มีกิเลส มีกามกำหนัด..ดวงจิตจะหยุดล่องลอย หยุดอยู่ประกอบกิเลสในระหว่างทาง..
ก็ให้พิจารณากันด้วยสติและปัญญานะครับ ผมเองไม่มีความต้องการอะไรเลย การโกหกโกไหว้ ผมไม่มี และเรื่องราวที่พิมพ์ขึ้นมาให้อ่านกัน มันเป็นสิ่งที่ผมพบเห็นเอง บางเรื่องได้จำมาบ้าง ได้อ่านมาบ้าง
นิมิต ที่เล่า เป็นเพียงนิมิตอันหยาบๆครับ เป็นนิมิตที่อาจจะทำให้ผมเกิดความหลงครับ..
เมื่อผมรู้แล้ว แต่จะไม่นำเข้าสู่การทำสมาธิครับ..มันจะกลายเป็นชิ้นเนื้อที่ติดฟันครับ..



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #204 เมื่อ: 23 มิ.ย. 13, 07:00 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

นิมิต
ดวงจิตมีลักษณะกลมใส และล่องลอยได้เหมือนฟองสบู่ สีใส ต่างล่องลอยไปสู่ปายอุโมงค์ หลือท่อ หรือเส้นทาง..
ในระหว่างการเดินทางล่องลอยไป ดวงจิตจะมีการเปลี่ยนแปรได้..เมื่อเกิดมีการเปลี่ยนแปร ดวงจิตจะเกิดแสงสีต่างๆสว่างขึ้น แรงขึ้น..
เช่น กามตัญหา ดวงจิตเกิดกิเลส ตกอยู่ในภาวะความต้องการในราคะ ดวงจิตจะเกิดสีแสงสว่างแรงขึ้นๆแล้วเพ่งไปยังดวงจิตอื่นที่หมายเอาใว้..หากดวงจิตอื่นที่หมายใว้มีจิตปดิภัทรโต้ตอบด้วย ดวงจิตนั้นก็จะเกิดแสงสีแรงขึ้นๆเช่นเดียวกัน..
แล้วเคลื่อนที่มาหากัน แอบอิงกัน กลมกลืนกลายยเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน..
เหมือเราตีไข่ใส่ถ้วยสองฟอง เราจะเห็นว่า มีไข่สองฟอง แล้วคนให้เข้ากัน เลยกลายเป็นไข่รวมกันในถ้วย ไม่มีเค้ารางให้เห็นว่า ไข่สองฟอง..
ดวงจิตทั้งสองกลมกลืนกันแล้ว สีแสงที่เปล่งออกมา ยิ่งแรงกล้าขึ้นเรื่อยๆ จนแตกลูกกระเด็นออกมาอีกเป็นดวงๆ..
อ้อ..นี่เอง ที่ทายาทกำเนิด..
เพราะดวงจิตที่กระเด็นหลุดออกมาจากดวงจิตที่รวมกันนั้น ได้แฝงจิตเข้าใว้ในดวงก่อนสลัดหลุดออกมาแล้ว เคลื่อนไหวได้ด้วย..
อ้อ..รู้แล้ว..ความอยาก ความต้องการ..มันก่อเกิดที่ดวงจิต คิดที่จะเดินทางต่อ ก็ล่องลอยไป ไปด้วยดวงจิตที่ใสสะอาด..ไม่มีสีแสงอันสว่างไสวฉูดฉาดแต่อย่างใด..
ล่องอลยไปสู่จุดหมายได้ในที่สุด..
แต่ในการที่มีจิตที่มีกิเลส มีกามกำหนัด..ดวงจิตจะหยุดล่องลอย หยุดอยู่ประกอบกิเลสในระหว่างทาง..
ก็ให้พิจารณากันด้วยสติและปัญญานะครับ ผมเองไม่มีความต้องการอะไรเลย การโกหกโกไหว้ ผมไม่มี และเรื่องราวที่พิมพ์ขึ้นมาให้อ่านกัน มันเป็นสิ่งที่ผมพบเห็นเอง บางเรื่องได้จำมาบ้าง ได้อ่านมาบ้าง
นิมิต ที่เล่า เป็นเพียงนิมิตอันหยาบๆครับ เป็นนิมิตที่อาจจะทำให้ผมเกิดความหลงครับ..
เมื่อผมรู้แล้ว แต่จะไม่นำเข้าสู่การทำสมาธิครับ..มันจะกลายเป็นชิ้นเนื้อที่ติดฟันครับ..



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #205 เมื่อ: 23 มิ.ย. 13, 07:00 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

นิมิต
ดวงจิตมีลักษณะกลมใส และล่องลอยได้เหมือนฟองสบู่ สีใส ต่างล่องลอยไปสู่ปายอุโมงค์ หลือท่อ หรือเส้นทาง..
ในระหว่างการเดินทางล่องลอยไป ดวงจิตจะมีการเปลี่ยนแปรได้..เมื่อเกิดมีการเปลี่ยนแปร ดวงจิตจะเกิดแสงสีต่างๆสว่างขึ้น แรงขึ้น..
เช่น กามตัญหา ดวงจิตเกิดกิเลส ตกอยู่ในภาวะความต้องการในราคะ ดวงจิตจะเกิดสีแสงสว่างแรงขึ้นๆแล้วเพ่งไปยังดวงจิตอื่นที่หมายเอาใว้..หากดวงจิตอื่นที่หมายใว้มีจิตปดิภัทรโต้ตอบด้วย ดวงจิตนั้นก็จะเกิดแสงสีแรงขึ้นๆเช่นเดียวกัน..
แล้วเคลื่อนที่มาหากัน แอบอิงกัน กลมกลืนกลายยเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน..
เหมือเราตีไข่ใส่ถ้วยสองฟอง เราจะเห็นว่า มีไข่สองฟอง แล้วคนให้เข้ากัน เลยกลายเป็นไข่รวมกันในถ้วย ไม่มีเค้ารางให้เห็นว่า ไข่สองฟอง..
ดวงจิตทั้งสองกลมกลืนกันแล้ว สีแสงที่เปล่งออกมา ยิ่งแรงกล้าขึ้นเรื่อยๆ จนแตกลูกกระเด็นออกมาอีกเป็นดวงๆ..
อ้อ..นี่เอง ที่ทายาทกำเนิด..
เพราะดวงจิตที่กระเด็นหลุดออกมาจากดวงจิตที่รวมกันนั้น ได้แฝงจิตเข้าใว้ในดวงก่อนสลัดหลุดออกมาแล้ว เคลื่อนไหวได้ด้วย..
อ้อ..รู้แล้ว..ความอยาก ความต้องการ..มันก่อเกิดที่ดวงจิต คิดที่จะเดินทางต่อ ก็ล่องลอยไป ไปด้วยดวงจิตที่ใสสะอาด..ไม่มีสีแสงอันสว่างไสวฉูดฉาดแต่อย่างใด..
ล่องอลยไปสู่จุดหมายได้ในที่สุด..
แต่ในการที่มีจิตที่มีกิเลส มีกามกำหนัด..ดวงจิตจะหยุดล่องลอย หยุดอยู่ประกอบกิเลสในระหว่างทาง..
ก็ให้พิจารณากันด้วยสติและปัญญานะครับ ผมเองไม่มีความต้องการอะไรเลย การโกหกโกไหว้ ผมไม่มี และเรื่องราวที่พิมพ์ขึ้นมาให้อ่านกัน มันเป็นสิ่งที่ผมพบเห็นเอง บางเรื่องได้จำมาบ้าง ได้อ่านมาบ้าง
นิมิต ที่เล่า เป็นเพียงนิมิตอันหยาบๆครับ เป็นนิมิตที่อาจจะทำให้ผมเกิดความหลงครับ..
เมื่อผมรู้แล้ว แต่จะไม่นำเข้าสู่การทำสมาธิครับ..มันจะกลายเป็นชิ้นเนื้อที่ติดฟันครับ..



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #206 เมื่อ: 23 มิ.ย. 13, 07:01 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ผมยามมีเวลา ก็จะมาเล่าเรื่องราวต่างๆครับ เพราะเห็นว่า กระทู้นี้รันไปได้เรื่อยๆ แสดงให้เห็นว่า สาระที่ผมนำมานี้ มีความหมาย มีคนสนใจ..หรือว่า อาจจะเห็นว่า เป็นเรื่องราวอันไร้สาระ ผมก็ไม่อาจจะต่อว่ากันได้หรอกครับ..
แต่ขอให้เข้าใจสักเรื่องนึงครับ..ด้วยความจริงใจเลยครับ..
ข้อความที่ผมพิมพ์มานี้ มันเป็นเรื่องราวที่ผมพบมาครับ ไม่ต้องการจะหลอกลวง หรือสร้างความเชื่อถืออะไร..
เมื่อได้อ่านความเห็นที่เสนอมานี้ ก็ให้มีวิจารณญาญในการพิจารณากันด้วยปัญญา เป็นเหตุเป็นผล..



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #207 เมื่อ: 23 มิ.ย. 13, 07:01 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ผมยามมีเวลา ก็จะมาเล่าเรื่องราวต่างๆครับ เพราะเห็นว่า กระทู้นี้รันไปได้เรื่อยๆ แสดงให้เห็นว่า สาระที่ผมนำมานี้ มีความหมาย มีคนสนใจ..หรือว่า อาจจะเห็นว่า เป็นเรื่องราวอันไร้สาระ ผมก็ไม่อาจจะต่อว่ากันได้หรอกครับ..
แต่ขอให้เข้าใจสักเรื่องนึงครับ..ด้วยความจริงใจเลยครับ..
ข้อความที่ผมพิมพ์มานี้ มันเป็นเรื่องราวที่ผมพบมาครับ ไม่ต้องการจะหลอกลวง หรือสร้างความเชื่อถืออะไร..
เมื่อได้อ่านความเห็นที่เสนอมานี้ ก็ให้มีวิจารณญาญในการพิจารณากันด้วยปัญญา เป็นเหตุเป็นผล..



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #208 เมื่อ: 23 มิ.ย. 13, 07:02 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ผมยามมีเวลา ก็จะมาเล่าเรื่องราวต่างๆครับ เพราะเห็นว่า กระทู้นี้รันไปได้เรื่อยๆ แสดงให้เห็นว่า สาระที่ผมนำมานี้ มีความหมาย มีคนสนใจ..หรือว่า อาจจะเห็นว่า เป็นเรื่องราวอันไร้สาระ ผมก็ไม่อาจจะต่อว่ากันได้หรอกครับ..
แต่ขอให้เข้าใจสักเรื่องนึงครับ..ด้วยความจริงใจเลยครับ..
ข้อความที่ผมพิมพ์มานี้ มันเป็นเรื่องราวที่ผมพบมาครับ ไม่ต้องการจะหลอกลวง หรือสร้างความเชื่อถืออะไร..
เมื่อได้อ่านความเห็นที่เสนอมานี้ ก็ให้มีวิจารณญาญในการพิจารณากันด้วยปัญญา เป็นเหตุเป็นผล..



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #209 เมื่อ: 23 มิ.ย. 13, 07:03 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เมื่อผมป่วยหนัก..
เมื่อปี41 ผมป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ อาการทรุดลง ไข้สูงมาก ปวดหัว ปวดตามร่างกายอย่างมาก
ผมมีเพื่อนเป็นหมอครับ บ้านก็อยู่ใกล้กันแค่รั้วกั้น..เมื่อเพื่อนทราบว่าผมป่วย จึงเข้าประตูรั้วเข้ามาดูอาการของผม..
เพื่อนของผมพูดว่า เป็นหนักมาก..จะเข้าบ้านไปเอายามาให้กิน..เพื่อนมีคลินิกด้วย..
ก่อนเพื่อนจะกลับไปเอายาที่บ้าน ผมก็บอกแก่พื่อนว่า..ผมแพ้ตัวยา แอสไพริน..ผมกินยานั้นไม่ได้..
แต่ว่า สุ่มเสียงที่ผมเปล่งออกมาจากปาก ก็ดังได้แค่ผมฟังเองรู้เรื่อง คนอื่นฟังไม่เข้าใจ..
เพื่อนกลับเข้ามาอีก ภายในไม่กี่นาที พร้อมยาแก้ปวดลดไข้..
ผมก็บอกครั้ง ว่าผมแพ้แอสไพรินนะ..แต่เพื่อนและภรรยาของผมก็ฟังไม่เข้าใจ เสียงมันอ้อแอ้ คล้ายจะหมดแรง ตายลงให้ได้..
เจ้าประคุณเอ๊ย..ยาที่เขาเอามาให้ผมกิน มันไม่ใช่แอสไพริน แต่มันเป็นยาบูเฟ่ล เป็นตัวยาชนิดเดียวกับแอสไพริน แต่สังเคราะออกมาใหม่ แรงกว่าแอสไพริน..
ผมแพ้ยาอย่างรุนแรงเลยครับ แพ้ในตอนกลางคืน ดึกแล้วด้วย ทุกคนหลับหมด..
ผมแทบตายเลยครับ..แต่ก็ทนจนรุ่งเช้า และแล้ว ร่างกาย แขนขา เนื้อตัว..มีแต่ตุ่มขึ้นแดงเป็นจ้ำๆ..
ภรรยาของผมเป็นครูครับ ต้องไปสอนหนังสือห่างจากบ้านสามสิบกิโลเมตร ไปกลับ ก็หกสิบกิโลเมตรครับ..
ก่อน7มงเช้า ภรรยาของผมต้องออกจากบ้านไปโรงเรียนให้ทันเวลา..
ผมเลยนอนแหงกกระแด่วๆอยู่บ้านเพียงลำพัง..



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #210 เมื่อ: 23 มิ.ย. 13, 07:03 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เมื่อผมป่วยหนัก..
เมื่อปี41 ผมป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ อาการทรุดลง ไข้สูงมาก ปวดหัว ปวดตามร่างกายอย่างมาก
ผมมีเพื่อนเป็นหมอครับ บ้านก็อยู่ใกล้กันแค่รั้วกั้น..เมื่อเพื่อนทราบว่าผมป่วย จึงเข้าประตูรั้วเข้ามาดูอาการของผม..
เพื่อนของผมพูดว่า เป็นหนักมาก..จะเข้าบ้านไปเอายามาให้กิน..เพื่อนมีคลินิกด้วย..
ก่อนเพื่อนจะกลับไปเอายาที่บ้าน ผมก็บอกแก่พื่อนว่า..ผมแพ้ตัวยา แอสไพริน..ผมกินยานั้นไม่ได้..
แต่ว่า สุ่มเสียงที่ผมเปล่งออกมาจากปาก ก็ดังได้แค่ผมฟังเองรู้เรื่อง คนอื่นฟังไม่เข้าใจ..
เพื่อนกลับเข้ามาอีก ภายในไม่กี่นาที พร้อมยาแก้ปวดลดไข้..
ผมก็บอกครั้ง ว่าผมแพ้แอสไพรินนะ..แต่เพื่อนและภรรยาของผมก็ฟังไม่เข้าใจ เสียงมันอ้อแอ้ คล้ายจะหมดแรง ตายลงให้ได้..
เจ้าประคุณเอ๊ย..ยาที่เขาเอามาให้ผมกิน มันไม่ใช่แอสไพริน แต่มันเป็นยาบูเฟ่ล เป็นตัวยาชนิดเดียวกับแอสไพริน แต่สังเคราะออกมาใหม่ แรงกว่าแอสไพริน..
ผมแพ้ยาอย่างรุนแรงเลยครับ แพ้ในตอนกลางคืน ดึกแล้วด้วย ทุกคนหลับหมด..
ผมแทบตายเลยครับ..แต่ก็ทนจนรุ่งเช้า และแล้ว ร่างกาย แขนขา เนื้อตัว..มีแต่ตุ่มขึ้นแดงเป็นจ้ำๆ..
ภรรยาของผมเป็นครูครับ ต้องไปสอนหนังสือห่างจากบ้านสามสิบกิโลเมตร ไปกลับ ก็หกสิบกิโลเมตรครับ..
ก่อน7มงเช้า ภรรยาของผมต้องออกจากบ้านไปโรงเรียนให้ทันเวลา..
ผมเลยนอนแหงกกระแด่วๆอยู่บ้านเพียงลำพัง..



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #211 เมื่อ: 23 มิ.ย. 13, 07:04 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เมื่อผมป่วยหนัก..
เมื่อปี41 ผมป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ อาการทรุดลง ไข้สูงมาก ปวดหัว ปวดตามร่างกายอย่างมาก
ผมมีเพื่อนเป็นหมอครับ บ้านก็อยู่ใกล้กันแค่รั้วกั้น..เมื่อเพื่อนทราบว่าผมป่วย จึงเข้าประตูรั้วเข้ามาดูอาการของผม..
เพื่อนของผมพูดว่า เป็นหนักมาก..จะเข้าบ้านไปเอายามาให้กิน..เพื่อนมีคลินิกด้วย..
ก่อนเพื่อนจะกลับไปเอายาที่บ้าน ผมก็บอกแก่พื่อนว่า..ผมแพ้ตัวยา แอสไพริน..ผมกินยานั้นไม่ได้..
แต่ว่า สุ่มเสียงที่ผมเปล่งออกมาจากปาก ก็ดังได้แค่ผมฟังเองรู้เรื่อง คนอื่นฟังไม่เข้าใจ..
เพื่อนกลับเข้ามาอีก ภายในไม่กี่นาที พร้อมยาแก้ปวดลดไข้..
ผมก็บอกครั้ง ว่าผมแพ้แอสไพรินนะ..แต่เพื่อนและภรรยาของผมก็ฟังไม่เข้าใจ เสียงมันอ้อแอ้ คล้ายจะหมดแรง ตายลงให้ได้..
เจ้าประคุณเอ๊ย..ยาที่เขาเอามาให้ผมกิน มันไม่ใช่แอสไพริน แต่มันเป็นยาบูเฟ่ล เป็นตัวยาชนิดเดียวกับแอสไพริน แต่สังเคราะออกมาใหม่ แรงกว่าแอสไพริน..
ผมแพ้ยาอย่างรุนแรงเลยครับ แพ้ในตอนกลางคืน ดึกแล้วด้วย ทุกคนหลับหมด..
ผมแทบตายเลยครับ..แต่ก็ทนจนรุ่งเช้า และแล้ว ร่างกาย แขนขา เนื้อตัว..มีแต่ตุ่มขึ้นแดงเป็นจ้ำๆ..
ภรรยาของผมเป็นครูครับ ต้องไปสอนหนังสือห่างจากบ้านสามสิบกิโลเมตร ไปกลับ ก็หกสิบกิโลเมตรครับ..
ก่อน7มงเช้า ภรรยาของผมต้องออกจากบ้านไปโรงเรียนให้ทันเวลา..
ผมเลยนอนแหงกกระแด่วๆอยู่บ้านเพียงลำพัง..



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #212 เมื่อ: 23 มิ.ย. 13, 07:05 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ในตอนเย็นหลังเลิกสอนหนังสือของภรรยาของผม เขาก็กลับถึงบ้าน..ในภาพที่ภรรยาเห็นลักษณะร่างกายของผม..เนื้อตัว เต็มไปด้วยเม็ดตุ่มขึ้นเต็มร่างกาย ใบหน้า..
เหมือนคนออกอีสุกอีใสครับ..
ผมก็เคยออกอีสุกอีใสมาแล้วในวัยเด็ก และเป็นหัดเยอรมันในช่วงวัยหนุ่ม..
ไม่น่าจะมาออกอีสุกอีใสอีก..
แต่ภรรยาของผมไม่รีรอ รีบไปชื้อยาซองแผนโบราญมาให้ผมรับประทาน..
เจ้าประคุณเอ้ย..ผมแพ้ยาโบราญที่ภรรยานำมาให้รับประทานอีกเด้งนึงแล้วครับ..ในเนื้อยาที่ภรรยาผมนำมา มันมีตัวยาสเตรอยผสมอยู่ครับ..
ผมเป็นไข้หวัดใหญ่ ผมแพ้ยาในกลุ่มแอสไพริน แล้วผมยังมาเจอตัวยาสเตรอย ที่กดภูมิคุ้มกันในร่างกายให้ต่ำลงมาอีก..
ผมจะตายแล้วครับ..แรงก็หมดไปตั้งนานแล้ว นอนกระแด่วๆอยู่บนที่นอน..ยังมาแพ้ยาโน่น แพ้ยานี่อีกสองเด้ง
ผมคิดว่า ผมคงหมดบุญแล้ว..ร่างกายไม่ไหวแล้ว ปวดกระดูกทุกข้อ ทุกส่วน ส่วนกระดูกสันหลัง กระทั่งกระดูกตามข้อนี้วมือ มันจะหลุดจากกันให้ได้..ปวดทรมานมาก..
เนื่องจากการเกิดตุ่มตามร่างกาย ในลำคอ ในกระพุ้งแก้ม เป็นตุ่มหนอง มีแผลเปลื่อย..กินอาหารไม่ได้ กินน้ำไม่ได้แล้ว
กินน้ำ น้ำก็ขมจนกลืนไม่ลง..
ผมกินข้าว กินน้ำไม่ได้หลายวัน..
3วันสุดท้าย..ผมกินน้ำไม่ได้แล้ว แม้แต่สักกลืนนึง เพื่อให้เข้าไปหล่อเลี้ยงร่างกาย..
น้ำกลืนเดียว ผมก็ไม่มีปัญญาจะกลืนลงไป..
อนิจา..วาสนาผมคงจบสิ้นแล้ว..



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #213 เมื่อ: 23 มิ.ย. 13, 07:05 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ในตอนเย็นหลังเลิกสอนหนังสือของภรรยาของผม เขาก็กลับถึงบ้าน..ในภาพที่ภรรยาเห็นลักษณะร่างกายของผม..เนื้อตัว เต็มไปด้วยเม็ดตุ่มขึ้นเต็มร่างกาย ใบหน้า..
เหมือนคนออกอีสุกอีใสครับ..
ผมก็เคยออกอีสุกอีใสมาแล้วในวัยเด็ก และเป็นหัดเยอรมันในช่วงวัยหนุ่ม..
ไม่น่าจะมาออกอีสุกอีใสอีก..
แต่ภรรยาของผมไม่รีรอ รีบไปชื้อยาซองแผนโบราญมาให้ผมรับประทาน..
เจ้าประคุณเอ้ย..ผมแพ้ยาโบราญที่ภรรยานำมาให้รับประทานอีกเด้งนึงแล้วครับ..ในเนื้อยาที่ภรรยาผมนำมา มันมีตัวยาสเตรอยผสมอยู่ครับ..
ผมเป็นไข้หวัดใหญ่ ผมแพ้ยาในกลุ่มแอสไพริน แล้วผมยังมาเจอตัวยาสเตรอย ที่กดภูมิคุ้มกันในร่างกายให้ต่ำลงมาอีก..
ผมจะตายแล้วครับ..แรงก็หมดไปตั้งนานแล้ว นอนกระแด่วๆอยู่บนที่นอน..ยังมาแพ้ยาโน่น แพ้ยานี่อีกสองเด้ง
ผมคิดว่า ผมคงหมดบุญแล้ว..ร่างกายไม่ไหวแล้ว ปวดกระดูกทุกข้อ ทุกส่วน ส่วนกระดูกสันหลัง กระทั่งกระดูกตามข้อนี้วมือ มันจะหลุดจากกันให้ได้..ปวดทรมานมาก..
เนื่องจากการเกิดตุ่มตามร่างกาย ในลำคอ ในกระพุ้งแก้ม เป็นตุ่มหนอง มีแผลเปลื่อย..กินอาหารไม่ได้ กินน้ำไม่ได้แล้ว
กินน้ำ น้ำก็ขมจนกลืนไม่ลง..
ผมกินข้าว กินน้ำไม่ได้หลายวัน..
3วันสุดท้าย..ผมกินน้ำไม่ได้แล้ว แม้แต่สักกลืนนึง เพื่อให้เข้าไปหล่อเลี้ยงร่างกาย..
น้ำกลืนเดียว ผมก็ไม่มีปัญญาจะกลืนลงไป..
อนิจา..วาสนาผมคงจบสิ้นแล้ว..



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #214 เมื่อ: 23 มิ.ย. 13, 07:06 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ในตอนเย็นหลังเลิกสอนหนังสือของภรรยาของผม เขาก็กลับถึงบ้าน..ในภาพที่ภรรยาเห็นลักษณะร่างกายของผม..เนื้อตัว เต็มไปด้วยเม็ดตุ่มขึ้นเต็มร่างกาย ใบหน้า..
เหมือนคนออกอีสุกอีใสครับ..
ผมก็เคยออกอีสุกอีใสมาแล้วในวัยเด็ก และเป็นหัดเยอรมันในช่วงวัยหนุ่ม..
ไม่น่าจะมาออกอีสุกอีใสอีก..
แต่ภรรยาของผมไม่รีรอ รีบไปชื้อยาซองแผนโบราญมาให้ผมรับประทาน..
เจ้าประคุณเอ้ย..ผมแพ้ยาโบราญที่ภรรยานำมาให้รับประทานอีกเด้งนึงแล้วครับ..ในเนื้อยาที่ภรรยาผมนำมา มันมีตัวยาสเตรอยผสมอยู่ครับ..
ผมเป็นไข้หวัดใหญ่ ผมแพ้ยาในกลุ่มแอสไพริน แล้วผมยังมาเจอตัวยาสเตรอย ที่กดภูมิคุ้มกันในร่างกายให้ต่ำลงมาอีก..
ผมจะตายแล้วครับ..แรงก็หมดไปตั้งนานแล้ว นอนกระแด่วๆอยู่บนที่นอน..ยังมาแพ้ยาโน่น แพ้ยานี่อีกสองเด้ง
ผมคิดว่า ผมคงหมดบุญแล้ว..ร่างกายไม่ไหวแล้ว ปวดกระดูกทุกข้อ ทุกส่วน ส่วนกระดูกสันหลัง กระทั่งกระดูกตามข้อนี้วมือ มันจะหลุดจากกันให้ได้..ปวดทรมานมาก..
เนื่องจากการเกิดตุ่มตามร่างกาย ในลำคอ ในกระพุ้งแก้ม เป็นตุ่มหนอง มีแผลเปลื่อย..กินอาหารไม่ได้ กินน้ำไม่ได้แล้ว
กินน้ำ น้ำก็ขมจนกลืนไม่ลง..
ผมกินข้าว กินน้ำไม่ได้หลายวัน..
3วันสุดท้าย..ผมกินน้ำไม่ได้แล้ว แม้แต่สักกลืนนึง เพื่อให้เข้าไปหล่อเลี้ยงร่างกาย..
น้ำกลืนเดียว ผมก็ไม่มีปัญญาจะกลืนลงไป..
อนิจา..วาสนาผมคงจบสิ้นแล้ว..



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #215 เมื่อ: 23 มิ.ย. 13, 07:09 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ชาวบอร์ดครับ..ผมไม่ไหวแล้วจริงๆ ไม่ใช่ผมอ่อนแอ..ผมแข็งแกร่งมาแต่ไหน แต่ไร แต่การเจ็บป่วย มันสามารถทำให้ผมตกเป็นผู้ใต้อำนาจของมันได้..
ทุกข์ต่างๆ ที่เคยเผชิญมา มันแตกต่างกัน เช่นอาเจียรเป็นเลือด เนื่องจากป่วยเป็นโรคกระเพาะ..ปวดฟัน ขับมอไซค์ฯล้ม แข้งขา เนื้อตัว ก็มีแต่แผล..
มันไม่เหมือนทุกข์ในคราวนั้น คราวล้มป่วย...
ถึงอนิจังหรือยัง..เข้าใจในร่าง ในสังขารหรือยัง..
ผมเบนไปเสียจากธรรม ห่างไปนานเนิน ตอนตัวเองนี่แหละ เกิดเป็นแบบนี้ ป่วยอย่างนี้..
ในขณะเวลานั้น เกือบๆสิบโมงเช้ากระมัง เพราะภรรยาได้ออกจากบ้านไปสอนหนังสือนานเเล้ว
ผมอยู่ในท่านอนหงาย ในใจจก้คิดถึงร่างกายที่ทราณ กระดูกท่อนต่างๆก็ดูเหมือนว่าจะหลุดออกจากกัน..
ผมเอามือประสานอก พนมมือ อธิฐาน อันกุศลที่ได้ประกอบแล้ว ยังกุศลเดิมที่ได้สะสมใว้ ขอให้ข้าพเจ้าได้ตายอย่างสงบด้วยเถิด..
แล้วก็เดินลมหายใจไปตามที่เคยได้ปฏิบัติ..ขอตายอย่างผู้มีพุท โธ..
แล้วหลับตาลงแผ่วๆ..แบบคนพริ้มตาหลับอ่ะครับ..
แล้วก็มารู้สึกตัวอีกครั้ง..
มันไม่ใช่ที่บ้านของผม ผมรู้สึกทันที แต่ก็ยังไม่เคลีย ใจแกว่งแล้วครับ เพราะบริเวณที่ผมยืนอยู่ มันเป็นบริเวณวัดครับ..
ก่อนจะมารู้สึกตัวว่ายืนอยู่ในบริเวณวัด..ผมได้นอนที่บ้าน และภาวนา ขอตายอย่างผู้รู้พุท-โธ
แล้วได้มายืนอยู่ตรงนี้ ในวัด..ใจแกว่งแล้ว..นึกในใจ ผมตายแล้ว..ใจหายแว๊บ..ลูก..คิดถึงลูกขึ้นมาทันที..
พอคิดถึงลูก ลูกทั้งสอง ก็มาวิ่งเล่น วิ่งไล่จับตัวกัน วนรอบๆตัวของผม..

ในขณะนั้น สายตาก็มองไปเห็นคนเดินมาหา เป็นชาย แต่งกายเรียบร้อย เสื้อซาฟารี ซักสะอาดรีดเรียบร้อย แต่ไม่ใช่ชุดใหม่ เป็นชุดเก่า แต่ยังมีสภาพที่ดี
เมื่อเขาเดินมาถึงที่ผมยืนอยู่(ในขณะนั้น ผมยังรู้สึกว่า ลูกของผม ทั้งสองคน ยังวิ่งเล่น วิ่งไล่กันอยู่รอบๆกายผม)
เขาก็ได้พูด พร้อมกับชี้มือไป พูดว่า เขาให้ไปสวดมนต์ เขามาบอกให้ผมไปนั่งสวดมนต์ภาวนา และได้มองตามมือที่เขาชี้ไป..
ที่นั่นเป็นศาลาไม่มีผนัง เป็นพื้นโล่งๆ มีหลังคากันแดดกันฝน..เหมือนศาลาปฏิบัติธรรมทั่วๆไป..
มีผูคนนั่งกันอยู่ในนั้นมากเหมือนกัน นั่งเป็นแถวๆ เสื้อผ้าที่สวมใส่ ส่วนมากเป็นชุดขาว แต่เสื้อผ้าสีอื่น ก็มีคนสวมใส่อยู่บ้าง
ท่านผู้อ่านครับ..เมื่อผมมองไป ผมใจหายแว๊บอย่างแรง อกสะท้อน..แล้วผมก็หันไปพูดกับคนที่มาบชอกว่า ผมสวดมนต์เป็น เด๋วก่อน..ผมขออนุญาติพูดธุระกับลูกก่อน
ผมพูดกับเขาแบบไม่เกรงกลัวอะไร อารมณ์ไม่ดี เพราะเข้าใจว่า ผมตายแล้ว และจะต้องไปถูกกักบริเวณให้นั่งภาวนา..
แล้วผมก็มองหาลูก..ผมหาไม่เจอ หาเท่าไร ก็หาไม่เจอ..ก็เมื่อตะกี้นี้ มันยังวิ่งวนๆรอบกายอยู่ตรงนี้..หาไม่เจอ หาจนอ่อนใจ ถามใครๆเขาก็ไม่พูดด้วย..เจอคนนี้ก็ถามคนนี้ เห็นลูกผมไหม เด็กชายสองคน อะไรๆก็พูดกับเขาไป เพื่อหาลูกให้เจอ
ไม่มีใครพูดด้วยซักคน..มีแต่คนแรกที่มาตามให้ไปสวดมนต์เท่านั้น..แต่ก็หาเขาไม่เจอแล้ว..
ผมมีนิสัยเกเรเป็นทุนเดิมอยู่แล้วครับ นิสัยเดิมๆของผม
ในเมื่อคุยกับใคร ก็ไม่มีใครพูดด้วย..เด๋วรู้กัน จะเรียกคนรับผิดชอบสถานที่ออกมา..
มีผู้หญิงสาวเดินเข้ามาใกล้ๆ ผมก็ใช้มือคว้าหมับไปที่หน้าอกของสาวนั้น เพื่อให้เกิดเรื่อง จะได้มีคนมาพูด และตอบคำถาม..
ท่านผู้อ่านครับ...สาวนั้น ไม่มีทีท่าจะเอาเรื่องเอาราวกับผมเลยครับ ผมจับหน้าอกเต็มมือ(ผมไม่เคยประพฤติอย่างนั้นมาก่อน โปรดเข้าใจ เป็นแค่คนพาลมาก่อน แต่ไม่หยาบคายลามก)
ผมจับหน้าอกสาว แต่สาวก็ไม่มองหน้า ไม่มีอาการของความโกรธ ความไม่พอใจเกิดขึ้นเลย..
ผมเลย จ๋อย..หาเรื่อง เพื่อให้ได้เรื่อง แต่ไม่มีใครเอาเรื่อง..
ลองคิดดูดิ..ไม่มีใครพูดด้วย มันน่าโมโหมั๊ยล่ะ..ที่ก่อเรื่อง ก็เป็นเพราะจะหาคนมาตอบคำถาม ให้พูดด้วยกับผม..จะเอาแค่นั้น..เพราะเข้าใจว่า ตนเองนี้ ไม่มีสิทธิที่จะอยู่กับครัอบครัวอีกแล้ว เลยแกล้งเกเรเสีย..
จันทร์หน้า จะมาเล่าต่อนะครับ ยังเล่าได้อีกครึ่งเรื่อง เรื่องที่ผมผจญมาด้วยตนเองครับ.


(นี่คือประสบการณ์ครั้งนึงของท่าน hello 01 ครับ)



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #216 เมื่อ: 23 มิ.ย. 13, 07:10 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ชาวบอร์ดครับ..ผมไม่ไหวแล้วจริงๆ ไม่ใช่ผมอ่อนแอ..ผมแข็งแกร่งมาแต่ไหน แต่ไร แต่การเจ็บป่วย มันสามารถทำให้ผมตกเป็นผู้ใต้อำนาจของมันได้..
ทุกข์ต่างๆ ที่เคยเผชิญมา มันแตกต่างกัน เช่นอาเจียรเป็นเลือด เนื่องจากป่วยเป็นโรคกระเพาะ..ปวดฟัน ขับมอไซค์ฯล้ม แข้งขา เนื้อตัว ก็มีแต่แผล..
มันไม่เหมือนทุกข์ในคราวนั้น คราวล้มป่วย...
ถึงอนิจังหรือยัง..เข้าใจในร่าง ในสังขารหรือยัง..
ผมเบนไปเสียจากธรรม ห่างไปนานเนิน ตอนตัวเองนี่แหละ เกิดเป็นแบบนี้ ป่วยอย่างนี้..
ในขณะเวลานั้น เกือบๆสิบโมงเช้ากระมัง เพราะภรรยาได้ออกจากบ้านไปสอนหนังสือนานเเล้ว
ผมอยู่ในท่านอนหงาย ในใจจก้คิดถึงร่างกายที่ทราณ กระดูกท่อนต่างๆก็ดูเหมือนว่าจะหลุดออกจากกัน..
ผมเอามือประสานอก พนมมือ อธิฐาน อันกุศลที่ได้ประกอบแล้ว ยังกุศลเดิมที่ได้สะสมใว้ ขอให้ข้าพเจ้าได้ตายอย่างสงบด้วยเถิด..
แล้วก็เดินลมหายใจไปตามที่เคยได้ปฏิบัติ..ขอตายอย่างผู้มีพุท โธ..
แล้วหลับตาลงแผ่วๆ..แบบคนพริ้มตาหลับอ่ะครับ..
แล้วก็มารู้สึกตัวอีกครั้ง..
มันไม่ใช่ที่บ้านของผม ผมรู้สึกทันที แต่ก็ยังไม่เคลีย ใจแกว่งแล้วครับ เพราะบริเวณที่ผมยืนอยู่ มันเป็นบริเวณวัดครับ..
ก่อนจะมารู้สึกตัวว่ายืนอยู่ในบริเวณวัด..ผมได้นอนที่บ้าน และภาวนา ขอตายอย่างผู้รู้พุท-โธ
แล้วได้มายืนอยู่ตรงนี้ ในวัด..ใจแกว่งแล้ว..นึกในใจ ผมตายแล้ว..ใจหายแว๊บ..ลูก..คิดถึงลูกขึ้นมาทันที..
พอคิดถึงลูก ลูกทั้งสอง ก็มาวิ่งเล่น วิ่งไล่จับตัวกัน วนรอบๆตัวของผม..

ในขณะนั้น สายตาก็มองไปเห็นคนเดินมาหา เป็นชาย แต่งกายเรียบร้อย เสื้อซาฟารี ซักสะอาดรีดเรียบร้อย แต่ไม่ใช่ชุดใหม่ เป็นชุดเก่า แต่ยังมีสภาพที่ดี
เมื่อเขาเดินมาถึงที่ผมยืนอยู่(ในขณะนั้น ผมยังรู้สึกว่า ลูกของผม ทั้งสองคน ยังวิ่งเล่น วิ่งไล่กันอยู่รอบๆกายผม)
เขาก็ได้พูด พร้อมกับชี้มือไป พูดว่า เขาให้ไปสวดมนต์ เขามาบอกให้ผมไปนั่งสวดมนต์ภาวนา และได้มองตามมือที่เขาชี้ไป..
ที่นั่นเป็นศาลาไม่มีผนัง เป็นพื้นโล่งๆ มีหลังคากันแดดกันฝน..เหมือนศาลาปฏิบัติธรรมทั่วๆไป..
มีผูคนนั่งกันอยู่ในนั้นมากเหมือนกัน นั่งเป็นแถวๆ เสื้อผ้าที่สวมใส่ ส่วนมากเป็นชุดขาว แต่เสื้อผ้าสีอื่น ก็มีคนสวมใส่อยู่บ้าง
ท่านผู้อ่านครับ..เมื่อผมมองไป ผมใจหายแว๊บอย่างแรง อกสะท้อน..แล้วผมก็หันไปพูดกับคนที่มาบชอกว่า ผมสวดมนต์เป็น เด๋วก่อน..ผมขออนุญาติพูดธุระกับลูกก่อน
ผมพูดกับเขาแบบไม่เกรงกลัวอะไร อารมณ์ไม่ดี เพราะเข้าใจว่า ผมตายแล้ว และจะต้องไปถูกกักบริเวณให้นั่งภาวนา..
แล้วผมก็มองหาลูก..ผมหาไม่เจอ หาเท่าไร ก็หาไม่เจอ..ก็เมื่อตะกี้นี้ มันยังวิ่งวนๆรอบกายอยู่ตรงนี้..หาไม่เจอ หาจนอ่อนใจ ถามใครๆเขาก็ไม่พูดด้วย..เจอคนนี้ก็ถามคนนี้ เห็นลูกผมไหม เด็กชายสองคน อะไรๆก็พูดกับเขาไป เพื่อหาลูกให้เจอ
ไม่มีใครพูดด้วยซักคน..มีแต่คนแรกที่มาตามให้ไปสวดมนต์เท่านั้น..แต่ก็หาเขาไม่เจอแล้ว..
ผมมีนิสัยเกเรเป็นทุนเดิมอยู่แล้วครับ นิสัยเดิมๆของผม
ในเมื่อคุยกับใคร ก็ไม่มีใครพูดด้วย..เด๋วรู้กัน จะเรียกคนรับผิดชอบสถานที่ออกมา..
มีผู้หญิงสาวเดินเข้ามาใกล้ๆ ผมก็ใช้มือคว้าหมับไปที่หน้าอกของสาวนั้น เพื่อให้เกิดเรื่อง จะได้มีคนมาพูด และตอบคำถาม..
ท่านผู้อ่านครับ...สาวนั้น ไม่มีทีท่าจะเอาเรื่องเอาราวกับผมเลยครับ ผมจับหน้าอกเต็มมือ(ผมไม่เคยประพฤติอย่างนั้นมาก่อน โปรดเข้าใจ เป็นแค่คนพาลมาก่อน แต่ไม่หยาบคายลามก)
ผมจับหน้าอกสาว แต่สาวก็ไม่มองหน้า ไม่มีอาการของความโกรธ ความไม่พอใจเกิดขึ้นเลย..
ผมเลย จ๋อย..หาเรื่อง เพื่อให้ได้เรื่อง แต่ไม่มีใครเอาเรื่อง..
ลองคิดดูดิ..ไม่มีใครพูดด้วย มันน่าโมโหมั๊ยล่ะ..ที่ก่อเรื่อง ก็เป็นเพราะจะหาคนมาตอบคำถาม ให้พูดด้วยกับผม..จะเอาแค่นั้น..เพราะเข้าใจว่า ตนเองนี้ ไม่มีสิทธิที่จะอยู่กับครัอบครัวอีกแล้ว เลยแกล้งเกเรเสีย..
จันทร์หน้า จะมาเล่าต่อนะครับ ยังเล่าได้อีกครึ่งเรื่อง เรื่องที่ผมผจญมาด้วยตนเองครับ.

(นี่คือประสบการณ์ครั้งนึงของท่าน hello 01 ครับ)



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #217 เมื่อ: 23 มิ.ย. 13, 07:10 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ชาวบอร์ดครับ..ผมไม่ไหวแล้วจริงๆ ไม่ใช่ผมอ่อนแอ..ผมแข็งแกร่งมาแต่ไหน แต่ไร แต่การเจ็บป่วย มันสามารถทำให้ผมตกเป็นผู้ใต้อำนาจของมันได้..
ทุกข์ต่างๆ ที่เคยเผชิญมา มันแตกต่างกัน เช่นอาเจียรเป็นเลือด เนื่องจากป่วยเป็นโรคกระเพาะ..ปวดฟัน ขับมอไซค์ฯล้ม แข้งขา เนื้อตัว ก็มีแต่แผล..
มันไม่เหมือนทุกข์ในคราวนั้น คราวล้มป่วย...
ถึงอนิจังหรือยัง..เข้าใจในร่าง ในสังขารหรือยัง..
ผมเบนไปเสียจากธรรม ห่างไปนานเนิน ตอนตัวเองนี่แหละ เกิดเป็นแบบนี้ ป่วยอย่างนี้..
ในขณะเวลานั้น เกือบๆสิบโมงเช้ากระมัง เพราะภรรยาได้ออกจากบ้านไปสอนหนังสือนานเเล้ว
ผมอยู่ในท่านอนหงาย ในใจจก้คิดถึงร่างกายที่ทราณ กระดูกท่อนต่างๆก็ดูเหมือนว่าจะหลุดออกจากกัน..
ผมเอามือประสานอก พนมมือ อธิฐาน อันกุศลที่ได้ประกอบแล้ว ยังกุศลเดิมที่ได้สะสมใว้ ขอให้ข้าพเจ้าได้ตายอย่างสงบด้วยเถิด..
แล้วก็เดินลมหายใจไปตามที่เคยได้ปฏิบัติ..ขอตายอย่างผู้มีพุท โธ..
แล้วหลับตาลงแผ่วๆ..แบบคนพริ้มตาหลับอ่ะครับ..
แล้วก็มารู้สึกตัวอีกครั้ง..
มันไม่ใช่ที่บ้านของผม ผมรู้สึกทันที แต่ก็ยังไม่เคลีย ใจแกว่งแล้วครับ เพราะบริเวณที่ผมยืนอยู่ มันเป็นบริเวณวัดครับ..
ก่อนจะมารู้สึกตัวว่ายืนอยู่ในบริเวณวัด..ผมได้นอนที่บ้าน และภาวนา ขอตายอย่างผู้รู้พุท-โธ
แล้วได้มายืนอยู่ตรงนี้ ในวัด..ใจแกว่งแล้ว..นึกในใจ ผมตายแล้ว..ใจหายแว๊บ..ลูก..คิดถึงลูกขึ้นมาทันที..
พอคิดถึงลูก ลูกทั้งสอง ก็มาวิ่งเล่น วิ่งไล่จับตัวกัน วนรอบๆตัวของผม..

ในขณะนั้น สายตาก็มองไปเห็นคนเดินมาหา เป็นชาย แต่งกายเรียบร้อย เสื้อซาฟารี ซักสะอาดรีดเรียบร้อย แต่ไม่ใช่ชุดใหม่ เป็นชุดเก่า แต่ยังมีสภาพที่ดี
เมื่อเขาเดินมาถึงที่ผมยืนอยู่(ในขณะนั้น ผมยังรู้สึกว่า ลูกของผม ทั้งสองคน ยังวิ่งเล่น วิ่งไล่กันอยู่รอบๆกายผม)
เขาก็ได้พูด พร้อมกับชี้มือไป พูดว่า เขาให้ไปสวดมนต์ เขามาบอกให้ผมไปนั่งสวดมนต์ภาวนา และได้มองตามมือที่เขาชี้ไป..
ที่นั่นเป็นศาลาไม่มีผนัง เป็นพื้นโล่งๆ มีหลังคากันแดดกันฝน..เหมือนศาลาปฏิบัติธรรมทั่วๆไป..
มีผูคนนั่งกันอยู่ในนั้นมากเหมือนกัน นั่งเป็นแถวๆ เสื้อผ้าที่สวมใส่ ส่วนมากเป็นชุดขาว แต่เสื้อผ้าสีอื่น ก็มีคนสวมใส่อยู่บ้าง
ท่านผู้อ่านครับ..เมื่อผมมองไป ผมใจหายแว๊บอย่างแรง อกสะท้อน..แล้วผมก็หันไปพูดกับคนที่มาบชอกว่า ผมสวดมนต์เป็น เด๋วก่อน..ผมขออนุญาติพูดธุระกับลูกก่อน
ผมพูดกับเขาแบบไม่เกรงกลัวอะไร อารมณ์ไม่ดี เพราะเข้าใจว่า ผมตายแล้ว และจะต้องไปถูกกักบริเวณให้นั่งภาวนา..
แล้วผมก็มองหาลูก..ผมหาไม่เจอ หาเท่าไร ก็หาไม่เจอ..ก็เมื่อตะกี้นี้ มันยังวิ่งวนๆรอบกายอยู่ตรงนี้..หาไม่เจอ หาจนอ่อนใจ ถามใครๆเขาก็ไม่พูดด้วย..เจอคนนี้ก็ถามคนนี้ เห็นลูกผมไหม เด็กชายสองคน อะไรๆก็พูดกับเขาไป เพื่อหาลูกให้เจอ
ไม่มีใครพูดด้วยซักคน..มีแต่คนแรกที่มาตามให้ไปสวดมนต์เท่านั้น..แต่ก็หาเขาไม่เจอแล้ว..
ผมมีนิสัยเกเรเป็นทุนเดิมอยู่แล้วครับ นิสัยเดิมๆของผม
ในเมื่อคุยกับใคร ก็ไม่มีใครพูดด้วย..เด๋วรู้กัน จะเรียกคนรับผิดชอบสถานที่ออกมา..
มีผู้หญิงสาวเดินเข้ามาใกล้ๆ ผมก็ใช้มือคว้าหมับไปที่หน้าอกของสาวนั้น เพื่อให้เกิดเรื่อง จะได้มีคนมาพูด และตอบคำถาม..
ท่านผู้อ่านครับ...สาวนั้น ไม่มีทีท่าจะเอาเรื่องเอาราวกับผมเลยครับ ผมจับหน้าอกเต็มมือ(ผมไม่เคยประพฤติอย่างนั้นมาก่อน โปรดเข้าใจ เป็นแค่คนพาลมาก่อน แต่ไม่หยาบคายลามก)
ผมจับหน้าอกสาว แต่สาวก็ไม่มองหน้า ไม่มีอาการของความโกรธ ความไม่พอใจเกิดขึ้นเลย..
ผมเลย จ๋อย..หาเรื่อง เพื่อให้ได้เรื่อง แต่ไม่มีใครเอาเรื่อง..
ลองคิดดูดิ..ไม่มีใครพูดด้วย มันน่าโมโหมั๊ยล่ะ..ที่ก่อเรื่อง ก็เป็นเพราะจะหาคนมาตอบคำถาม ให้พูดด้วยกับผม..จะเอาแค่นั้น..เพราะเข้าใจว่า ตนเองนี้ ไม่มีสิทธิที่จะอยู่กับครัอบครัวอีกแล้ว เลยแกล้งเกเรเสีย..
จันทร์หน้า จะมาเล่าต่อนะครับ ยังเล่าได้อีกครึ่งเรื่อง เรื่องที่ผมผจญมาด้วยตนเองครับ.

(นี่คือประสบการณ์ครั้งนึงของท่าน hello 01 ครับ)



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #218 เมื่อ: 23 มิ.ย. 13, 07:12 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

คุณจะนำประสบการณ์ที่ผมพบออกมาเผยแผ่ ผมก็คิดว่าดีครับ มีโอกาสก็จะมาเล่าสู่กันฟังครับ จะได้ช่วยเหลือคนที่อยากนั่งสมาธิและอยากปฏิบัติได้ทราบในด้านพื้นฐานให้แน่นขึ้นครับ..



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #219 เมื่อ: 23 มิ.ย. 13, 07:14 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

คุณจะนำประสบการณ์ที่ผมพบออกมาเผยแผ่ ผมก็คิดว่าดีครับ มีโอกาสก็จะมาเล่าสู่กันฟังครับ จะได้ช่วยเหลือคนที่อยากนั่งสมาธิและอยากปฏิบัติได้ทราบในด้านพื้นฐานให้แน่นขึ้นครับ..

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #220 เมื่อ: 23 มิ.ย. 13, 07:14 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

คุณจะนำประสบการณ์ที่ผมพบออกมาเผยแผ่ ผมก็คิดว่าดีครับ มีโอกาสก็จะมาเล่าสู่กันฟังครับ จะได้ช่วยเหลือคนที่อยากนั่งสมาธิและอยากปฏิบัติได้ทราบในด้านพื้นฐานให้แน่นขึ้นครับ..



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #221 เมื่อ: 23 มิ.ย. 13, 09:22 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

พระราชพรหมยาน (วีระ ถาวโร) " หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ"


พระราชพรหมยาน
(วีระ ถาวโร)
หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ

เกิด 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2459
อุปสมบท 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2479
มรณภาพ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2535
พรรษา 56
อายุ 76
วัด วัดจันทาราม (ท่าซุง)
จังหวัด อุทัยธานี
สังกัด มหานิกาย
วุฒิการศึกษา ป.ธ.4, น.ธ.เอก
ตำแหน่ง
ทางคณะสงฆ์ เจ้าอาวาสวัดจันทาราม (ท่าซุง)



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #222 เมื่อ: 23 มิ.ย. 13, 09:25 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

นั่งสมาธิอายุยืนจริงหรือ โดย หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม โดยอ.เทวฤทธิ์ อยู่สุนทร




หนังสือกฎแห่งกรรม เล่ม ๗

ประโยชน์ของการนั่งสมาธิ การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานมีมากมาย เป็นที่น่ายินดีว่าได้มีการศึกษาวิจัยที่น่าเชื่อถือได้ ลองพิจารณาบทความเรื่อง “ชีวิตก้าวหน้า” ของนิวตรอน ดังต่อไปนี้

พิสูจน์ได้แล้ว การทำสมาธิ ทำจิตใจให้ว่าง เป็นยาอายุวัฒนะ ทำให้ยังคงดูหนุ่มสาว ชั่วแต่เพียงทำให้ได้วันละแค่ ๒๐ นาทีเท่านั้น

รายงานการศึกษาอันน่าตื่นใจ เปิดเผยในวารสารเวชศาสตร์พฤติกรรม เล่มใหม่ กล่าวว่า ผู้ทำสมาธิจะมีปริมาณฮอร์โมนอายุยืนในร่างกาย มากเท่ากับผู้ที่หนุ่มสาวกว่าตั้ง ๕ - ๑๐ ปี พร้อมกับสอนว่าเพียงแค่หาที่นั่งสมาธิตามมุมสงบ จะนั่งเก้าอี้หรือนั่งกับพื้นก็ได้ ปล่อยตัวตามสบาย นั่งหลังตั้งตรง แล้วทำจิตใจให้ว่างเท่านั้น

“การนั่งสมาธิทำให้เรารู้จักชีวิต มีขันติ และจิตใจสบาย” หมอเจย์ แกลเซอร์ ที่ศูนย์สาธารณสุข ที่เมืองแลงคาสเตอร์ รัฐแมสซาจูเส็ตต์ กล่าวและบอกว่า “ความแก่ชรานี้ก็ไม่ใช่อะไรอื่น มันก็คือความเครียดที่ฝังสะสมอยู่มานานนั่นเอง” การศึกษาคุณประโยชน์ของการทำสมาธิครั้งนี้ ได้ทำกับผู้นั่งสมาธิ ๔๒๓ คน เปรียบเทียบกับผู้ที่ไม่ได้นั่งสมาธิ วัยตั้งแต่ ๒๐ ถึง ๘๐ ปี จำนวน ๑,๕๒๕ คน

ก่อนหน้านี้ แพทย์และผู้เชี่ยวชาญคนอื่น อย่างเช่น แพทย์ใหญ่เบอรนี่ ฟอร์เมอร์ ศาสตราจารย์แพทย์ มหาวิทยาลัยเยลของอเมริกา ก็บอกอย่างเชื่อมั่นว่า การทำสมาธิสามารถป้องกัน และแม้แต่รักษาโรคอย่างข้ออักเสบและมะเร็งให้หายได้ และยังได้เผยว่า ในประเทศฮอลแลนด์ได้มีการศึกษาพบว่าผู้ทำสมาธิจะเจ็บไข้ได้ป่วยน้อยกว่าธรรมดาตั้งครึ่ง มีเอกสารเรื่องของคนที่ใช้พลังจิตพิชิตโรคมะเร็ง และโรคหัวใจ เอาชนะโรคที่ทำให้พิกลพิการอย่างโรคข้ออักเสบ ให้กลับมีชีวิตอย่างแข็งแรงได้ อยู่ตั้งมากมายหลายราย



......................................................................

เครดิต ลานธรรมจักร



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #223 เมื่อ: 23 มิ.ย. 13, 09:27 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

พระราชพรหมยาน (วีระ ถาวโร) หรือที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่า หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ เป็นพระภิกษุในพุทธศาสนานิกายเถรวาทฝ่ายมหานิกาย เจ้าอาวาสวัดท่าซุง (วัดจันทาราม) จังหวัดอุทัยธานี มีชื่อเสียงในด้านการบำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐานจนได้วิชามโนยิทธิ (ฤทธิ์ทางใจ) หลังการมรณภาพ สังขารร่างกายของท่านมิได้เน่าเปื่อยอย่างศพของคนทั่วไป และได้มีการเก็บรักษาไว้ที่วัดท่าซุงจนถึงปัจจุบันนี้


ปฐมวัย [แก้]
พระราชพรหมยาน (วีระ ถาวโร) เกิดเมื่อวันเสาร์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2459 ตรงกับวันขึ้น 9 ค่ำ เดือน 8 ปีมะโรง ที่ตำบลสาลี อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี ในครอบครัวของชาวนาซึ่งมีฐานะค่อนข้างดี บิดาชื่อ นายควง สังข์สุวรรณ มารดาชื่อนางสมบุญ สังข์สุวรรณ ท่านเป็นบุตรคนที่ 3 จากพี่น้องร่วมบิดามารดาจำนวน 5 คน ดังนี้
นายวงษ์ สังข์สุวรรณ (ถึงแก่กรรมเมื่อ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2513)
นางสำเภา ยาหอมทอง
พระราชพรหมยาน (วีระ ถาวโร)
พระครูพิศาลวุฒิธรรม (พระมหาเวก อกฺกวํโส)
ด.ญ. อุบล สังข์สุวรรณ ถึงแก่กรรมตั้งแต่อายุ 4 ขวบ
ก่อนที่พระราชพรหมยานจะเกิดนั้น มารดาของท่านฝันว่า เห็นพรหมมีสีเหลืองเป็นทองคำเหมือนพระพุทธรูป นอนลอยไปในอากาศ มีเพชรประดับแพรวพราวทั้งตัว เข้าทางหัวจั่วด้านทิศเหนือ เข้ามานั่งที่ตักท่าน มารดาก็กอดไว้ แล้วก็หายเข้าไปในกาย เมื่อเกิดมาใหม่ ๆ หลวงพ่อเล็ก เกสโร ซึ่งมีฐานะเป็นลุง ได้กล่าวว่า เจ้าเด็กคนนี้มาจากพรหม ดังนั้นจึงให้ชื่อว่า "พรหม" และต่อมาภายหลัง คนที่จดสำมะโนครัวเขามาเปลี่ยนชื่อให้เป็น "สังเวียน" ท่านยายกับชาวบ้านเรียกว่า "เล็ก" ส่วนท่านมารดาและพี่ๆ น้องๆ เรียกว่า "พ่อกลาง"
พ.ศ. 2466 อายุ 7 ขวบ เข้าเรียนหนังสือที่โรงเรียนประชาบาลวัดบางนมโค อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จนจบชั้นประถมปีที่ 3 พ.ศ. 2474 อายุ 15 ปี อาศัยกับท่านยายที่บ้านหน้าวัดเรไร อำเภอตลิ่งชัน จังหวัดธนบุรี ได้ศึกษาวิชาแพทย์แผนโบราณ พ.ศ. 2478 อายุ 19 ปี เข้าทำงานเป็นเภสัชกรทหาร สังกัดกรมการแพทย์ทหารเรือ (ปัจจุบันคือโรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า)
อุปสมบท [แก้]
พ.ศ. 2479 อายุ 20 ปี อุปสมบทเป็นภิกษุเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2479 เวลา 13.00 นาฬิกา ที่วัดบางนมโค อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมีพระครูรัตนาภิรมย์ เป็นพระอุปัชฌาย์, พระครูวิหารกิจจานุการ (ปาน โสนันโท) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และ พระอาจารย์เล็ก เกสโร เป็นพระอนุสาวนาจารย์
คำสั่งพระอุปัชฌาย์ ขณะเข้าบวช หลวงพ่อปาน ท่านบอกท่านอุปัชฌาย์ว่า เจ้านี่หัวแข็งมาก ต้องเสกด้วยตะพดหนักหน่อย ท่านอุปัชฌาย์ท่านเป็นพระทรงธรรมเหมือนหลวงพ่อ (ปาน) หลวงพ่อเล็กก็เหมือนกัน ท่านอุปัชฌาย์ท่านยิ้มแล้วท่านพูดว่า "3 องค์นี้ไม่สึก อีกองค์ต้องสึกเพราะมีลูก เมื่อจะสึกไม่ต้องเสียดายนะลูก เกษียณแล้วบวชใหม่มีผลสมบูรณ์เหมือนกัน 2 องค์นี้พอครบ 10 พรรษาต้องเข้าป่า เมื่อเข้าป่าแล้วห้ามออกมายุ่งกับชาวบ้านจนกว่าจะตาย จะพาพระและชาวบ้านที่อวดรู้ตกนรก จงไปตามทางของเธอ ท่านปานช่วยสอนวิชาเข้าป่าให้หนักหน่อย ท่านองค์นี้ (หมายถึงฉัน) จงเข้าป่าไปกับเขา แต่ห้ามอยู่ในป่าเป็นวัตร เพราะเธอมีบริวารมาก ต้องอยู่สอนบริวารจนตาย พอครบ 20 พรรษาจงออกจากสำนักเดิม เธอจะได้ดี จงไปตามทางของเธอ ฉันบวชพระมามากแล้วไม่อิ่มใจเท่าบวชพวกเธอ"



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #224 เมื่อ: 23 มิ.ย. 13, 09:29 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

การแสวงหาและการปฏิบัติธรรม [แก้]
พ.ศ. 2480 อายุ 21 ปี สอบได้นักธรรมตรี
พ.ศ. 2481 อายุ 22 ปี สอบได้นักธรรมโท
พ.ศ. 2482 อายุ 23 ปี สอบได้ นักธรรมเอก
ระหว่างพรรษาที่ 1 - 4
- เรียนอภิญญา
- ธุดงค์ป่าช้า, ป่าศรีประจันต์, พระพุทธบาท, พระพุทธฉาย, เขาวงพระจันทร์ , เขาชอนเดื่อ, ตาคลี จังหวัดนครสวรรค์, ดงพระยาเย็น, ภูกระดึง, พระแท่นดงรัง ฯลฯ
- ศึกษาวิปัสสนา
ระหว่างปี พ.ศ. 2480-2483 ได้ศึกษาพระกรรมฐาน จากครูบาอาจารย์หลายท่าน อาทิเช่นหลวงพ่อปาน โสนันโท วัดบางนมโค, หลวงพ่อจง พุทธสโร วัดหน้าต่างนอก, พระอาจารย์เล็ก เกสโร วัดบางนมโค, พระครูรัตนาภิรมย์ วัดบ้านแพน], พระครูอุดมสมาจารย์ วัดน้ำเต้า, หลวงพ่อสุ่น วัดบางปลาหมอ, หลวงพ่อเนียม วัดน้อย, หลวงพ่อโหน่ง วัดอัมพวัน (วัดคลองมะดัน) และหลวงพ่อเรื่อง วัดใหม่พิณสุวรรณ
พ.ศ. 2483 อายุ 24 ปี เข้ามาจำพรรษาที่วัดช่างเหล็ก อำเภอตลิ่งชัน ธนบุรี เพื่อเรียนบาลี จากนั้นย้ายมาอยู่ที่วัดอนงคารามในช่วงออกพรรษาในสมัยสมเด็จพระพุฒาจารย์ (นวม) อยู่วัดช่างเหล็กในช่วงเข้าพรรษา ระหว่างนี้ได้ศึกษาเพิ่มเติมกรรมฐานกับหลวงพ่อสด วัดปากน้ำภาษีเจริญ และพบพระสุปฏิปันโนอีกมาก เช่น สมเด็จพระสังฆราช (อยู่ ญาโณทัย) เป็นต้น
พ.ศ. 2486 อายุ 27 ปี สอบได้เปรียญธรรม 3 ประโยค เปลี่ยนชื่อเป็น "พระมหาวีระ" เพื่อไม่ให้คล้ายกับ พระมหาสำเนียง ที่อยู่วัดช่างเหล็ก ที่เดียวกัน
พ.ศ. 2488 อายุ 29 ปี สอบได้เปรียญธรรม 4 ประโยค ย้ายมาอยู่วัดประยูรวงศาวาส ได้เป็นรองเจ้าคณะ 4 วัดประยูรวงศาวาส และฝึกหัดการเป็นนักเทศน์
พ.ศ. 2492 อายุ 33 ปี จำพรรษาที่วัดลาวทอง จังหวัดสุพรรณบุรี
พ.ศ. 2494 อายุ 35 ปี จึงกลับไปอยู่วัดบางนมโค จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นเจ้าอาวาสวัดบางนมโค
พ.ศ. 2500 อายุ 41 ปี อาพาธหนักเข้าโรงพยาบาลกรมแพทย์ทหารเรือ
พ.ศ. 2502 อายุ 43 ปี พักฟื้นที่วัดชิโนรสาราม กรุงเทพมหานคร จากนั้นจึงได้ย้ายไปอยู่วัดโพธิ์ภาวนาราม อำเภอเมือง จังหวัดชัยนาท ซึ่งขณะนั้นยังเป็นสำนักสงฆ์ ได้ลูกศิษย์รุ่นแรก 6 คน
พ.ศ. 2505 อายุ 46 ปี ไปจำพรรษาที่วัดพรวน อำเภอเมือง จังหวัดชัยนาทเป็นเวลา 1 พรรษา
พ.ศ. 2506 อายุ 47 ปี กลับมาจำพรรษาที่วัดโพธิ์ภาวนาราม พอกลางเดือนมิถุนายน ก็ได้ลาพุทธภูมิ
พ.ศ. 2508 อายุ 49 ปี จำพรรษาที่วัดปากคลองมะขามเฒ่า ตำบลมะขามเฒ่า อำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท แล้วเริ่มไป - กลับวัดสะพาน อำเภอเมือง จังหวัดชัยนาท เพื่อสอนพระกรรมฐาน
พ.ศ. 2510 อายุ 51 ปี ได้สอนวิชามโนมยิทธิ แล้วจึงจำพรรษาที่วัดสะพาน อำเภอเมือง จังหวัดชัยนาท
เป็นเจ้าอาวาสวัดท่าซุง



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า

หน้า: 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 ... 16

 
ตอบ
ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:   Go
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม