Sanook.commenu

ดูดวง ดวงความรัก ทํานายฝัน เซียมซี กราฟชีวิต ไพ่ยิปซี เกมทายใจ เรื่องผี พระเครื่อง ดูทีวี ฟังเพลง ฟังหวยออนไลน์

Sanook! Horoscope

เมนู

หน้า: 1 ... 9 10 11 12 13 14 15 16

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: สาระธรรมกับ destinygoal  (อ่าน 23456 ครั้ง)
add
เรทกระทู้
« ตอบ #675 เมื่อ: 29 ก.ค. 13, 16:44 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 

รูปแบบธรรมกายที่สร้างขึ้นมา นั้นสื่อถึงอะไร จะเป็นโบส์หรือเจดีย์หรือเป็นอะไร แต่มีรูปแบบคล้ายจานบินครับก็สร้างมาจากจินตนาการได้เช่นกันครับ..หากทุกท่านฝึกพลังจิตถึงขั้นสูงสุดก็จะสามารถยกวัตถุให้เคลื่อนที่ได้ครับ หากถึงตอนนั้นคงอีกนานที่ทุกคนจะมีพลังจิตที่จะสามารถยกขึ้นได้ครับ...



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #676 เมื่อ: 29 ก.ค. 13, 17:09 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ท่านหลวงพ่อธัมชัยโย เคยเชิญผมไปพบท่านถึง 2 หน อยากเชิญให้เข้าไปร่วมงานกับท่านตอนนั้นไปพบท่านที่ม.เกษตร บางเขน เห็นโบส์ท่านแล้วแปลกใจว่าเป็นวัดหรือโบส์คริตส์ เพราะโบส์ถ์ทาสีขาวไม่เหมือนวัดไทย ท่านเชิญมาคุยกันร่วมชั่วโมง
ตอนนั้นประมาณ 1 ทุ่มน่าจะได้ ก็คุยแลกเปลี่ยนทรรศนะกันครับ ท่านบอกว่าอยากให้มาบวชและเป็นเลขาให้ท่าน อยากให้มาร่วมงานกัน ผมก็ได้ปฏิเสธท่านไปอย่างนุ่มนวล ว่ายังไม่พร้อม อายุยังน้อยอยู่ ต้องทำงานทางโลกก่อนครับ ผมคงไม่มีเวลามาทางสายธรรมะอย่างเต็มตัวได้ครับ ท่านเชิญมาพบ 2 ครั้ง ผมก็ปฏิเสธไปทั้งสองครั้งครับ ขณะนั้นธรรมกายยังเล็กๆอยู่ครับไม่นึกว่าจะมีธรรมกายที่ยิ่งใหญ่ในวันนี้ได้ ก็ด้วยความสามารถของท่านและลูกศิษย์ของท่านทุกคนที่ทุ่มเทจิตใจให้มากมายขนาดนี้ครับ ..ท่านก็เดินตามสายธรรมของพระพุทธเจ้าในทางปฏิบัติภาวนาในทางที่ถูกก็จะมีสายธรรมตามมาอีกมากมายแต่ถ้าหากฝึกปฏบัติในทางตรงข้ามสายธรรมของท่านก็จะลดน้อยถอยลงครับ เช่นการเดินธุดงค์ในกรุงเทพมหานคร ที่สร้างความเดือดร้อนให้กับชาวกทม.ในถนนสายต่างๆ ผมเคยขับรถไปในเส้นทางที่ธุดงค์ รถติดร่วม 2 ชั่วโมงเพราะมีรถทัวส์จอดเป็นขบวนยาวเป็นกิโลและจะมีผู้นุ่งขาวห่มขาววิ่งลงจากรถเพื่อไปอยู่ตามริมถนนสายต่างๆ และเกิดอุบัติเหตุกันมากมายครับ จึงอยากให้ท่านพาลูกศิษย์ไปเดินธุดงค์ในชนบทก็จะดีกว่าจะมีผู้คนกล่าวสสรเสริญท่านตลอดไปครับ...



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #677 เมื่อ: 29 ก.ค. 13, 17:25 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ตามสายพระป่าของหลวงพ่อสด หรือหลวงปู่มั่น ครับให้เดินธุดงค์ในชนบทแทนครับ ท่านก็จะได้รับคำสรรเสริญจากชาวบ้านได้มากขึ้นผมเป็นเพียงกระจกเงาสะท้อนให้ท่านทราบว่ามีปัญหาอะไรที่เกิดขึ้นครับ ด้วยความรักความระลึกถึงท่านตลอดมา 20 กว่าปีครับ และได้มาทำงานสายธรรมเพื่อให้ความรู้กับสมาชิกและท่านผู้อ่านในบอรด์สนุกแห่งนี้ครับ ขอให้ได้รับส่วนบุญกุศลร่วมกันทุกๆท่านครับ...



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #678 เมื่อ: 29 ก.ค. 13, 17:29 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ตามสายพระป่าของหลวงพ่อสด หรือหลวงปู่มั่น ครับให้เดินธุดงค์ในชนบทแทนครับ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #679 เมื่อ: 29 ก.ค. 13, 17:31 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ตามสายพระป่าของหลวงพ่อสด หรือหลวงปู่มั่น ครับให้เดินธุดงค์ในชนบทแทนครับ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #680 เมื่อ: 30 ก.ค. 13, 13:38 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

"อย่าเป็นอะไรเลย"


พระโพธิญาณเถร

(หลวงพ่อชา สุภัทโท)

วัดหนองป่าพง จ.อุบลราชธานี



หลายปีที่แล้วมา หลวงพ่อชา ลงไปเยี่ยมวัดชิตเฮิร์สท์ที่อังกฤษ
มีอุบาสกคนหนึ่งที่เคยศึกษาธรรมะฝ่ายมหายาน
มาถามหลวงพ่อชา เรื่องการปฏิบัติว่า

“คนที่ปฏิบัติเพื่อเป็นอรหันต์ กับคนปฏิบัติเพื่อเป็นพระโพธิสัตว์
อันไหนจะดีกว่ากัน อันไหนสูงกว่ากัน”

• โ ย ม :

ท่านเป็นพระอรหันต์หรือเปล่าคะ?

• ห ล ว ง พ่ อ ช า :



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #681 เมื่อ: 30 ก.ค. 13, 14:12 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

• ห ล ว ง พ่ อ ช า :

ต้นไม้ผลิดอกออกผล
มีนกมาเกาะกิ่งไม้แล้วจิกกินผลไม้นั้นจะหวานหรือเปรี้ยว
เป็นเรื่องของของนกที่จะรู้ได้ แต่ต้นไม้ไม่รู้อะไรเลย

อย่าเป็นพระพุทธเจ้าเลย

อย่าเป็นอรหันต์

อย่าเป็นพระโพธิสัตว์

อย่าเป็นอะไรเลย

เป็นอะไรแล้วก็ต้องเป็นทุกข์ทันที”

คืออย่าเป็นคนดี อย่าไปถึงระดับนั้น
เป็นคน อย่าเป็นคนดี

ถ้าเป็นคนดีแล้วต้องรำคาญคนไม่ดี

ทุกวันนี้คนที่ไม่ดีมากกว่าคนดีเยอะ
ไปที่ไหนก็กลุ้มใจ มีแต่ความไม่พอใจ

เหมือนกับคนที่สูบบุหรี่เลิกแล้วดูคนอื่นสูบ
ก็ไปเทศน์ให้เขาฟัง นี่เรียกว่าติดดี

ท่านไม่ให้ติด แม้จะเป็นความดีท่านก็ไม่ให้เราติด
เพราะว่าความติดเป็นทุกข์ สร้างความทุกข์ใจ

http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=18115


เครดิต โพสจัง



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #682 เมื่อ: 30 ก.ค. 13, 14:16 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

พลังจิต
จิต เป็นนามธรรม เป็นสภาพรู้ธาตุรู้...เป็นใหญ่เป็นประธาน ในการรู้แจ้งอารมณ์ต่าง ๆ ที่ปรากฏทางทวารทั้ง ๖....จิตสั่งสมสันดานตน....ชื่อว่า "จิต" เพราะเป็นธรรมชาติที่วิจิตร....การกระทำทุกอย่างสำเร็จได้ด้วยความวิจิตรของจิต...จิตเกิดดับสืบต่ออย่างรวดเร็ว....จิตเป็นอนัตตา....จิตเป็นสภาพธรรมะที่เกิดขึ้นเพราะว่ามีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง....จิตที่ได้รับการฝึกอบรมเจริญสมาธิ (สัมมาสมาธิ) อยู่เนื่อง ๆ ย่อมเป็นจิตที่มีพลังควรแก่การงานทั้งปวง...........



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #683 เมื่อ: 30 ก.ค. 13, 14:18 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

พลังจิตคืออะไร


พลังจิต (Gsychergy) หมายถึง คลื่นความถี่ของพลังงานความคิด (Pranic Energy) ซึ่งเป็นพลังงานไฟฟ้าบวก (Proton) ไฟฟ้าลบ (Electron) ที่เกิดจากต่อมไพเนียล (Pineal Gland) ที่สมองตอนบน เมื่อบุคคลคิดต่อมนี้ จะสร้างคลื่นความถี่ของความคิดขึ้น คลื่นนี้อาจจะมีมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับ ขบวนการ ทางความคิด (Thinking Process) นั้น คลื่นนี้จะลอยอยู่รอบๆ ตัวผู้คิด เมื่อคิดถึงใคร คลื่นนั้นจะพุ่งตรงไปยัง ต่อมสร้างความคิดของผู้รับนั้น ถ้าผู้รับรับคลื่นความคิดนั้นได้ จะเกิดความคิดเช่นนั้นทันที เรียกว่า เกิดการรับรู้ความคิดของผู้อื่นได้

บุคคลที่มีพลังจิตสูง
บุคคลที่มี พลังจิต สูงคือ บุคคลที่มีสมาธิดี เช่น มีสมาธิอยู่ในขั้นกลางที่เรียกว่า อุปจารสมาธิ และสมาธิขั้นสูงที่เรียกว่า อัปปนาสมาธิ

การทำงานของ พลังจิต

จิตจะทำงานได้ จิตต้องมีเครื่องมือคือ ร่างกายที่เป็นอยู่ของจิต จิตจึงแสดงผลออกมาให้เห็นได้ ส่วนของมันสมอง มีหน้าที่รับคำสั่ง ของจิตคือ ต่อมใพเนียล (Pinial Gland) ซึ่งเป็นต่อมเล็กๆสีแดงอมเทา รูปกรวย เป็นส่วนประกอบของปลายประสาท ต่อมนี้ อยู่ใน ส่วนกลางตอนบนของมันสมอง เมื่อ ต่อมไพเนียล รับคำสั่งของจิตต่อมนี้ จะสร้างเป็นคลื่นความถี่ออกมา คลื่นความถี่ จะมาก หรือน้อย ขึ้นอยู่กับความคิดนั้น และจะลอยอยู่รอบๆตัวผู้คิด และคลื่นความถี่นี้ จะวิ่งไปตามประสาทต่างๆ ทั่งร่างกาย เพื่อควบคุมการทำงานของอวัยวะนั้นๆ พลังงานไฟฟ้าที่ควบคุมอวัยวะต่างๆ จะมีกระแสความถี่ต่างกัน ตามหน้าที่ของอวัยวะ และคนนั้นๆ อีกด้วย เช่น Electron และ Protron ที่ควบคุมการทำงานของ เซลล์เนื้อเยื่อของอวัยวะ ต่างๆ ทำให้มีการสร้าง และการทำลายของเซลล์ได้ตามปกติ เช่น ทำลายไป 10 เซลล์ก็จะสร้างขึ้นมาทดแทนเช่นเดิม อวัยวะนั้นจะทำหน้าที่ได้ตามปกติ สร้างภูมิต้านทานของร่างกาย ให้สูงเป็นปกติ ร่างกายจะแข็งแรงสมบูรณ์



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #684 เมื่อ: 30 ก.ค. 13, 14:19 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

การศึกษา พลังจิต
ได้มีการค้นคว้าทาง พลังจิต ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ประเทศไทยเรียกพลังนี้ว่า พลังอำนาจทิพย์ ในต่างประเทศ เช่น ชาวจีนโบราณเรียกว่า พลังแห่งชีวิต (Life Force Energy) ชาวยุโรป เช่น เยอรมันเรียกว่า พลังงานแม่เหล็กสัตว์ (Animal Magnetism) ชาวรัสเซียเรียกว่า พลังงานชีวภาพ (Bioplasmic Energy) นักวิทยาศาสตร์ในกลุ่มประเทศตะวันตกเรียกว่า พลังชีวภาพ (Bio Energy) หรือ พลังแม่เหล็กไฟฟ้า (Electo Magnetic Force)

บุคคลที่มีร่างกายแข็งแรงคือ ผู้ที่มีพลังจิตสมบูรณ์ควบคุม อยู่ทั่วทุกส่วนของร่างกาย ทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่น แจ่มใสกระฉับ กระเฉง พลังจิต จะเปล่งเป็นรัศมี ออกโดยรอบ ร่างกาย ตรงกันข้ามคนป่วย จะมี พลังจิต ควบคุมอยู่ เพียงเล็กน้อย ภูมิต้านทาน ในร่างกาย จะลดต่ำลง ร่างกายจะอ่อนแอ และจะมีร่างกายที่ปกติ เหมือนเดิมได้ เมื่อได้รับ พลังจิต นั้นๆเพิ่มขึ้น
ดังนั้น พลังจิต จึงเป็นพลังงาน ที่ควบคุมการทำงานของร่างกาย เช่น การหมุนเวียนของโลหิต การเจริญเติบโตของเซลล์ หากร่างกายส่วนใด ขาด พลังจิต ร่างกายส่วนนั้น จะไม่สามารถทำหน้าที่ใดๆ ได้ตามปกติ หรือร่างกายไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ พลังจิต ที่ใช้กันทั่วไปมี 3 ลักษณะคือ
1. Telepathy คือ พลังงานแห่งเมตตา พลังนี้ติดต่อกันได้โดยทางจิต เป็นพลังงานที่ใช้เพื่อการสร้างสรรค์
2. Telkynesys คือ พลังงานที่ใช้บังคับวัตถุให้เคลื่อนที่ หรือใช้เพื่อทำลายวัตถุต่างๆ เป็นพลังงานที่ใช้ เพื่อการบังคับ หรือเพื่อการทำลาย
3. Teleportation คือ พลังงานที่ใช้เพื่อการล่องหนหายตัว เมื่อใช้พลังงานนี้แล้ว สามารถเดินบนน้ำบนอากาศ หรือเพื่อผ่าน เครื่องกีดขวางได้

พลังจิต ผิดปกติทำให้เจ็บป่วย



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #685 เมื่อ: 30 ก.ค. 13, 14:20 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

จิตมีอำนาจเหนือร่างกาย ที่เรียกว่า จิตเป็นใหญ่ จิตเป็นประธาน สำเร็จแล้วด้วยจิต เมื่อจิตมีอำนาจของกรรมครอบงำอยู่ จิตนั้นจะสั่งกาย ซึ่งเป็นเครื่องมือของจิตตามอำนาจ ของกรรมนั้น เช่น จิตมีอำนาจของอกุศลกรรมมาก พลังงานไฟฟ้าที่ออกมา จะไม่มีความสมดุลย์ทางธรรมชาติ เช่น ทำให้พลังงานไฟฟ้าบวกสูงมาก พลังงานไฟฟ้าลบสูงมากบ้าง จะมีผลทำให้ระบบการสร้าง การทำลายของร่างกายไม่คงที่ ดังนี้

พลังงานไฟฟ้าบวกสูงมาก จะทำให้การสร้างเซลล์มากกว่าการทำลายหรือเท่าเดิม แต่รูปร่างโตกว่าเดิม จะเป็นสาเหตุของโรคบวม เนื้องอก เช่น โรคหัวใจ โรคมดลูก เนื้องอกธรรมดา เนื้องอกมะเร็ง เป็นต้น นายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ โรคมะเร็ง ได้กล่าวถึง ทฤษฏีเกี่ยวกับมะเร็ง ที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดว่า เซลล์มะเร็ง เกิดขึ้น ในตัวคนเราตลอดเวลา แต่ถูกทำลายโดย เซลล์เม็ดเลือดขาว ก่อนที่มันจะโตจนก่อพิษภัยแก่ร่างกาย โรคมะเร็ง เกิดขึ้นต่อเมื่อ ระบบภูมิคุ้มกัน ถูกกดดันการทำงานไว้ ทำให้ไม่สามารถขจัด เซลล์มะเร็ง ที่ก่อตัวขึ้น ดังนั้นถ้ามีอะไรก็ตามส่งผลกระทบ ต่อการทำงานของสมอง ที่จะควบคุม ระบบภูมิคุ้มกัน มะเร็งย่อมเกิดขึ้นได้

พลังงานไฟฟ้าลบสูงมาก จะทำให้การสร้างเซลล์น้อยกว่าการทำลายหรือเท่าเดิม แต่รูปร่างเล็กกว่าเดิม จะเป็นสาเหตุของ โรคลีบตีบต่างๆ เช่น หลอดเลือดตีบ ลิ้นหัวใจตีบ กล้ามเนื้อตาย มันสมองฝ่อ ภูมิต้านทานบกพร่อง ตับวาย ไตวาย กล้ามเนื้อหัวใจ ไม่ทำงาน เรียกว่า โรคไหลตาย เด็กเกิดมามี ร่างกาย ไม่สมบูรณ์เป็นต้น พลังงานไฟฟ้าภายในร่างกาย ของแต่ละบุคคลอาจไม่ เท่ากัน ก็เป็นได้ ผมเคยพบว่า การเพิ่มเลือด เกล็ดเลือดให้คนไข้ สภาพร่างกายคนไข้ไม่ยอมรับเลือด หรือเกล็ดเลือดนั้น เพราะเลือดใหม่ และเลือดเก่าไ ม่สามารถเข้ากันได้ แม้ทางการแพทย์จะวิเคราะห์แล้วว่า เป็นเลือดกรุ๊ปเดียวกัน เมื่อพิจารณา ในสมาธิพบว่า พลังงานไฟฟ้าที่ควบคุมเม็ดเลือดนั้นไม่เท่ากัน แสดงว่า พลังงานควบคุม เม็ดเลือด ของแต่ละคนจะเท่ากัน หรือไม่เท่ากันก็ได้ และพบอยู่มาก กับกลุ่มผู้หลงผิด ที่ไปรับเอา พลังงานอื่น มากดทับ พลังจิต ของตนเอง ทำให้การทำงานของ พลังจิต ของตนผิดไป จิตนั้นจึงสั่งมาที่ สมองของตนผิด การแสดงออกของร่างกายจิตผิดไปด้วย เช่น กลุ่มของคนทรงเจ้าเข้าผี กลุ่มของคน เหล่านี้จะไปรับเอาเวทย์มนต์คาถา ของอิทธิฤทธิ์ ของอาถรรพ์ดวงวิญญาณเข้ามาสิง เช่น ดวงวิญญาณกุมารทอง นางกวัก ปลัดขิก เจ้าพ่อ เจ้าแม่ น้ำมันพราย หรือองค์เทพต่างๆ มาอยู่กับตน ที่เรียกว่า เดรัจฉานวิชา ไม่เป็นจิตดั้งเดิม ของตนเอง อาการป่วยของบุคคลเหล่านี้ ทางการแพทย์จะตรวจหา สาเหตุไม่พบ

การเพิ่มและการรับพลังจิต



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #686 เมื่อ: 30 ก.ค. 13, 14:21 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

บุคคลที่มีสมาธิดีจะมีคลื่นความถี่ และความรุนแรงของพลังงานความคิดสูง สามารถที่จะส่งพลังงานนั้น ไปยังบุคคลที่ตั้งเป้าหมาย ไว้ได้แน่ชัดทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ตัวผู้รับได้ตามความปราถนานั้น เรียกว่า การเพิ่มและการรับพลังจิต การเพิ่มแต่ละครั้ง แต่ละคนไม่เหมือนกัน เพิ่มพลังจิต แต่ละครั้งนาน เท่าใด ผู้เพิ่มพลังจิตจะทราบได้ในสมาธิจิตนั้น หากผู้รับยังรับได้ ก็เพิ่มให้ต่อไป หากเห็นว่า พลังจิต ที่ส่งไปนั้นหยุดลง ก็หยุดเพิ่มพลังจิตในครั้งนั้น และต้องเพิ่มพลังจิตกี่ครั้งจึงจะได้ผล สิ่งนี้ไม่มีกำหนด แน่นอนขึ้นอยู่กับผู้รับ หากผู้รับสามารถรับพลังจิตได้มาก และเห็นว่าอวัยวะที่ผิดปกตินั้น เปลี่ยนเป็น ปกติเร็ว พลังจิตที่ส่งไปจะหยุดลง ควรหยุดเพิ่มพลังจิตให้ผู้ป่วยกลับไปทำสมาธิภาวนาด้วยตนเอง ผู้ป่วยจะสร้างพลังจิตที่ดีขึ้นมาได้ พลังจิตนั้นๆ จะบำบัดทุกข์ให้กับผู้ป่วยได้ในที่สุด
การเพิ่มพลังจิตกระทำได้ 3 ทาง คือ
1. เพิ่มที่อวัยวะนั้นโดยตรง
2. เพิ่มที่จุดกำเนิดของพลังจิต คือที่ต่อมไพเนียล
3. เพิ่มพลังจิตให้ครอบคลุมทั้งตัวผู้รับ จะเพิ่มให้ใครที่อวัยวะใดนั้นจะทราบและเห็นได้ในสมาธินั้นๆ

ผู้เพิ่มพลังจิตที่ดี

ผู้เพิ่มพลังจิตที่ดีควรมีคุณสมบัติดังนี้คือ เป็นผู้ที่ตั้งอยู่ในศีล สมาธิ ปัญญา และเมื่อเพิ่มพลังจิตให้กับใครก็ตามต้องรู้ทุกข์ รู้สาเหตุแห่งทุกข์ รู้หนทางดับทุกข์ และรู้วิธีการดับทุกข์นั้นๆโดยชัดแจ้งพร้อมตั้งตนอยู่ในพรหมวิหารธรรม และหิริโอตัปปธรรม
ผู้รับพลังจิตที่ดี คือ เป็นผู้ที่มี
1. ศรัทธา ผู้รับต้องมีศรัทธาที่จะรับพลังจิต
2. สมาธิ ผู้รับต้องมีความตั้งมั่นแห่งจิตอยู่กับกายและจิตของตน
3. สติ ผู้รับต้องมีความระลึกได้ว่าตนกำลังรับพลังจิตอยู่
4. ปัญญา ผู้รับต้องรู้จักการปล่อยวางความทุกข์ออกจากจิตใจในขณะนั้น
5. ความขยันหมั่นเพียร การรับพลังจิตนั้นต้องรับสม่ำเสมอและให้ตั้งอยู่ในคำสอนของพุทธองค์เป็นหลัก ดังกล่าวแล้ว



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #687 เมื่อ: 30 ก.ค. 13, 14:22 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

การเพิ่มพลังจิตผ่านบุคคลอื่นวัตถุอื่น
บางกรณีที่จำเป็น คือ ผู้ป่วยไม่สามารถขอรับพลังจิตด้วยตนเองได้ เช่นอยู่ในห้องผู้ป่วยหนัก อยู่ในโรงพยาบาลจิตเวช อยู่ต่างประเทศ ผมได้ทดลองเพิ่มพลังจิตผ่านกระแสจิตของผู้ใกล้ชิด เช่น พ่อ แม่ บุตร สามี ภรรยา ผู้ดูแล หรือผ่านลงไปในน้ำดื่ม ก็สามารถช่วยผู้ป่วยได้บ้างเป็นบางส่วนเท่านั้น


พลังจิต คือทำให้จิตมีกำลัง เปรียบเทียบกับ ออกกำลังกายต้องเคลื่อนไหวร่างกาย แต่ทำจิตให้มีกำลัง ต้องให้จิตหยุดนิ่งและสงบ
พลังจิตนั้นคือจิตที่มีกำลัง รู้ทันอารมณ์ไม่จับมาเป็นของตน สักแต่รู้สักแต่เห็น สักแต่ได้ยิน ยึดมาแล้วไม่มั่น ปล่อยวางไป
มีประโยชน์ในการภาวนา เพื่อให้มีปัญญาในการพิจารณาไตรลักษณ์


พลังจิตในทางวิทยาศาสตร์มีบันทึกไว้มากมาย แต่เป็นของต่างชาติ

เกี่ยวกับทางพระ ท่านได้สั่งสอน ในการปฏิบัติ

การมีสติระลึกรู้ สัมปชัญญะ อยู่กับกายและใจ ตลอดเวลา ไม่ว่า ในท่า ยืน เดิน นั่ง นอน เป็นการทำให้จิตมีกำลัง

ล้วนเป็นการฝึกฝนพัฒนาจิต ด้วยการกระทำของตนเอง ไม่ใช่จากการคิด จากการอ่าน หรือรู้แล้วเข้าใจ

ท่านกล่าวไว้ว่า ทำให้มาก เจริญให้มาก

การเดินจงกรม การปลีกวิเวก เป็นการฝึกลงสนามรบกับกิเลส สนามรบอยู่ที่กายใจของเรานี่เอง

จิตมีกำลังทำให้จิตสงบ กิเลส ภายนอกก็ลดน้อย แต่ถ้ากิเลสภายในมันมาโจมตีก็ต้องสู้กัน เพราะ กามตัณหา และภาวะตัณหา มันแรงขึ้นมาเป็นพักๆ ต้องอาศัยปัญญา หลักธรรมะเป็นที่พึ่งไว้ปราบ

ปราบกิเลส ส่วนใหญ่โดนกิเลสมันน็อคเอา เพราะเผลอ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #688 เมื่อ: 30 ก.ค. 13, 14:24 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

พลังจิต คือ อะไร ?


พลังจิต คือ การรวบรวมสมาธิให้อยู่ในจุดใดจุดหนึ่งเสียก่อน อารมณ์ของสมาธิ ก็มีตั้งแต่ วิตก วิจาร ปีติ สุข ส่วนการนำพลังจิตมาใช้นั้น จะต้องมีพลังของสมาธิที่แก่กล้าเสียก่อนครับ จึงจะสามารถนำมาใช้ให้เห็นผล ได้ชัดเจน และผู้อื่นสามารถสัมผัสได้ครับ สำหรับการนำมาใช้ในสมัยพุทธการนั้นมีมากครับ เพราะหากจิตใจเราสงบแล้ว การรวมจิตเข้ากับกายจะกระทำได้ไม่ยากครับ แต่ผู้ที่ไม่มีกำลังสมาธิที่เข้มแข็งพอก็มีผลเช่นกันครับ แต่เรามองไม่เห็น ผลนั้นจะตกเป็นวิบากกรรมทันทีครับ ยกตัวอย่าง เช่นเราโกรธคนนั้นคนนี้ ผลที่สะท้อนเบื้องต้นก็คือ ตัวเรานั่นแหละครับ อำนาจของความโกรธจะเข้ามาเผาตัวเราก่อนทำให้บุคคลนั้นมีผิวกายที่ไม่สวยงาม ไม่หล่อ ฯลฯ และผลขั้นต่อไปคือ บุคคลที่เราโกรธด้วยนั้นก็จะได้รับอำนาจความโกรธมากระทบ ทำให้บุคคลดังกล่าวอาจเจ็บป่วยได้ในกรณีเขามีพลังสมาธิอ่อน ดังนั้นอย่าพยายามโกรธใครนะครับสำหรับผู้ปฏิบัติสมาธิ เพราะมันมีผลทั้งตัวเราและผู้อื่นทำให้ต้องมารับกรรมของตัวเราอีก สิ่งนี้แหละเราเรียกว่า "เวียนว่าย ไม่จบไม่สิ้นสักที" พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านก็บอกไว้แล้ว ว่าให้รักษา ทั้งกาย วาจา ใจ คือให้เรารักษาให้ขาวรอบตลอดเวลา สิ่งนี้แหละที่จะทำให้จิตใจเราไม่ขุ่นมัว และง่ายต่อการปฏิบัติธรรม เพื่อมรรคผลนิพพาน สืบต่อไปครับ



จิตเป็นพลังงานอย่างหนึ่งที่เรายังไม่สามารถพิสูจน์ได้ และเป็นเรื่องที่ก้ำกึ่งกันระหว่างวิทยาศาสตร์และศาสนา ดังนั้นจะขออธิบายดังนี้ครับ
จิตมี 2 ประเภทคือ จิตวิญญาณ และ จิตที่อยู่ในกาย

จิตวิญญาณ เป็น สิ่งที่นำพาเราไปสู่ชาติภพต่างๆ เป็นพันๆ หมื่นๆชาติ บาปและบุญก็จะติดตามไปด้วย
ส่วนจิตที่อยู่ในกาย ไม่เกี่ยวกับการเวียนว่ายตายเกิด เป็นจิตที่อยู่กับร่างกายของแต่ละชาตินั้นๆ จิตชนิดนี้เติบโตและถูกปลูกฝังมาจากสิ่งแวดล้อมรอบๆข้างไม่ได้เกี่ยวกับบาปบุญแต่อย่างใดเลย แต่จะเป็นตัวสร้างบาปและบุญ ซึ่งแบ่งได้อีก 2 อย่าง คือ จิตสำนึก และ จิตใต้สำนึก

ทุกวันนี้ที่เรารู้สึกนึกคิดอะไรต่างๆนั้น ส่วนมากเราจะใช้แค่จิตสำนึกเท่านั้น ซึ่งเป็นเพียง 7% ของจิตทั้งหมด ส่วนที่เหลือเป็นจิตใต้สำนึก ซึ่งมากถึง 93% เปรียบเสมือนกับยักษ์หลับ

จิตใต้สำนึกนี่แหละครับที่เค้าจะดึงพลังออกมา โดยการสะกดจิต การทำงานของจิตใต้สำนึก หากเราฝึกจิตไม่ดีพอเราไม่สามารถที่จะควบคุมมันได้ เพราะเป็นสิ่งที่เป็นอัตโนมัติ และต้องถูกฝึกมาบ่อยๆ อัตโนมัติเช่น เวลาคุณเครียดหรือโกรธคุณห้ามมันไม่ให้ไม่โกรธไม่ได้ อยากหยุดคิดแต่ก็ไม่สามารถที่จะหยุดคิดได้ หรือ สิ่งที่ถูกฝึกมาบ่อยๆจนชินและฝังไปในจิตใต้สำนึก เช่น เวลาคุณขับรถ ร้องเพลง เปลี่ยนเกียร์ เหยียบคันเร่ง ทำหลายๆอย่างในเวลาเดียวกัน แต่สิ่งที่คุณคิดอยู่คือการร้องเพลงกับดูรถ สิ่งที่เป็นอัตโนมัติจากจิตใต้สำนึกคือ การที่รู้ว่าจังหวะไหนต้องเข้าเกียร์อะไร ตอนไหนเร่ง ตอนไหนเบรค ก็เป็นประเภทเดียวกับการที่มีอะไรถูกโยนมาใส่หน้าคุณแล้วยกมือขึ้นกันโดยอัตโนมัติแหละคับ

ทีนี้เข้าเรื่องการสะกดจิตต้องเข้าใจว่ามีอยู่ 2 ประเภท คือการสะกดเพื่อประโยชน์ และการแสดงในทีวีซึ่งการแสดงผมไม่ค่อยรู้เท่าไร ซึ่งบางทีอาจจะเป็นกลหรือพลังจิตจริงๆอันนี้ผมแยกไม่ออกครับ แต่การใช้ประโยชน์เช่น คุณเป็นคนที่เกลียดพริกมาก กลัวเผ็ด ไม่รู้สิ่งนี้ไปถูกปลูกฝังในจิตใต้สำนึกช่วงเวลาไหนของชีวิตแต่ต้องมีสักช่วงเวลาแหละ แบบนี้ต้องใช้การสะกดจิตเข้าไปพูดตอนที่จิตเรากึ่งหลับกึ่งตื่น ที่เค้าเรียกว่า ภวังค์ พูดบ่อยๆ หลายๆวันเข้าวันนึงคุณก็จะไม่รู้สึกเกลียดพริกขึ้นมา อันนี้สามารถใช้ได้กับทุกเรื่องที่เกี่ยวกับการแก้นิสัยที่ไม่ดี เช่น นอนตื่นสาย ขี้เกียจ ขี้โมโห การสะกดจิตจะช่วยให้อาการเหล่านี้ลดลง แต่การพูดต้องเป็นในทางบวก เช่น ฉันไม่ใช่คนขี้เกียจแบบนี้ไม่ได้ ต้องบอกว่าฉันเป็นคนขยันๆๆ หากฝึกได้อย่างคล่องแคล่วคุณก็สามารถสั่งจิตตัวเองได้ระดับนึง

มีอีกตัวอย่าง ที่บางคนใช้พลังจิต โดยการใช้กระดาษบางๆตัดตะเกียบเป็นกำๆนั้น บางคนอาจคิดว่าเป็นกล แต่จริงๆแล้วเค้าพิสูจน์มาว่าเป็นพลังจิต ถ้าคนที่ได้ฝึกจริงๆแล้ว ถ้าถ่ายภาพช้าๆก่อนที่กระดาษจะสัมผัสตะเกียบนั้น ตะเกียบเหมือนมีพลังอะไรสักอย่างดันให้แยกออกจากกันอย่างที่กระดาษแทบจะไม่ได้โดนเลย เหมือนกับถ้าคุณมีจิตแน่วแน่จะทำอะไรสักอย่างแล้ว มุ่งมั่นพลังก็จะเกิดขึ้นมา

ทีนี้คุณอยากลองสัมผัสจิตคุณดูมั้ยลองนึกตามผมนะครับ ลองหลับตาแล้วเอาจิตมาอยู่ที่ปลายนี้วชี้สังเกตว่าสิ่งอื่นๆรอบๆตัวเริ่มหายไปเช่น เสียงที่เกิดขึ้นรอบๆห้อง แล้วลองย้ายจิตมาอยู่ที่ท้อง สังเกตว่านิ้วเมื่อกี้ก็ลางหายไปมีท้องผุดขึ้นมาแทน นี่แหละครับจิตที่คุณสามารถสัมผัสได้เบื้องต้น

ฉะนั้นเมื่อคุณสัมผัสกับจิตตัวเองได้ พลังจิตก็ต้องมีแน่นอนครับ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #689 เมื่อ: 30 ก.ค. 13, 14:26 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

พลังจิตคืออะไร



พลังจิตเป็นเรื่องที่ยังพิสูจน์ไม่ได้หรอก แม้จะมีหลักฐานการทำได้มาแล้ว แต่นักวิทยาศาสตร์ก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้ว่ามันเกิดได้อย่างไร มีกระบวนการทำงานอย่างไร เคลื่อนวัตถุได้ยังไง

เมื่อ 30 - 40 ปีก่อน เรื่องพวกนี้ดังมากในแวดวงวิทยาศาสตร์ ในรัสเซียคิดพัฒนาถึงขั้นใช้เป็นอาวุธทางการทหารเลย หลักฐานที่บันทึกไว้ก็มี เช่น ผู้หญิงสูงอายุท่านนึงสามารถบังคับลูกปิงปองบนโต๊ะ ให้ลอยขึ้นมาผ่านมือของเธอที่ประกบเป็นวงกลมอยู่ ลูกปิงปองลอยอยู่ในอากาศในวงมือของเธอนานนับนาที ก่อนที่มันจะตกลงสู่พื้น เธอถึงกับเหนื่อยหอบเลย (แสดงว่ามันยากมากๆ)

แต่ที่ดังที่สุดคงหนีไม่พ้นชายที่ชื่อ ยูริ เกลเลอร์ เป็นคนเชื้อสายอิสราเอล หน้าตาหล่อเหลาทีเดียว ชายคนนี้เค้าเล่าว่าตอนเด็กอายุ 5-6 ขวบ เค้าไปวิ่งเล่นสนามหลังบ้านแล้วเห็นวัตถุมันวาวลอยอยู่เหนือพื้น ขนาดก็แค่ฝาชีบ้านเรานี่ล่ะมั้ง ต่อจากนั้นเค้าก็รู้สึกมึนๆและก็ไม่สบายตัวยังไงไม่รู้ หลังจากนั้นเค้าก็เริ่มรู้สึกว่าตัวเอง มีพลังอะไรบางอย่างที่เหมือนมีคนส่งผ่านต่อมาให้ เค้าบอกเสมอว่าพลังนี่มันไม่ได้เกิดจากตัวเค้า เค้าเป็นแค่ผู้ส่งผ่านเท่านั้น (ยังไงเนี่ย???) ผลงานลือลั่นคือ

1 ในห้องทดลองของนักวิทยาศาสตร์ ที่มีคนคอยจับผิดอยู่เต็มห้อง ยูริ หยิบช้อนขึ้นมาพร้อมกับจ้องไปที่ช้อน สักพักช้อนงอเฉยเลย (เหมือนหนังเมทริกซ์) ผู้คนงงกันเป็นแถบๆ กุญแจก็งอได้นะ ขนาดใช้มือยังยากเลย ที่น่าพิศวงคือ การที่วัตถุงอนักวิทยาศาสตร์ เค้าตรวจแล้วพบว่า มันเหมือนกับมวลสารของวัตถุมันหายไปน่ะ!!!????

2 จ้องทะลุกำแพงและวาดภาพสิ่งที่อยู่หลังกำแพงได้

3 บังคับ กุญแจ เหรียญ ให้ลอยจากพื้นได้ แค่ใช้มือวนๆ(หนักกว่าลูกปิงปองอีก)

4 มีครั้งนึง มีการถ่ายทอดสดการแสดงพลังจิตของเค้า ขณะที่ยูริ กำลังแสดงอยู่(ผมจำไม่ได้ว่าแสดงอะไร) ปรากฏว่ามีผู้ชมทางบ้านหลายร้อยราย โทรศัพท์เข้ามาในรายการบอกว่านาฬิกาทุกเรือนที่บ้านตายหมดเลย (แปลกมาก!!)

จริงๆยังมีอีกเยอะ แต่ผมจำไม่ค่อยได้แล้วเพราะอ่านมาหลายปีแล้ว ตอนนั้นที่อ่านถึงขั้นบ้าเรื่องพวกนี้มาก ฝึกเลื่อนทิชชู่อยู่ตั้งนาน ฮ่า ฮ่า ตอนหลังถึงรู้ว่าใช้ปากเป่าเอาก็ได้

ช่วงนั้นมีคนอยากจับผิดเค้ามากมาย แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ทั้งนั้น หลายคนบอกว่าเค้าเป็นพ่อมด เป็นปีศาจ บางคนบอกเป็นแค่นักมายากลที่ฝีมือระดับสุดยอด

ถ้าใครเคยดู เดวิด คอปเปอร์ฟิลด์ นักมายากลมือ 1 ของโลก ก็จะรู้สึกว่า 2 คนนี้มีบางอย่างคล้ายๆกัน หน้าตาก็หล่อเหมือนกัน ดูเป็นพ่อมดเหมือนกัน คือทำอะไรที่มันไม่น่าเชื่อได้เหมือนกัน เพียงแต่เดวิดเค้าเป็นนักมายากลจริงๆ แต่ยูรินี่ไม่รู้เป็นพ่อมดจริงๆรึเปล่า

ปัจจุบันไม่รู้เค้าตายไปรึยัง ไม่ได้ข่าวเลย แต่พักหลังๆรู้แต่เพียงว่า เค้าบอกว่าพลังเค้ามันค่อยๆหมดไปตามอายุของเค้าน่ะ

หลังจากยุคของยูริ เรื่องพลังจิตก็ค่อยๆซาลงๆ จนไม่ค่อยมีคนพูดถึงแล้ว คือหาคนที่โดดเด่นไม่ได้เลย



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #690 เมื่อ: 30 ก.ค. 13, 14:41 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

รอยพระพุทธบาทเกิดขึ้นได้อย่างไรครับ


รอยพระพุทธบาทตามคติความเชื่อแล้วคือรอยพระบาทที่พระพุทธเจ้าทรงประทับไว้เพื่อเป็นเจติยสถาน (สถานที่เคารพ) ตามที่ทรงได้รับการทูลขอ (ตามปกติเวลาทรงพระดำเนินจะไม่มีรอยพระบาทปรากฏ) เชื่อกันว่ามีอยู่ 5 แห่งในโลก คือ
1.เขาสุวรรณมาลิก ไม่แน่ใจว่าอยู่ที่ไหนในโลก แต่มีผู้สันนิษฐานว่าเป็น เขาสุวรรณมาลี(คือเขาธงขัย)ในแหลมมลายู ซึ่งมีรอยพระพุทธบาท
2. เขาสุวรรณบรรพต คือพระพุทธบาท จ.สระบุรี
3.เขาสุมนกูฏ หรืออดัมพีกส์ ยอดเขาของอาดัมส์ อยู่ที่ลังกา รอยพระบาทที่นั่น ชาวพุทธว่าเป็นของพระพุทธเจ้า พราหมณ์ว่าเป็นรอยบาทพระอิศวร มุสลิมว่าเป็นรอนยท้าอาดัม จึงต่างนับถือได้ไม่แตกแยก
4.โยนกบุรี กล่าวว่าคือเมืองเชียงใหม่ อยู่ยนยอดเขารังรุ้ง
5.แม่น้ำนัมมทานที ปัจจุบันคือแม่น้ำเนรบุตตา หรือนรมทา ในประเทศอินเดีย
....ตามความเชื่อดังนี้ คนไทยแต่ก่อนจึงมีความปรารถนาที่จะไปสักการะรอยพระพุทธบาทที่สระบุรีให้ได้ครั้งหนึ่งในชีวิต (แค่นี้นาเรื่องมันยาว...)
....ส่วนรอยพระพุทธบาทที่มีขึ้นทั่วไปเป็นการสร้างจำลองขึ้นด้วยความเคารพศรัทธาในพระพุทธศาสนา จึงสร้างขึ้นเพื่อเป็นเจติยสถาน
....ถ้าคุณจะถามว่าอันไหนแท้ไม่แท้ จริงไม่จริง ก็คงเหมือนกับคนจะเช่าพระมาบูชาแล้วส่องกันว่า องค์ไหนแท้ ไม่แท้ ซึ่งคงต้องบอกว่าเป็นพระพุทธรูปแท้ ๆ ทุกองค์ ล้วนใช้เป็นเครื่องเหนี่ยวนำความศรัทธาได้ทั้งสิ้น เหมือนพระ(ภิกษุ)ก็พระจริงทุกรูป พระปลอมไม่มี มีแต่คนปลอมเป็นพระ จริงมั้ย
อธิบายแค่นี้พอนะ เมื่อย ขอไปหาหมากกินคำก่อน



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #691 เมื่อ: 30 ก.ค. 13, 14:56 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เกิดได้ 2 กรณีคือ
1.เกิดจากนำมือมนุษย์สร้างขึ้น
2.เกิดจากการกัดกร่อนในเชิงธรณีวิทยาตามธรรมชาติ
กรณีที่สองเป็นสิ่งที่มนุษย์ให้ความสนใจมาก นานาคิด นานาทัศนะ
ตีความไปตาม วิทยาศาสตร์ธรณีวิทยา
ตีความไปตามหลักแนวความเชื่อ ศาสนา



ที่เคยฟังมาว่าพรานบุญใช้น้ำในรอยพระพุทธบาทชำระตัวก็หายจากโรคภัยไข้เจ็บได้
แต่พระพุทธบาทที่สระบุรีน่าจะค้นพบสมัยรัชกาลที่ 4 ตอนผนวช
สรุปนะครับ คนสมัยเก่าค่อนข้างซื่อสัตย์ น่าจะเกิดจากการไปพบบ่อรูปร่างใกล้เคียงรอยเท้าที่มีอยู่โดยบังเอิญ
ถ้าเป็นสมัยนี้คงต้องหาที่มาที่ไปใหม่เพราะอาจสร้างขึ้นใหม่ก็ได้ เพื่อโปรโมตให้คนไปท่องเที่ยวหรือเหตุผลอื่นก็แล้วแต่
น่าจะไม่ใช่สิ่งสร้างขึ้น (อันเดิม) แต่ก็มักมีการสร้างอาคารหรือสิ่งอื่นครอบทับไว้อีกทีครับ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #692 เมื่อ: 30 ก.ค. 13, 14:57 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์รอยพระพุทธบาทที่สระบุรีไม่ได้เพิ่งค้นพบในสมัยรัชกาลที่ ๔ แต่ได้เป็นที่เคารพสักการะของพุทธศาสนิกชนไทยมาอย่างน้อยตั้งแต่สมัยอยุธยาแล้ว มีปรากฎข้อความในพงศาวดารหลายฉบับ ว่าพระมหากษัตริย์อยุธยาหลายพระองค์ เช่น พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ พระนารายณ์มหาราช เสด็จนมัสการพระพุทธบาทที่สระบุรี และยังปรากฏหลักฐานในวรรณคดีไทยหลายเรื่อง เช่น บุณโณวาทคำฉันท์ กาพย์ห่อโคลงนิราศพระบาท กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง นิราศธารโศก ส่วนหลักฐานทางโบราณคดีที่ปรากฏหลักฐานว่ามีการพัฒนาเมืองสระบุรีเพื่อการเสด็จสักการะของกษัตริย์ ซึ่งยังคงอยู่ถึงทุกวันนี้ เช่น
1.ถนนฝรั่งส่องกล้อง เป็นการตัดถนนแบบใหม่ในยุคนั้น มีวิศวกรโยธาชาวโปรตุเกส จนเป็นที่มาของชื่อถนน
2.บ่อโอบ
3.ธารทองแดง การสร้างท่อส่งน้ำที่ทันสมัยในยุคนั้น แม้ในปัจจุบันนี้ก็ยังคงมีน้ำอยู่
4.สะพานช้าง
ฯลฯ
...นอกจากนี้สามารถหาหลักฐานเรื่องการปฏิสังขรณืแต่ละยุคสมัย การยกเว้นเกณฑ์แงงานคนเข้าเดือนออกเดือน แต่ถวายคนหมู้บ้านโดยรอบพระพุทธบาทถวายเป็นข้าพระแทน และจุดเริ่มต้นการเดินทางไปนมัสการพระพุทธบาท ยังสามารถตามรอยได้ทั้งเส้นทางสมัยกรุงอยุธยาและสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งมีทั้งทางบกทางน้ำ ซึ่งยังปรากฏเป็นชื่อบ้านนามเมืองมาจนบัดนี้



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #693 เมื่อ: 30 ก.ค. 13, 14:59 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

สังคมไทยทุกวันนี้เป็นสังคมที่เปลี่ยนแปลงอย่างไม่มีดุลยภาพในเรื่องมิติทางวัตถุและจิตวิญญาณ จนทำให้เกิดความไม่มั่นคงทางจิตใจ ที่เห็นได้ชัดจากพฤติกรรมทางวัฒนธรรมของผู้คนทั้งในเมืองและชนบท ในเรื่องของการใช้เงินซื้อบุญ ซื้อวัตถุมงคลที่เป็นเครื่องรางของขลัง ที่จะทำให้คนร่ำรวยไม่เจ็บไข้และไม่ตาย รวมทั้งการซื้อบริการจากหมอดู หมอผี และเกจิอาจารย์ทั้งที่เป็นสมณะและฆราวาส ให้ช่วยทำนายเคราะห์ สะเดาะเคราะห์ ให้รอดพ้นจากทุกข์และภัยพิบัติ ซึ่งทั้งหลายแหล่เหล่านี้ล้วนมีรากฐานมาจากความเชื่อทางไสยศาสตร์ทั้งสิ้น ครูของข้าพเจ้าที่เป็นคนแก่ๆ ธรรมดาในชนบทมักพูดให้ฟังว่า คนสมัยนี้โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่มีการศึกษาและมีเงินทอง ไม่ได้มาเข้าวัดทำบุญกันเหมือนอย่างแต่ก่อน แต่มักจะมาเมื่อมีความเดือดร้อนหรือเห็นสิ่งจำเป็น - เป็นเรื่องของการมาซื้อบุญ หรือสะเดาะเคราะห์หรือเพื่อมีโชคลาภเท่านั้น ผลที่ตามมาจึงทำให้เกิดสถานที่ขายบุญ และกลุ่มบุคคลหลายประเภทที่ได้รับประโยชน์จากการขายบุญหรือขายเครื่องรางของขลัง ทุกวันนี้ข้าพเจ้าท่องไปตามวัดหลวงและวัดราษฎร์ในที่ต่างๆ แทบทุกท้องถิ่นของประเทศ พบว่าส่วนใหญ่ที่แลเห็นนั้น ล้วนเป็นวัดที่มีการสร้างใหม่และเป็นแบบใหม่เกือบทั้งสิ้น ถึงแม้จะมีรูปแบบทางสถาปัตยกรรมไทยอย่างที่เคยมีมาแต่ก่อนก็ตาม แต่มักขาดลักษณะที่เป็นอัตลักษณ์ของท้องถิ่นอย่างสิ้นเชิง ทุกหนทุกแห่งดูคล้ายกันหมด ล้วนมีขนาดใหญ่ที่ขาดดุลยภาพกับสภาพแวดล้อมธรรมชาติ จนกระทั่งบางวัดก็ยังสร้างไม่เสร็จ เพราะต้องระดมทุนกันทุกปี นอกจากนี้ยังมีการตกแต่งด้วยลวดลายปูนปั้นและสีสันที่อลังการพิลึกกึกกือ แทบทุกวัดจะเปิดพื้นที่ใหม่และสร้างโครงสร้างใหม่ ซึ่งในอดีตเมื่อ 40 ปีที่แล้วไม่เคยมี คือ เมรุเผาศพและศาลาสวดศพ รวมทั้งพื้นที่จอดรถกว้างใหญ่เป็นสิ่งสะท้อนให้เห็นว่าคนไทยปัจจุบันตายแล้วต้องขึ้นสวรรค์ถ่ายเดียว จนตกนรกหรือลงนรกไม่เป็น ข้าพเจ้าเกิดความรู้สึกว่าเวลาผ่านวัดทีไรมองไม่เห็นพระ ไม่ว่าพระพุทธรูปและพระสงฆ์ เพราะท่านซ่อนเร้นอยู่ในกุฏิและโบสถ์วิหารที่ใหญ่โต แวดล้อมไปด้วยสิ่งก่อสร้างนานาชนิด จนแลไม่เห็นความเขียวชอุ่มของต้นไม้และธรรมชาติอย่างที่เคยมี โดยเฉพาะวัดใหญ่ๆ ที่ประดิษฐานพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ด้วยแล้ว แทบแลไม่เห็น ความสัมพันธ์ของธรรมชาติกับความเงียบสงบทางจิตวิญญาณ เวลาจะเข้าไปกราบไหว้นมัสการขอศีลขอพรก็ต้องทำอย่างรุกรน เพราะมีผู้คนนานาประเภทเข้ามาอยู่ใกล้ บางคนเป็นนักท่องเที่ยวยืนค้ำหัวถ่ายรูป บางคนมากราบไหว้อธิษฐานและเสี่ยงเซียมซีต่างๆ นานา



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #694 เมื่อ: 30 ก.ค. 13, 15:00 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

พื้นที่ใกล้กับประตูโบสถ์หรือวิหารก็มักมีพระสงฆ์หรือคณะศรัทธามาตั้งโต๊ะขายวัตถุมงคล หรือตั้งตู้เรี่ยรายเงินกันอย่างล้นหลาม ข้าพเจ้าไม่เคยพบความสงบและเรียบง่ายใดๆ จากวัดใหญ่อลังการและแออัดแบบนี้
ตรงกันข้าม ข้าพเจ้าพอใจที่จะท่องเที่ยวไปตามหมู่บ้านในท้องถิ่นต่างๆ ตามชนบทที่ยังรักษาบรรยากาศแบบเดิมๆ ที่มีดุลยภาพของความเป็นมนุษย์อยู่ เพราะทำให้แลเห็นคนที่อยู่กันอย่างเสมอภาคและเอื้ออาทร คนกับธรรมชาติที่อยู่กันอย่างติดดิน ติดต้นไม้และใบหญ้า และที่สำคัญคนกับสิ่งนอกเหนือธรรมชาติที่สื่อให้เห็นจากศาสนสถาน

สถานที่สำคัญของหมู่บ้านก็คือวัด และหัวใจของวัดในหมู่บ้านภาคกลาง ก็คือ โบสถ์และวิหารที่ประดิษฐานพระพุทธรูปประธานที่ศักดิ์สิทธิ์ ความศักดิ์สิทธิ์ของพระพุทธรูปอยู่ที่การสร้างขึ้นมาด้วยกำลังใจ และกำลังเงินทองของผู้คนในชุมชน และคนที่มีศรัทธาจากภายนอก นับเป็นที่พึ่งทางจิตใจที่สร้างสำนึกความเป็นคนในชุมชนเดียวกันให้แก่ชาวบ้าน และการอยู่ร่วมกันอย่างเอื้ออาทรมีศีลธรรม หนึ่งในประเพณี 12 เดือนของชุมชน คือ การทำบุญฉลองวัดและการกราบไหว้บูชาพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ร่วมกัน ข้าพเจ้าชอบชมโบสถ์วิหารและไหว้พระประธาน โบสถ์และวิหารสมัยอยุธยาตอนต้นขึ้นไปมักเป็นอาคารโถงเกือบแทบทุกแห่ง แต่ที่ไม่เป็นอาคารโถงก็มักกันฝาผนังด้วยไม้ ซึ่งก็มักจะพบตามวัดใหญ่และวัดหลวง
พอถึงสมัยอยุธยาตอนปลาย โบสถ์โถงและวิหารโถงค่อยๆ หมดไป เกิดโบสถ์ วิหารทึบขึ้นมาแทน คือ มีผนังก่ออิฐถือปูนปิด มีหน้าต่างและช่องประตูเป็นที่ระบายอากาศและการเข้าออก อาคารทึบเกิดขึ้นเพราะได้รับอิทธิพลการก่อสร้างจากฝรั่งตะวันตก รวมทั้งอาคารขนาดใหญ่ในวัดและวังด้วย ชุมชนไหนท้องถิ่นไหนที่ร่ำรวยก็จะเห็นได้จากโบสถ์และวิหาร รูปแบบทางสถาปัตยกรรมที่เป็นอาคารก่อทึบอาจเป็นแบบเดียวกัน แต่ว่าภายในจะต่างกันที่การสร้างพระประธาน ฐานชุกชี และภาพจิตรกรรมฝาผนัง เหนือความสวยงามทางการช่างฝีมือก็คือ การจัดการให้มีสัดส่วนของการตั้งองค์พระประธาน การเขียนภาพชาดกพุทธประวัติ และจักรวาลที่อยู่บนผนังแทบทุกด้านในพระอุโบสถหรือพระวิหารที่สัมพันธ์กับประตูหน้าต่าง ซึ่งนอกจากจะเป็นช่องระบายอากาศแล้ว ยังเกี่ยวกับแสงสว่างที่เมื่อสัมพันธ์กับแสงไฟจากแสงธูปและเทียนแล้ว ทำให้เกิดความรู้สึกที่ขรึมขลังระคนไปกับสุนทรียภาพ บรรยากาศแบบนี้คือ สิ่งที่ข้าพเจ้าแลเห็นความศักดิ์สิทธิ์ที่สงบเงียบของพระพุทธรูป แต่เป็นบรรยากาศที่คงพบเห็นยากในวัดต่างๆ ในปัจจุบัน หนึ่งในวัดโบราณที่มีโบสถ์เก่า วิหารเก่า และพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่ข้าพเจ้าผ่านไปและเห็นมาก็คือ *วัดใหม่ประชุมพล* ที่อำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา แม้พระวิหารของวัดจะอยู่ในสภาพทรุดโทรม แต่ก็ยังไม่ถูกทำลายจากการบูรณะซ่อมแซมจากวัดหรือหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องอย่างวัดอื่นๆ ที่เห็นมา เป็นพระวิหารที่มีคุณค่าและเป็นตัวแทนของศิลปะสมัยอยุธยาตอนปลาย ได้ไม่แพ้พระอุโบสถ *วัดปราสาท* นนทบุรี และ *วัดสระบัว* เพชรบุรี



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #695 เมื่อ: 30 ก.ค. 13, 15:02 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

แต่ดูมีภาษีกว่าในเรื่องพระประธานและภาพจิตรกรรมฝาผนัง เบื้องหลังองค์พระพุทธรูปประธาน โดยเฉพาะพระประธานเป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องที่แตกต่างไปจากพระทรงเครื่ององค์อื่นๆ ทั้งในสมัยอยุธยาตอนกลางและตอนปลาย เพราะเครื่องประดับพระวรกายดูเหมือนเครื่องทรงพระมหากษัตริย์ที่เป็นมนุษย์ โดยเฉพาะมงกุฎที่พระเศียรนั้น มีลักษณะเป็นพระมหาพิชัยมงกุฎของพระมหากษัตริย์โดยแท้ และอาจจะเป็นต้นแบบของพระมงกุฎของพระพุทธรูปทรงเครื่องตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย ลงมาถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นก็ว่าได้

ข้าพเจ้าเลยคิดตามทรรศนะนอกรีตของข้าพเจ้าเองว่า พระพุทธรูปองค์นี้น่าจะเป็นพระพุทธรูปฉลองพระองค์ของพระมหากษัตริย์อยุธยาก็เป็นได้ คือคล้ายๆ กับพระพุทธรูปพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก และพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 3 ทรงสร้างถวายในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดารามที่กรุงเทพฯ เหตุนี้จึงเกิดเรียกชื่อในตำนานของชาวบ้านว่า "หลวงพ่อทรงธรรม" ที่มุ่งไปถึงสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม ที่ทรงพบรอยพระพุทธบาท สระบุรี และเสด็จฯมาแวะที่ตำบลพระนครหลวง บนเส้นทางที่พระองค์เสด็จฯทางชลมารค เพื่อไปนมัสการรอยพระพุทธบาท

แต่ก็คงเป็นพระพุทธรูปที่สมเด็จพระเจ้าปราสาททองทรงสร้างถวายเป็นพระราชกุศล เพราะพระองค์ทรงสานต่อพระราชประเพณีในการเสด็จนมัสการพระพุทธบาทให้มีความสำคัญ งดงาม และอลังการขึ้น โดยเฉพาะที่ตำบลนครหลวง ริมแม่น้ำป่าสัก อันเป็นตำแหน่งที่ต้องทรงหยุดประทับพักบนเส้นทาง ได้ทรงสร้างปราสาทนครหลวงขึ้น เพื่อแสดงพระเกียรติ์ในการเป็นสมเด็จพระจักรพรรดิราช โดยจำลองแบบผังของปราสาทนครวัด จากเมืองพระนครมาสร้างขึ้นแต่ยังไม่เสร็จ ที่เสร็จกลับเป็นวัดใหม่ประชุมพล เพราะอยู่ใกล้ริมน้ำและอยู่ใกล้พระตำหนักหรือพลับพลาที่ประทับพักร้อน มาแต่สมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมก็ได้ ที่สำคัญบริเวณนี้เป็นที่ประชุมพลของขบวนทหารที่ตามเสด็จ ขบวนพยุหยาตรา อีกทั้งอาจเป็นที่ประชุมทัพทหารที่ยกขึ้นไปตามลำน้ำป่าสัก ไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือและประเทศลาว ในสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง วัดใหม่ประชุมพลไม่ใช่วัดธรรมดา เพราะนอกจากมีพระอุโบสถ พระวิหารในเขตพุทธาวาสแล้ว ยังมีพระมหาธาตุเจดีย์ขนาดใหญ่ทรงย่อไม้สิบสอง ที่ถือกันว่าเป็นศิลปกรรมที่พัฒนาขึ้นในรัชกาลนี้ พระมหาธาตุเจดีย์แบบนี้พบตามริมน้ำทั่วไป เช่น ที่วัดชุมพลนิกายาราม บางปะอิน ที่วัดขนอนหลวง บางตะนาว ที่วัดไชยวัฒนาราม และที่ภูเขาทองเป็นต้น เช่นเดียวกันกับพระเจดีย์ทรงย่อไม้สิบสอง การสร้างพระพุทธรูปทรงเครื่องนับเป็นพระราชนิยมของสมเด็จพระเจ้าปราสาททองโดยแท้ เพราะได้พบตามวัดสำคัญของรัชกาลนี้หลายวัด เช่น ที่วัดไชยวัฒนาราม จะมีพระพุทธรูปทรงเครื่องเป็นพระประธานของพระปรางค์ที่เป็นเมรุทิศโดยรอบระเบียงคดที่ล้อมรอบพระปรางค์ประธานของวัด



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #696 เมื่อ: 30 ก.ค. 13, 15:03 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

หรือที่วัดหน้าพระเมรุ ริมคลองสระบัวที่อยู่ใกล้กับท่าวาสุกรี อันเป็นจุดเริ่มต้นของขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ก็มีพระพุทธรูปทรงเครื่องขนาดใหญ่เป็นพระประธานของพระอุโบสถ ซึ่งนับเป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องที่งดงามที่สุดของสยามประเทศก็ว่าได้ หรือริมลำน้ำลพบุรีเก่าที่ผ่านเพนียดคล้องช้าง และทุ่งลุมพลี ไปออกแม่น้ำเจ้าพระยาก็มีพระพุทธรูปทรงเครื่องที่วัดตูม เป็นที่เคารพในความศักดิ์สิทธิ์ของชาวบ้าน พระพุทธรูปองค์นี้ยอดพระเมาฬี เมื่อถอดออกมาแล้วมีที่บรรจุน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านไปขอมาเป็นน้ำมนต์ ก็เป็นพระที่อยู่ในวัดริมลำน้ำที่เกี่ยวเนื่องกับการทำพิธีขบวนพยุหยาตราทางชลมารคของพระมหากษัตริย์อยุธยาเช่นกัน แต่สิ่งที่หลวงพ่อทรงธรรม ณ วัดใหม่ประชุมพล มีไม่เหมือนกับพระพุทธรูปทรงเครื่องอื่นๆ ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ เบื้องหลังขององค์พระประธานเป็นภาพจิตรกรรมฝาผนังที่สดใส มีรูปแบบแตกต่างไปจากที่อื่นๆ อย่างสิ้นเชิง คือ แทนที่ภาพจิตรกรรมจะเป็นภาพของเขาพระสุเมรุในไตรภูมิตามประเพณีนิยมมาแต่สมัยก่อน กลับเป็นภาพกอไม้และดอกไม้มงคลที่น่าจะได้อิทธิพลมาจากจีน รวมทั้งการใช้สีสันที่สดใสด้วย ดูเป็นภาพที่ช่วยเสริมให้องค์พระพุทธรูปที่แต่ก่อนนี้ปิดทองเหลืองอร่ามดูโชติช่วงอย่างไม่พบในที่อื่นๆ ทีเดียว
สมัยที่ท่านอาจารย์ประยูร อุลุชาฎะ หรือ น ณ. ปากน้ำ ยังมีชีวิตอยู่ ได้นำทีมงานเมืองโบราณไปถ่ายภาพจิตรกรรมของวัดนี้มาพิมพ์เผยแพร่ไว้ก่อนที่จะแลเห็นทรุดโทรมมากขึ้นในทุกวันนี้

ข้าพเจ้าไม่เคยลืมวัดนี้ และทุกครั้งที่เดินทางผ่านไปตามเส้นทางไปนมัสการพระพุทธบาทของคนโบราณ ก็จะแวะเข้าไปนมัสการหลวงพ่อทรงธรรม และชมจิตรกรรมฝาผนังที่เหลืออยู่ ทุกครั้งที่ได้ไปกราบไหว้ก็เกิดความชุ่มชื่นจิตใจ เพราะเมื่อเพ่งดูที่พระพักตร์พระพุทธรูปองค์นี้แล้ว แลเห็นพระเนตรที่อ่อนโยนและริมโอษฐ์ที่เผยอยิ้มอย่างเมตตาเสมอ
ข้าพเจ้าได้รับการถ่ายทอดในการเพ่งดูอารมณ์ของพระพุทธรูปเช่นนี้จากพ่อของข้าพเจ้า และมีความรู้สึกกับหลวงพ่อทรงธรรมเช่นเดียวกันกับการได้เพ่งพระพักตร์ของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรที่ไชยา อันเป็นรูปเคารพที่บันดาลใจให้ท่านพุทธทาสแลเห็นความเป็นหนึ่งเดียวของธรรมะกับธรรมชาติ ที่สวนโมกข์ รวมไปถึงภาพเขียนสีรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ณ วิหารโฮยูจิ ที่เมืองนาระ ประเทศญี่ปุ่น แม้ว่าของเดิมจะสูญไปเพราะไฟไหม้ แต่คนญี่ปุ่นก็ได้จำลองภาพไว้และพิมพ์ภาพจำหน่ายแก่ผู้คนที่สนใจมาเยือน ข้าพเจ้านำมาติดกรอบไว้เพื่อบูชา และเพ่งมองในยามไม่มีความสงบในจิตใจ
ข้าพเจ้าดีใจเมื่อได้พบว่า ท่านอาจารย์ *ม.ร.ว.อคิน รพีพัฒน์* มีความรู้สึกและแลเห็นความงาม ความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อทรงธรรมยิ่งไปกว่าข้าพเจ้าหลายเท่า ดังเห็นได้จากเจตนารมณ์ของท่านในการทอดกฐินสามัคคี เพื่อให้ได้รายได้จากการทำบุญมาบูรณปฏิสังขรณ์พระวิหารและองค์พระ ในชีวิตของข้าพเจ้าได้พบคนอยู่สองคนที่มองอะไรอย่างแปลกๆ ลึก แต่สุนทรีย์ คนแรกคือ *คุณเล็ก วิริยะพันธุ์* ผู้สร้างเมืองโบราณ คุณเล็กแลเห็นศิลปะกับจิตวิญญาณเป็นเรื่องเดียวกัน เหตุนี้เมื่อมีความพอเพียงทางวัตถุแล้ว จึงทุ่มเททั้งชีวิตมาสร้างเมืองโบราณ และงานทางศิลปวัฒนธรรมจนสิ้นอายุขัย
เมื่อประมาณ 8 - 9 ปีที่ผ่านมา ท่านอาจารย์อคินและข้าพเจ้าได้เดินทางโดยรถยนต์ไปประชุมร่วมกัน



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #697 เมื่อ: 30 ก.ค. 13, 15:05 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ที่ไหนแห่งหนึ่งแต่จำไม่ได้ จำได้แต่เพียงว่าท่านอาจารย์ได้เล่าถึงความรู้สึกของท่านกับหลวงพ่อทรงธรรม ดังเช่นที่ท่านเขียนเล่าไว้ในใบบอกบุญทอดกฐิน

ระหว่างนั่งคุยกันบนรถ ข้าพเจ้าเข้าใจในความรู้สึกของท่าน และเกิดความเคารพในความเป็นคนธรรมดาที่ไม่ใช่ธรรมดาของท่าน ข้าพเจ้ามักแอบสังเกตท่านอาจารย์อคินบ่อยๆ ระหว่างประชุมงานวิชาการร่วมกัน ท่านดูไม่สนใจคนที่กำลังเสนอบทความกับที่ประชุมจะพูดว่าอะไร เรื่องอะไร จดบันทึกบางอย่างเพียงเล็กน้อย แต่ใช้เวลาส่วนใหญ่สเกตช์ภาพต้นไม้ หมู่บ้าน ทิวทัศน์ หรืออาคาร ด้วยลายเส้นจากปากกาที่ท่านจดบันทึก ท่านเขียนได้สวยงามอย่างเป็นศิลปินทีเดียว แต่พอถึงคราวที่ท่านจะต้องแสดงความคิดเห็นต่อสิ่งที่ใครต่อใครเสนอมาในที่ประชุม ข้าพเจ้าก็ต้องประหลาดใจว่า ท่านอาจารย์อคินที่ดูเหมือนสนใจแต่เพียงเขียนรูปเล่นมากกว่าฟัง กลับมีความเข้าใจในประเด็นสำคัญอย่างลุ่มลึก และสามารถนำประเด็นสำคัญนั้นชี้ให้เกิดความกระจ่างแจ้งอย่างมีคุณูปการทีเดียว ประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อทรงธรรมที่ท่านอาจารย์อคินเล่ามานั้น เป็นสิ่งที่ข้าพเจ้าชื่นชมและอยากมีส่วนร่วม เพราะเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นมนุษย์ในทางอารมณ์และจิตใจ

มนุษย์นั้นนอกจากมีธรรมชาติเป็นสัตว์สังคมที่จะต้องอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มจึงจะมีชีวิตรอดแล้ว ยังเป็นสัตว์โลกที่ไม่มีความมั่นคงทางจิตใจ ต้องหาที่พึ่งทางความเชื่อเป็นนิจสิน มนุษย์ปัจจุบันในสังคมไทยสมัยนี้มักพึ่งความเชื่อทางไสยศาสตร์เป็นสำคัญ จึงเกิดเรื่องของการสะเดาะเคราะห์ ขอโชคลาภ เช่าซื้อวัตถุมงคล เช่น พระเครื่อง พระพิมพ์ มาช่วยให้ตนไม่ต้องตายหรือไม่จนกันอย่างพร่ำเพรื่อ แต่การเข้าหาที่พึ่งของท่านอาจารย์อคินกับหลวงพ่อทรงธรรม เป็นที่พึ่งทางศาสนาที่ยังความสงบทางจิตใจมากกว่าความเร่าร้อน ดังนั้น การที่ท่านชักชวนให้เพื่อนฝูงญาติพี่น้องและผู้มีใจกุศลทั้งหลายไปทำบุญทอดกฐินในวันที่ 6พฤศจิกายนที่จะถึงนี้ จึงเป็นการกุศลที่สำคัญ เพื่อจะได้นำรายได้จากการทำบุญเหล่านั้นมาบูรณปฏิสังขรณ์พระวิหารหลวงพ่อทรงธรรม ให้กลับคืนสภาพเดิมอย่างที่เคยรุ่งเรืองมา วัดใหม่ประชุมพลนับได้ว่าเป็นวัดสำคัญทางประวัติศาสตร์แห่งหนึ่งในสมัยอยุธยาตอนปลาย เพราะตั้งอยู่บนเส้นทางของการจาริกแสวงบุญไปยังพระพุทธบาท วัดนี้ไม่ควรจะได้รับแต่เพียงการบูรณปฏิสังขรณ์อย่างเดียว หากยังน่าที่จะฟื้นฟูให้เป็นพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งที่มีชีวิต เพื่อให้ผู้คนในท้องถิ่นและต่างถิ่นจากภายนอกได้เรียนรู้และอนุรักษ์เป็นอย่างยิ่ง ในส่วนตัวข้าพเจ้าคิดว่า ในวันทอดกฐินนั้นนอกจากไปกราบไหว้ขอพรจากหลวงพ่อทรงธรรมแล้ว ขอปวารณาตัวเป็นมัคคุเทศก์นำชมสถานที่ทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมทั้งในเขตอำเภอนครหลวง และสถานที่สำคัญบางแห่งบนเส้นทางไปไหว้พระพุทธบาท โดยเฉพาะสถานที่สำคัญที่ถูกลืมสองแห่งคือ เมืองขีดขินหรือปรันตะปะกับถ้ำนารายณ์ อันเป็นเมืองโบราณและถ้ำวิหารในเขาพระพุทธบาทในสมัยทวารวดี

*ทั้งสองแห่งนี้คือที่มาที่สำคัญของการเกิดรอยพระพุทธบาท ครั้งรัชกาลสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม*


ที่มา..... http://www.sac.or.th/Subdetail/article/2548/November/article9.html



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #698 เมื่อ: 31 ก.ค. 13, 11:53 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เอาชนะความกลัวในจิตใต้สำนึก และก้าวไปข้างหน้า



“ความกลัว” สาเหตุสำคัญที่ทำให้หลายๆ คนยังติดอยู่กับที่
ต้องขอบคุณทุกท่านที่ได้ติดตามเรื่องราวดีๆ จากผมมาโดยตลอด
วันก่อน ได้มีน้องคนหนึ่งได้อ่านบท เรื่อง หยุดเฟ้อฝันถึงความสำเร็จแล้วไปดู Harry Potter ซะ และได้ เข้ามาถามคำถามนี้



ความกลัวในระดับจิตใต้สำนึก จะแก้ไขอย่างไร?
การจะพิจารณาว่าจะแก้ไขได้อย่างไรนั้นจำเป็นจะต้องเข้าใจกระบวนการการเกิดขึ้นของจิตใต้สำนึกเสียก่อน….

จิตใต้สำนึกเกิดขึ้นมาได้อย่างไร?
หากจะหาคำอธิบาย ให้เข้าใจง่ายๆ และเข้าใจอย่างทั่วถึง ก็จะสามารถกล่าวได้ว่า
จิตใต้สำนึก เกิดมาจาก การสั่งสมความรู้ และเรื่องราวต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต
จิตใต้สำนึก เกิดมาจาก ประสบการณ์ และเหตุการณ์ต่างๆ ที่ได้เจอ ได้สัมผัส
จิตใต้สำนึก เกิดมาจาก สิ่งต่างๆ ที่เข้ามาสู่ตัวเราผ่านทาง ทวารทั้ง 6 คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และ ใจ
ภาพที่เราได้เห็น, เสี่ยงที่เราได้ฟัง, กลิ่นที่เราได้รับ, รสชาติที่เราได้ชิม, สัมผัสที่กระทบร่างกาย, ความรู้สึกที่กระทบต่อจิตใจ สิ่งเหล่านี้ ล้วนส่งผล และสะสมก่อให้เกิดเป็นจิตใต้สำนึกของเราทั้งนั้น

จิตใต้สำนึก ทำงานอย่างไร?




noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #699 เมื่อ: 31 ก.ค. 13, 12:01 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

จิตใต้สำนึก เป็น สิ่งที่ทำให้ตัวของเรา กระทำการ หรือตัดสินสิ่งต่างๆ ที่เราได้พบเจอ อย่าง “อัตโนมัติ” เช่น
“อาการที่เมื่อเราพบเห็นคนบางคน เราก็มักจะมีความรู้สึก และตัดสินบุคคล เหล่านั้น โดยอัตโนมัติ และตัดสินว่าคนคนนั้นเป็นคนอย่างไร เพราะเคยเจอประสบการณ์ที่เคยได้พบเจอมาก่อนกับบุคคลที่มีลักษณะคล้ายๆ แบบนั้น หรือได้รับการเรียนรู้มาแบบนั้น”
“บางคน เมื่อโดนละอองฝน ก็ป่วยทันที เพราะเคยถูกสอนว่าถ้าโดนละอองฝนแล้วจะป่วย และเคยป่วยหลังจากโดนละอองฝนมาก่อน”

จะโปรแกรมจิตใต้สำนึกได้อย่างไร?
อย่างที่ได้กล่าวไว้ในขั้นต้นว่า จิตใต้สำนึก เกิดมาจากการสั่งสมเรื่องราวต่างๆ ผ่านทางทวารทั้ง 6
ซึ่งเป็นการสะสมที่มีระยะเวลายาวนาน และถูกสะสมซ้ำๆ เป็นเหมือนนิสัยในส่วนลึก ที่สั่งการให้เราทำสิ่งต่างๆ โดยอัตโนมัติ
ดังนั้นการจะแก้ไข หรือโปรแกรมจิตใต้สำนึกลงไปใหม่ ก็จำเป็นจะต้องโปรแกรมโดยผ่าน ทวารทั้ง 6 เช่นกัน
แต่ในการโปรแกรมลงไปใหม่นั้น ผมขอแบ่งการโปรแกรมออกเป็น 2 ส่วน คือ การโปรแกรมทางกาย และการโปรแกรมทางใจ




noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #700 เมื่อ: 31 ก.ค. 13, 12:02 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

การโปรแกรมทางกาย คือ การ input สิ่งต่างๆ ผ่าน การมองเห็น, การได้ยิน, การได้กลิ่น, การได้รับรส และการสัมผัส
การโปรมแกรมทางใจ คือ การ ปรับปรุงคุณภาพของใจ และ input เรื่องที่ต้องการลงไปในใจ
สิ่งที่เราได้ทำในแต่ละวัน กิจกรรมที่เราได้เข้าไปร่วม ตลอดจนการเรียนรู้เรื่องราวต่างๆ มีผลต่อการโปรแกรมจิตใต้สำนึกทั้งสิ้น


เอาชนะความกลัวในจิตใต้สำนึก
การจะเอาชนะความกลัวในจิตใต้สำนึกนั้น สามารถทำได้โดยการเพิ่มเติมกำลังใจ เพิ่มเติมไฟในตัวของเราเข้าไปให้มากๆ และต้องยอมรับ และเข้าใจสิ่งที่เราคิดอยู่ตามความเป็นจริง ที่สำคัญคือต้องมีสติ รู้ตัวอยู่เสมอว่า เรากำลังทำอะไรอยู่ และเรื่องราวที่เกิดขึ้น นั้นเกิดขึ้นมาได้อย่างไร อะไรเป็นต้นเหตุ




noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #701 เมื่อ: 31 ก.ค. 13, 12:04 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

การโปรแกรมทางกาย เพื่อเอาชนะความกลัว
วิธีการที่ง่าย และส่งผลต่อการเอาชนะความกลัวได้ดี คือการ เปิดรับสิ่งต่างๆ ที่เพิ่มพลังให้แก่ตัวเราบ่อยๆ
ดู ท่าทางหรือการแสดงที่มีความกระชับกระเฉง ดู VDO ที่เสริมพลัง เช่น การปลุกยักษ์, VDO ที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจ
ฟัง เสียงที่ทรงพลังบ่อยๆ ดนตรีที่ตื่นเต้นฮึกเหิม ฟัง CD ของนีกสร้างแรงบันดาลใจ ฟังเรื่องราวดีๆ ตลอดจน พูดแต่สิ่งที่ดีๆ และเป็นด้านที่บวกให้กับชีวิตด้วย
ดม กลิ่น ที่สดชื่น กลิ่นที่ทำให้จิตใจร่าเริ่งแจ่มใส และมีความสุขยิ่งขึ้น กลิ่นที่ทำให้เรารู้สึกผ่อนคลาย
ลิ้มรส อาหารที่ไม่มีรสชาติ จัดเกินไป เพราะอาหารส่งผลต่อสภาพอารมณ์และจิตใจด้วยนะครับ
จับต้อง สัมผัส กับคนที่มีความอบอุ่น อยู่ใกล้ชิดกับบุคคลที่มีพลัง มีไฟ
ทั้ง 5 ช่องทางนี้ หากคุณได้ทำบ่อยๆ จะทำให้ตัวของคุณ ได้ซึมซับ พลัง เข้าไปในตัวของคุณเองด้วย อย่างไม่น่าเชื่อ ซึ่งสิ่งที่จะช่วยให้คุณทำสิ่งต่างๆ เหล่านี้ได้บ่อยๆ คือ “เพื่อน, คนใกล้ชิด หรือ Idol ของคุณนั้นเอง”
ดังนั้น หากคบผู้ที่มีพลัง ดูแลตัวเอง เป็นคนที่คิดบวกมากๆ และหมั่นใกล้ชิดบุคคลเหล่านั้นบ่อยๆ ก็ช่วยได้ครับ

การโปรแกรมทางใจ เพื่อเอาชนะความกลัว




noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #702 เมื่อ: 31 ก.ค. 13, 12:08 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

การโปรแกรมทางใจ เพื่อเอาชนะความกลัว
ใจของคนเรานั้นซัดส่าย ขุ่มมัว ไม่หยุดนิ่ง
การจะโปรแกรมเข้าไปในใจนั้น สิ่งแรกที่เราต้องทำคือ “ทำใจให้นิ่งเสียก่อน”
เพราะการทำใจให้นิ่ง ทำให้มีสมาธิ มีสติอยู่กับตัวเลย ใจจะมีพลัง และสามารถรับสิ่งดีๆ เข้ามาในใจได้อย่างรวดเร็ว
เมื่อใจนิ่งสงบได้แล้ว เราก็สามารถโปรแกรมลงไปในใจ ด้วยการจินตนาการ เสริมสร้างกำลังใจให้ตัวเอง สร้างแรงบันดาลใจ นึกถึงสิ่งดีๆ ที่เราได้ทำมา นึกถึงความสำเร็จแม้เพียงเล็กๆ น้อยๆ และให้ปีติใจอยู่กับความสำเร็จเหล่านั้น มีความสุขอยู่กับมัน การคิดและจินตนาการในขณะที่ใจนิ่งสงบดีแล้วนั้น จะส่งผลเร็ว ยิ่งขึ้น และทำให้ใจมีพลังมากกว่า

หมั่นโปรแกรมตัวเอง ทั้งทางกาย และทางใจ อย่างต่อเนื่องนะครับ ทำบ่อยๆ ทำทุกวัน ทำเรื่อยๆ
ไม่จำเป็นว่าคุณจะต้องเอาชนะความกลัวให้ได้ทั้งหมดเสียก่อน
แล้วจึงจะมีกำลังใจ และความกล้าที่จะเริ่มต้นทำสิ่งใหม่ๆ
ขอเพียงลงมือทำ เติมพลังเข้าไปบ่อยๆ เติมให้มากกว่า ลดกำลังใจ
ลงมือทำ ทั้งๆ ที่กลัว ลงมือทำ ทั้งๆ ที่ยังลังเล ลงมือทำ สิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน แล้วความกล้า จะมากกว่าความกลัว
เมื่อความกล้ามีมาก ความกลัวก็เป็นแค่ก้อนกรวดเล็กๆ ที่พร้อมให้เราก้าวข้ามไปข้างหน้า
เติมความกล้า เติมพลังใจเข้าไปในจิตใต้สำนึก เมื่อ ความกล้าในจิตใต้สำนึกเพิ่มมากขึ้น ความกลัวก็จะเล็กลง



เครดิต by Coach Kitti.....Amazing Life Coach :

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #703 เมื่อ: 31 ก.ค. 13, 13:06 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

พลัง............จิตใต้สำนึก


จิตใต้สำนึก คือฐานข้อมูลของความคิด และความรู้สึกที่เกิดขึ้นซ้ำกันบ่อยๆ จนตกตะกอนแล้ว

จิตใต้สำนึกไม่ได้เชื่อมต่อกับทวารทั้งห้า คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ดังนั้นจึงไม่รับรู้ว่า เห็นอะไร ได้ยินอะไร แต่จะบันทึกเฉพาะส่วนที่เป็นความรู้สึกพร้อมกับภาพในจินตนาการเท่านั้น

หากคุณรู้สึกอิจฉาริษยาในความสำเร็จ การได้เลื่อนตำแหน่งหรือความร่ำรวยของผู้อื่นจิตใต้สำนึกก็จะเข้าใจว่า คุณไม่ต้องการสิ่งเหล่านี้ จึงบันดาลให้คุณไม่มีโอกาสได้พบดังนั้นจึงควรร่วมแสดงความยินดีกับผู้ที่ประสบความสำเร็จ เพื่อส่งสัญญาณ ไปยังจิตใต้สำนึกว่า คุณก็ต้องการประสบสิ่งเหล่านี้เช่นกัน

จิตใต้สำนึกจะไม่เข้าใจสมมติของโลก เช่นจำนวนเงิน แต่จะบันทึกไว้ในรูปของความรู้สึกแทนดังนั้นคนที่ทำบุญสิบบาท ด้วยความรู้สึกศรัทธาเต็มเปี่ยม กับคนที่ทำบุญแสนบาทด้วยความศรัทธาเท่ากันข้อมูลที่จะบันทึกไว้ในจิตใต้สำนึกก็จะเท่ากัน

จิตใต้สำนึกจะแยกไม่ออกระหว่างภาพในจินตนาการกับภาพจากประสบการณ์จริงดังนั้น การที่คุณสร้างจินตนาการในใจขึ้น ก็เหมือนกับเป็นการบอกจิตใต้สำนึกบันทึกภาพนี้ไว้บันดาลให้เกิดขึ้นจริงต่อไป

จิตใต้สำนึกเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึก ต่างจากจิตสำนึกซึ่งเกี่ยวข้องกับความคิดและสมอง

จิตใต้สำนึกไม่เข้าใจภาษา แต่จะบันทึกเฉพาะสิ่งที่เป็นความรู้สึก จึงไม่เข้าใจคำว่า "ไม่" "อย่า" ดังนั้นคุณจึงควรคิดแต่ทางบวก อย่าไปคิดในสิ่งที่ตัวเองไม่ต้องการ เช่นไม่ควรคิดว่าฉันไม่อยากอ้วนแต่ให้เปลี่ยนเป็นรูปร่างในฝันของฉันคือผอมเพรียว

เมื่อคุณฝึกคิดบวกจนเป็นนิสัย จิตใต้สำนึกก็จะบันดาลให้สิ่งที่ดิดเกิดขึ้นจริงแล้วจะพบว่าสิ่งดีๆ เข้ามาสู่ชีวิตคุณมากมายอย่างไม่น่าเชื่อ

แต่ทั้งนี้การจินตนาการภาพในใจนั้น จะไม่มีวันเกิดขึ้นจริงได้หากคุณมีความอยาก เกิดขึ้นในใจเพราะความอยากหรือพุทธศาสนาเรียกว่า ตัณหา เป็นตัวปิดกั้นศักยภาพการทำงานของพลังจิตใต้สำนึก เพราะความอยาก ทำให้คุณวิตกกังวล รุ่มร้อน ไม่สงบ และผลที่ตามมาคือความไม่เชื่อมั่น และเกิดความลังเลสงสัย ดังนั้นต้องลดอยาก หยุดอยาก และไม่คิดอยาก แต่จงเปลี่ยนเป็นความเชื่อแทน








จาก หนังสือเรื่องเดอะ ท็อป ซีเคร็ต
ที่มา http://board.palungjit.com/



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า

หน้า: 1 ... 9 10 11 12 13 14 15 16

 
ตอบ
ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:   Go
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม