Sanook.commenu

ดูดวง ดวงความรัก ทํานายฝัน เซียมซี กราฟชีวิต ไพ่ยิปซี เกมทายใจ เรื่องผี พระเครื่อง ดูทีวี ฟังเพลง ฟังหวยออนไลน์

Sanook! Horoscope

เมนู

หน้า: 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 ... 16

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: สาระธรรมกับ destinygoal  (อ่าน 23456 ครั้ง)
add
เรทกระทู้
« ตอบ #90 เมื่อ: 18 มิ.ย. 13, 15:04 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 

พ่อมาหา

หลังจากเสร็จงานก็กลับบ้านที่กรุงเทพฯ และคืนนั้นเองระหว่างที่นุ่นหลับอยู่ แม่ก็เข้ามาปลุกนุ่นด้วยอาการตกใจอย่างมาก นุ่นตื่นเร็วพ่อมา
และแม่ก็พาไปห้องแม่ซึ่งตอนนี้นามานอนด้วย เมื่อเข้าไปน้าพูดขึ้นว่า นุ่นมาหาพ่อหน่อย นุ่นจึงตวาดกลับไป เล่นบ้าอะไร เอาพ่อมาเล่นบ้าอะไร พ่อในร่างน้าก็พยายามพูดให้นุ่นเชื่อว่าเป็นพ่อจริงๆ ไม่ใช่น้า จนมีการนำเรื่องที่มีเฉพาะนุ่นกับพ่อที่รู้กันแค่สองคนมาถาม ซึ่งพ่อก็ตอบได้ นุ่นจึงลงใจวิ่งเข้าไปกอดพ่อในร่างของน้า หลังจากแสดงความรักและคิดถึงกันอยู่นานพ่อจึงเล่าเรื่องหลังความตายของพ่อ ให้ฟัง

เรื่องหลังความตาย

พ่อเล่าว่า พ่อเป็นคนที่ชอบดื่มเหล้า จึงถูกนำลงไปนรกไปกรอกน้ำทองแดง ระหว่างที่พ่อเข้าแถว พ่อเหลือบไปเห็นพระรูปหนึ่งเข้ามาอยู่ในบริเวณนั้น แล้วก็มีเสียงเรียก นายอำนวย...ออกมาพ่อไม่กล้าออกนอกแถว เพราะจะมีคนคอยเอาหอกแหลมแทงทะลุคนที่แตกแถว มันน่ากลัวมาก พอถึงคิวพ่อถูกกรอกน้ำทองแดง ก็มีแรงมหาศาลฉุดพ่อออกจากแถว พร้อมพูดว่า
นายอำนวย... ออกมาถ้าเราสั่งแล้วไม่มีใครกล้าทำอะไรหรอก
จำเราได้รึเปล่า
จำไม่ได้ครับ
เราอีตาบัวไง อีตาบัวที่อ๊อดชอบไปทำบุญบ่อยๆนะหรอกหรือครับ
เอ่อนั่นแหละ เท่านั้นพ่อเข่าอ่อนเลย หลวงตาท่านทราบแต่ท่านไม่โกรธแต่ท่านกลับมาช่วย

ต่อรองเจ้ากรรมนายเวร

หลวงตาพาพ่อไปหาคนที่มีหน้าที่ดูแลบัญชีบุญบาปของมนุษย์ แต่พ่อไม่ค่อยทำบุญบุญน้อย จึงไม่พอให้เจ้ากรรมนายเวร หลวงตาจึงให้เปิดบัญชีบุญของแม่ ซึ่งมีมากแต่ยังไม่พอ หลวงตาจึงว่า ให้ดูใหม่ มีบุญประทายข้าวด้วย เขาจึงเปิดอีกจึงพบและ หลวงตาให้เอาบุญนี้ให้เจ้ากรรมนายเวร ซึ่งทางโน้นก็พอใจจึงปล่อยตัวพ่ออกมาได้

เรื่องของพ่อหลังพ้นจากนรก

หลัง จากที่หลวงตาท่านช่วยพ่อของนุ่น วิญญาณเร่ร่อนของพ่อน่นจึงได้ไปอย่วัดป่าบ้านตาด ดังเช่นวิญญาณอีกจำนวนมหาศาลที่หลวงตาบัวช่วยให้พ้นจากนรก เหตุที่มา วัดป่าบ้านตาดเพราะจะได้คอยอนุโมทนากับคนที่มาทำบุญที่วัด รวมไปถึงมีการพัฒนาคุณภาพวิญญาณ ให้มีมีบุญกุศลและความดีพอที่จะยกชั้นภูมิได้ หากวิญญาณไหนโชคดีมีญาติมาปฏิบัติธรรมก็จะเปลี่ยนภพภูมิได้เร็ว พ่อนุ่นยังเล่าต่ออีกว่าผ้าบังสุกุล ที่แม่กับนุ่นทำไปทอดทิ้งไว้ พ่อได้รับแล้ว เวลาร้อนก็อาศัยกันร้อนได้ เวลาหนาวก็อาศัยห่มได้



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #91 เมื่อ: 18 มิ.ย. 13, 15:05 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

นั่งสมาธิให้พ่อด้วย

เนื่องจากภพภูมิที่พ่ออยู่ไม่เหมือนภพภูมิมนุษย์ เป็นภพที่ยังทุกข์อยู่มาก หากวันไหนนุ่นนั่งสมาธิแล้วอุทิศบุญให้พ่อ พ่อก็จะรู้สึกสบาย
นุ่นจึงรับปากพ่อว่าจะนั่งสมาธิให้ทุกวัน ซึ่งหลังจากรับปากพ่อแล้ว นุ่นก็จะนั่งทุกวันซึ่งเป็นเวลาเดิมทุกวัน แต่มีอยู่วันหนึ่งนุ่นได้ไปช่วยงานหลวงตา เมื่อเลยเวลานั่งสมาธินุ่นก็รู้สึกถึงอาการคันและเจ็บยิบๆเหมือนใครเอาเข็ม มาจิ้ม พอนึกขึ้นได้ว่าเลยเวลานั่งสมาธิแล้วจึงพูดออกไปว่า เสร็จงาน กลับบ้านแล้วจะไปนั่งสมาธิให้พ่อ เท่านั้นแหละอาการก็หายไป หลังจากนั้นไม่นานพ่อก็มาแฝงน้าอีก นุ่นจึงถามพ่อว่าเรื่องที่คันยิบๆนั่นฝีมือพ่อรึเปล่า ซึ่งพ่อก็รับว่าใช่

หลวงตาเลื่อนงานประทายข้าว

มีอยู่ปีหนึ่งหลวงตาท่านเลื่อนงานประทายข้าวให้มาเร็วขึ้น ราว1อาทิตย์ โดยท่านให้เหตุผลว่า อาทิตย์ที่เลื่อนไปท่านจะไปทำธุระ นุ่นเองก้ได้ถามกับพ่อที่แฝงมาที่ร่างของน้า ถึงสาเหตุที่แท้จริงพ่อ จึงตอบว่า ที่หลวงตาเลื่อนเพราะกำหนดการงานประทายข้าวเดิมตรงกับวันตัดสินของทางนรก หลวงตาจึงเลื่อนให้เร็วขึ้นเผื่อจะมีญาติของใคร ทำบุญให้คนที่ตกนรก หลวงตาจะได้ใช้บุญที่ญาติอุทิศไปให้ ใช้ในการต่อรองกับเจ้ากรรมนายเวร

พ่อบุญพอแล้ว

หลัง จากที่พ่อมาแฝงร่างน้าครั้งแรก นุ่นและแม่ได้เพียร ทำบุญกับหลวงตา รักษาศีล นั่งสมาธิ เพื่ออุทิศบุญให้พ่อ ซึ่งระหว่างนั้นพ่อก็เข้ามาแฝงน้าเป็นระยะๆ จนกระทั่งวันหนึ่ง พ่อมาบอกนุ่นว่า หลวงตาบอกพ่อมีบุญพอแล้วที่จะเปลี่ยนภพภูมิไปเมืองสวรรค์ ให้ไปตัดอาลัยทั้งหมดให้ได้จะพาไปภพภูมิที่ดีกว่า ตอนนี้พ่อเหลือห่วงคือลูกคนเดียวแต่ยังไงก็จะมาลาลูก นุ่นได้ยินดังนั้นก็ร้องห่มร้องไห้ แล้วพูดว่า นุ่นไม่ยอม นุ่นไม่ยอมให้พ่อไปไหน พ่ออยู่อย่างนี้นุ่นยังได้เจอเวลาพ่อมาแฝงน้า พ่อก็พูดทั้งน้ำตาว่า น้ำตาของลูกในโลกวิญญาณมันท่วมเป็นทะเลมหาสมุทรแล้ว แล้วพ่อก็เงียบไป นุ่นเล่าเรื่องนี้ให้แม่และน้าฟัง ทั้งสองจึงพยายามเกลี้ยกล่อมให้ นุ่น ทำใจเพื่อไม่ให้ขวางทางพ่อ ที่จะไปดีและพ่อก็มาอีก แต่คราวนี้นุ่น ทำใจได้แล้วและหลังจากนั้น พ่อก็ไม่เคยมาแฝงน้าอีกเลย

เรื่องราวหลังจากนั้นและบทสรุป

หลังจากนั้นนานมากแล้ว นุ่นก็ยังทำใจไม่ได้ ยังแอบร้องไห้คิดถึงพ่อเป็นประจำ ซึ่งมีวันหนึ่ง นุ่นไปกราบหลวงตาที่สวนแสงธรรม
นุ่นนั่งอยู่ด้านล่างกุฏิหลวงตาขณะฟังเทศน์หลวงตา ด้วยความทุกข์ใจที่ยังตัดอาลัยไม่ขาดนุ่นจึงก้มหน้าและร้องไห้ออกมา แต่เป็นการร้องแบบเงียบๆไม่ได้รบกวนใคร ซักพักก็มีแม่ชีคนหนึ่งเดินเข้ามาลูบหลัง แล้วพูดขึ้นว่า พ่อหนูให้ฉันมาบอกว่า ตอนนี้พ่ออยู่สวรรค์แล้ว สบายดีไม่ต้องเป็นห่วงนุ่น ถึงกับสะดุ้ง เพราะที่ร้องไห้เป็น การก้มหน้าแล้วน้ำตาไหล ซึ่งถ้าไม่มีใครมานั่งจ้องหน้าจริงๆก็จะไม่เห็น อีกทั้งเป็นเวลาค่ำแล้ว และต่อให้เห็นก็ไม่มีใครรู้ได้หรอกว่า นุ่นร้องไห้เรื่องอะไร แต่แม่ชีที่ไม่เคยเห็นหน้าคนนี้พูดตรงกับเรื่องของนุ่น ซึ่งมันไม่น่าจะใช่เรื่องบังเอิญ หลังจากคราวนั้นนุ่นก็ทำใจได้ และตั้งใจทำบุญเหมือนเดิม เพราะนุ่นเชื่อแล้ว

เชื่อในบุญในบาป เชื่อในหลวงตามหาบัว แล้ววันนี้ท่านเชื่อรึยัง..????



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #92 เมื่อ: 18 มิ.ย. 13, 15:06 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ในสมัยปัจจุบัน ผู้เขียนขอยกตัวอย่าง ในปี ๒๕๔๐ หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ท่านป่วยหนัก ผลที่หมอตรวจที่วัดป่าบ้านตาด ที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์ ขอนแก่น ที่โรงพยาบาลศิริราช กรุงเทพฯ เป็นที่แน่นอนว่าท่านป่วยเป็น “โรคมะเร็งลำไส้” ขั้นสุดท้าย
หมอบอกว่า ท่านจะต้องตายก่อนเข้าพรรษาปีนั้นอย่างแน่นอน ท่านได้นิมิตภาวนาในเรื่องนี้ก่อนแล้ว แล้วต่อมาในปีเดียวกัน มีคนนิมนต์ให้ท่านอยู่ช่วยชาติบ้านเมือง ท่านจึงประกาศตั้งโครงการช่วยชาติ.. โรคได้หายเป็นปลิดทิ้งเพราะอานิสงส์นั้นเท่าทุกวันนี้ แล้วท่านได้ยาดีอะไรมารักษา? ก็ตอบได้ว่า เป็นยาวิเศษที่เทวดานำมาถวายโดยบันดาลผ่านทางมนุษย์เป็นผู้ประกอบ ยาเทวดาเป็นยาแบบไหนหนอ
ผู้เขียนขอไขปริศนาที่หลวงตาได้เล่าเฉพาะที่โรงน้ำร้อนวัดปาบ้านตาด ต้นปี ๒๕๕o นี้เองคือ ตามปกติท่านจะไม่เล่าเรื่องลึกลับลี้เร้นเหล่านี้ เพราะท่านว่าเป็นปัจจัตตัง รู้เห็นเฉพาะตน การนำออกมาเผยแผ่บางคนอาจไม่เข้าใจ เกิดการตำหนิลบหลู่เป็นการก่อกรรมแก่เขาได้ ท่านเล่าว่า คราวหนึ่งท่านอยู่ในป่าลึกเพียงรูปเดียว เร่งความเพียรภาวนาอดอาหารเป็นเวลาหลายวัน ร่างกายซูบซีดผอมเหลือง เรี่ยวแรงหดหาย เหลือแต่ใจอันดวงเด่น มีพลังมหาศาลข้างใน หมุนไปด้วยธรรมจักรตลอดวันคืน แต่พลังกายเหนื่อยล้าเต็มที ขณะที่ ท่านเดินจงกรมพิจารณาธรรมบางประการในยามค่ำคืน เทพธิดาตนหนึ่งได้ปรากฏกายเข้ามานั่งกราบไหว้ข้างบริเวณทางจงกรม เฝ้ารักษาอยู่โดยตลอดด้วยความเป็นห่วงเป็นใย แล้วนางเทพธิดาจึงกราบเรียนท่านว่า
“... เขาเคยเป็นแม่ของท่านในอดีตชาติ เกี่ยวข้องกันมานาน บัดนี้ได้มาเจอกัน ดีใจเป็นอย่างยิ่ง เห็นท่านซูบผอมซีดเซียวก็อยากมาช่วยเหลือด้วยการถวายอาหารทิพย์ อันจะทำให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่าสดชื่นขึ้น ขอให้ท่านเห็นแก่ความสัมพันธ์เก่าในอดีตชาติที่เคยเป็นแม่เป็นลูก โปรดเมตตารับอาหารทิพย์เถิด”
หลวงตาท่านตอบว่า “...เวลานี้เป็นเวลาวิกาลโภชน์ (เลยเที่ยง) รับภัตตาหารไม่ได้”
“อาหาร นี้ไม่มีสี ไม่มีรส เป็นอาหารวิเศษไม่ต้องกินด้วยปาก เพียงไล้ไปตามร่างกาย การไล้นั้นก็ไม่ต้องถูกเนื้อต้องตัว..ก็ถือว่าได้ดื่มด่ำรสของทิพย์แล้ว” นางเทพธิดากล่าวสาธยาย
“แม้ถึงกระนั้นก็ตาม พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่าเจตนานั้นแหละเป็นตัวกรรมคือการกระทำ.... แม้ เป็นอาหารทิพย์ก็ไม่ถูกต้องตามพระธรรมวินัย ถึงไม่มีใครเห็นเราก็รู้อยู่แก่ใจ ใจนี่แหละเป็นตัวพาสร้างเวรสร้างกรรม มิใช่อวัยวะอื่นใด”
เมื่อหลวงตาท่านพูดจบ ก็ก้าวเดินจงกรมต่อไป ท่ามกลางความเงียบในไพรสณฑ์ นางเทพธิดาก็นั่งเฝ้าอยู่อย่างนั้น ไม่ยอมเคลื่อนร่างที่เบาเหมือนปุยนุ่นไปไหน เพ่งมองท่านด้วยความห่วงใยและภูมิใจที่มีพระลูกชายเป็นพระอริยสงฆ์สาวกของ พระผู้มีพระภาคเจ้า ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเพื่อความพ้นทุกข์ แล้ว
นางจึงกราบเรียนท่านว่า “พรุ่งนี้เช้าจะนำอาหารทิพย์มาถวายใหม่”
พอ รุ่งเช้านางเทพธิดาได้มานั่งรออยู่หน้ากุฏิหลังน้อยมุงด้วยหญ้า กิริยาแช่มช้อยงดงาม หาสตรีใดในโลกเหมือนหรือเพียงเทียบเทียมมิมีได้
สตรีที่เขาว่าสวยที่สุดในโลกเป็นนางงามจักรวาลเมื่อเทียบกับนางเทพธิดาแล้ว ก็เหมือนลิงโก๊กตัวหนึ่งเท่านั้น น่าขำจริงๆ โลกมนุษย์เอย..
เมื่อพระหลวงตาเห็นดังนั้นจึงถามนางว่า...การ ที่เธอมานั่งอยู่หน้ากุฏิเราตั้งแต่เช้าเช่นนี้ ใครมาเห็นเข้า เดี๋ยวจะเข้าใจผิดเอาได้ ว่าพระอยู่กับผู้หญิงสองต่อสอง ข้อครหาต่างๆ อาจเกิดขึ้นได้ นางตอบว่า“ท่านไม่ต้องเป็นห่วงในเรื่องนั้น ไม่มีใครสามารถเห็นฉันได้..นอกจากท่านเท่านั้น นี่เป็นเทพเนรมิตเพื่อมาถวายอาหารทิพย์แก่ท่านได้ง่ายขึ้นเท่านั้น”



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #93 เมื่อ: 18 มิ.ย. 13, 15:07 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

“ถวาย ก็ถวายมาสิ” หลวงตาตวาดนางเทพธิดาหน่อยๆ นางจึงบอกให้ท่านนั่งนิ่งๆ ครู่หนึ่ง การถวายอาหารทิพย์ก็เป็นอันเริ่มขึ้นและจบลง
ร่างกายของท่านกระปรี้กระเปร่าอย่างเห็นได้ชัด เหมือนปลาขาดน้ำแล้วพลันได้น้ำ เหมือนคนหิวกระหายมานานวัน พลันมาเจอบ่อน้ำอันใสสะอาด ร่างกายสดชื่น ผิวพรรณที่ซีดเซียวกลับผุดผ่อง หายเมื่อย หายหิว ปฏิบัติภาวนาต่อไปได้อีกหลายวันโดยไม่ต้องมีอาหารตกท้อง.. อยู่เย็นสบายคลายความทุกข์กังวล
นี่คืออาหารเทวดา ยาเทวดาก็คงทำนองนี้เหมือนกัน เพราะนั่นเป็นของวิเศษ ที่มนุษย์ผู้ศีลน้อย ธรรมน้อยจะไม่มีวันได้พบพานเป็นอันขาด เว้นแต่ในนิทานหลอกเด็กเท่านั้น!!
ท่านพ่อลีเองก็เคยรับอาหารบิณฑบาตจากเทวดาที่ดอยขะม้อ จังหวัดลำพูน ท่านผู้สนใจโปรดติดตามจากหนังสือเล่มใหญ่ในวาระฉลองพระธุตังคเจดีย์ ที่วัดอโศการาม ก็แล้วกัน นี่ แหละท่านทั้งหลาย พระพุทธเจ้าและพระอรหันตสาวกเป็นที่อัศจรรย์อย่างหาที่สุดมิได้ ท่านเป็นผู้นำจิตวิญญาณและชีวิตจิตใจของเราผู้ศรัทธาทั้งหลาย เหมือน โคนำจ่าฝูงที่นำพวกเราผู้พยายามเพื่อธรรมเป็นเครื่องพ้นทุกข์ ว่ายตัดกระแสน้ำคือกิเลสอันเชี่ยวกราก อันเป็นห้วงน้ำใหญ่มีอันตรายมาก ข้ามขึ้นถึงฝั่งอันราบเรียบเป็นภูมิภาคน่ารื่นรมย์ เกษมสำราญไม่มีเวรภัย ถึงเมือง “อุดมบุรี” (อุดมธรรม) และ “นิพพานนคร” โดยปลอดภัยฯ
จากหนังสือธรรมะทะลุโลกของท่านพ่อลี ธัมมธโร

โดย พระมหาธีรนาถ อคฺคธีโร
วัดป่าภูผาสูง อ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #94 เมื่อ: 18 มิ.ย. 13, 15:07 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

โดย พระมหาธีรนาถ อคฺคธีโร
วัดป่าภูผาสูง อ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา



หลายปีก่อนผมเคยสนธนากับอ.เบิ้ม ในช่วงหนึ่งของการสนทนามีว่า...บอลสมัยก่อนเวลาเราจะไปกราบพระเราจะต้องดูพระเจ้าอยู่หัว
ดูยังไงครับอาจารย์ พระเจ้าอยู่หัวเราท่านเป็นพรหม ฉะนั้นหากพระองค์ไหนที่ท่านไปกราบด้วยความประสงค์ของท่านเองนั่นแหละพระดี ให้รีบไปกราบ นั่นไงอาจารย์(ผมพูดพลางชี้ไปที่รูปที่พระเจ้าอยู่หัวท่านไปกราบหลวงปู่เกษม ) เอ่อ หลวงปู่เกษมหนึ่งหละ แต่เวลาท่านไปเยี่ยมราษฎรในถิ่นธุรกันดานจะมีบางพระบางรูปที่เป็นที่เคารพ ของชาวบ้านในแถบนั้นท่านก็ต้องเข้าไป แต่เข้าไปกราบแบบนี้ไม่แน่
อ้าวงั้นผมจะรู้ได้ยังไงหละอาจารย์ว่าพระองค์ไหนนายหลวงท่านทรงไปกราบด้วยความประสงค์ของท่านเอง.....
และผมก็ได้นำบทสนทนานี้ไปเล่าต่อยังรุ่นน้องคนหนึ่ง พี่บอลได้ดูภาพที่พระเจ้าอยู่หัวท่านไปกราบหลวงตาบัวรึเปล่า
ทำไมเหรอ หลวงตานะพี่บอลเชื่อ100%ตั้งนานแล้ว เอ่อ รู้น่า ได้สังเกตรึเปล่า ตอนพระเจ้าอยู่หัวกราบท่านเอาผ้ารองกราบออก เห็นเขาพูดกันว่า พระเจ้าอยู่หัวท่านบอกว่า พระระดับนี้ไม่ต้องใช้ผ้ารองกราบ อะไรเหรอผ้ารองกราบ อ้าวไม่ รู้เหรอ เวลาเจ้านาย(เชื้อพระวงศ์ชั้นสูง) ท่านไปกราบพระจะต้องมีผ้ารองสำหรับกราบเพราะไม่ต้องการให้ไปกราบบนพื้นที่ ปรกติคนทั่วไปเดินไปมา อ้าวเหรอไม่เคยสังเกตเลย
และผมก็ไม่ได้ไปหาภาพนั้นมาดูเพรารูปที่พิมพ์แจกส่วนใหญ่จะเป็นรูปที่พระเจ้าอยูหัวท่านพนมมือสนทนากับหลวงตา
จน เมื่อวานมีคนเอาไฟล์รูปหลวงตากับพระเจ้าอยู่หัวมาให้เพราะผมขอไว้จะเอาไป เข้ากรอบบูชา แต่เขาใจดีเอามาทุกไฟล์เลย ผมเลยได้เห็นภาพประวัติศาสตร์ และ หลักฐานที่ผมรอ(รึเปล่า)มานาน



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #95 เมื่อ: 18 มิ.ย. 13, 15:08 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

หลวงปู่ดู่กล่าวถึงหลวงตามหาบัว
ที่มา : ร่มเงาพุทธฉัตร
เขียนโดย : อาจารย์ศุภรัตน์ แสงจันทร์

จากหนังสือประวัติพระอาจารย์มั่น ภูริฑัตตะเถระ ทำให้ผู้เขียนปรารถนาที่จะได้กราบนมัสการท่านอาจารย์มหาบัว เป็นอย่างยิ่ง แต่ก็หาโอกาสยาก ได้แต่ส่งเงินไปร่วมทำบุญกับท่าน พร้อมกับเรียนถามข้อข้องใจของเรา ท่านมีเมตตาเขียนตอบเป็นลายมือขององค์ท่านเอง มีใจความว่า
"มรรคผลนิพพาน ยังคงมีอยู่ ไม่ได้สูญหายไปไหน
ตราบใดที่ยังมีผู้ปฏิบัติธรรม"
เพื่อนผู้เขียนทำงานอยู่ที่จังหวัดอุดรธานี เมื่อมีโอกาสไปเยี่ยมเยือน ได้ถือโอกาสไปนมัสการได้ฟังธรรมจากท่าน ครั้งหนึ่ง ทางวิทยาเขตมีการทัศนศึกษา โดยพาคณะอาจารย์ที่บรรจุใหม่ไปดูงานตามที่ต่างๆ ทางภาคอีสาน เมื่อมาถึงจังหวัดอุดรธานี ผู้เขียนได้เรียนปรึกษากับผู้อำนวยการ ถึงการพาคณะอาจารย์ไปนมัสการ ทางท่านผู้อำนวยการไม่ขัดข้อง มีอาจารย์บางท่านไม่เห็นด้วย อ้างว่าจะทำให้เสียโปรแกรมอื่นๆ แต่ผู้อำนวยการยืนยันจะไป
คณะอาจารย์ไปถึงวัดหลังจากท่านฉันภัตตาหารเรียบร้อยแล้วเห็นท่านนั่งบนศาลา หลังจาก ผ.อ.นำคณะอาจารย์กราบเรียบร้อยแล้ว ท่านอาจารย์เอ่ยขึ้นว่า
"วันนี้เราก็มีธุระที่ต้องไปทำ แต่เห็นเป็นคณะใหญ่จะมากราบ
อันที่จริงเราก็มีโปรแกรมเหมือนกันกับพวกท่าน
ดังนั้น ถ้าโปรแกรมบางอันที่ไม่เหมาะสมก็ตัดไปเสียบ้าง"
พวกอาจารย์นั่งเงียบ นึกถึงคำพูดที่ปรึกษากันก่อนจะมาวัดสุดท้ายท่านอาจารย์ได้มอบหนังสือให้ไปศึกษา โดยท่านพูดว่า
"เอาหนังสือธรรมะไปอ่าน คือให้ศึกษาหรืออ่านใจของเรานะ"
ครั้งหนึ่ง ไปพบท่านในช่วงบ่าย พระในวัดบอกว่า ท่านอาจารย์เข้าไปในกุฏิแล้ว ต้องไปกราบเรียนท่านก่อนว่า จะอนุญาตหรือไม่ ยังไม่ทันที่พระจะลุกออกไป ได้ยินเสียงกริ่งดัง พระบอกว่า เข้าไปได้ ท่านอนุญาตแล้ว
พวกเรามองดูรอบๆ บริเวณ คิดว่าท่านคงมองมาจากช่องหน้าต่าง แต่ไม่น่าจะมองเห็น เพราะกุฏิของท่านห่างออกไป มีป่าไม้บดบังครั้งนี้ ท่านปรารภธรรมให้ฟังหลายอย่าง
ตอนหนึ่งของการสนทนาท่านถามว่า เคยไปกราบหลวงปู่คำดี ปภาโส ที่วัดถ้ำผาปู่นิมิต หรือไม่ ผู้เขียนเรียนท่านว่าเคยไป เมื่อครั้งไปเรียนหนังสือที่จังหวัดเลย ท่านอาจารย์พูดขึ้นว่า
"เราว่าหลวงปู่คำดี เป็นพระพิเศษ เคยตั้งใจจะไปหาท่านที่จังหวัดเลย
พอไปถึง มีเณรมารอ บอกว่าหลวงปู่ให้มารอรับเรา"
เอ๊ะ..ไม่ได้บอกท่านนะพอขึ้นไปถึงกุฏิท่านพูดว่า "ท่านมหามาก่อนที่ผมคิดไว้ ๒ ชั่วโมง"

ผู้เขียนเคยนำภาพอาจารย์มหาบัว ไปให้หลวงปู่ดู่ อธิษฐานจิตท่านบอกว่า
"ท่านเป็นพระอรหันต์นะองค์นี้"
ผู้เขียนเรียนถามหลวงปู่เคยได้ยินชื่อท่านหรือไม่หลวงปู่ตอบว่า
"ได้ยินมานานแล้ว หลายสิบปี มีคนเขาเอารูปมาให้ดู ข้ารู้มานานแล้ว"
ลูกศิษย์ของผู้เขียน มาขอพระพุทธรูปทรงเครื่องประดับด้วยพลอย เพื่อจะนำไปถวายท่าน ผู้เขียนไม่ขัดข้องบอกแต่เพียงว่า

"เห็นว่าท่าน ไม่นิยมรับพระ เพราะท่านบอกว่ารก ไม่รู้จะไว้ที่ไหนเสี่ยงดูแล้วกัน ถ้าท่านไม่รับก็ไปถวายที่อื่นท่านมีเหตุผลของท่าน"
ผู้เขียนได้แต่นำพระบรมสารีริกธาตุและดวงแก้วมหาจักรพรรดิ บรรจุในส่วนของพระเศียรมอบให้ลูกศิษย์กลับมาบอกว่า
"วันที่ไปหา คนเยอะมาก ไม่มีโอกาสจะเข้าไปกราบนมัสการได้แต่นั่งรอตรงทางเดินสักพักหนึ่งหลวงตาท่าน เดินมาหาแล้วบอกว่านำพระมาให้เราหรือ เลยได้ถวายท่านบอกให้ไปไว้ที่ศาลา" พระที่ติดตามคงสงสัยในใจว่าพระอะไร หลวงตาท่านตอบขึ้นว่า
"เขาเรียกว่าพระทรงเทวดา ท่านไม่รู้เหรอ"
เมื่อไม่นานมานี้ รศ.นรีทิพย์ ทุ่งกาวี ลูกศิษย์หลวงปู่ดู่ สอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นำภาพของท่านอาจารย์มหาบัวมามอบให้ผู้เขียน
ซึ่งมีลายเซ็นของท่าน เขียนวาทะได้จับใจ ความว่า
"ขอให้เชื่อพระพุทธเจ้าเถิดว่าบาปมี บุญมี นรกมี สวรรค์มี พรหมโลกมี นิพพานมี ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว หลวงตาก็แก่มากแล้ว
ห่วงลูกหลานไทยเรามากขึ้นทุกวัน"



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #96 เมื่อ: 18 มิ.ย. 13, 15:10 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ธรรมเทศนาเรื่อง “อภิญญา” จากหนังสือแก่นพระพุทธศาสนา โดยหลวงปู่คำดี ปภาโส วัดถ้ำผาปู่

เมื่อได้ฌานแล้วบางครั้งก็จะได้ถึงขั้นอภิญญา ซึ่งเป็นความรู้พิเศษ ผู้ที่เวลาปฎิบัติเกิดนิมิตมากๆมักจะได้อภิญญา เมื่อมีเหตุการณ์ใดๆที่จะเกิดขึ้น ท่านมักจะรู้ล่วงหน้าก่อนเสมอ เช่น จะรู้ล่วงหน้าว่าวันนี้จะมีผู้มาหา เป็นต้น อภิญญาเกิดจากฌานสมาธิ อภิญญานี้ไม่แน่นอนมักจะเสื่อมได้ หรืออาจจะเป็นวิปลาสจะพูดไม่ตรงต่อธรรมวินัย เมื่อผู้ที่ได้อภิญญาแล้ว ถ้าไม่รู้ทัน ก็จะทำให้เกิดความหลงได้ ในสายของหลวงปู่มั่นนี้ ท่านที่ได้อภิญญาที่สำคัญ คือ ท่านอาจารย์ฝั้น อาจาโร ท่านสามารถที่จะพูดกันได้กับท่านหลวงปู่มั่นเวลาท่านไปเยี่ยมกัน
ท่านมักถามเป็นปัญหาว่า “เมื่อคืนรับแขกมากไหม”คำว่า “แขก” ในที่นี้ก็หมายถึงพวกเทพยดาในสวรรค์ชั้นต่างๆตลอดจนถึงพระอินทร์ที่ลงมากราบ มาเยี่ยม
สำหรับท่านพระอาจารย์ฝั้น ท่านประสบเหตุมามาก ท่านเคยเล่าให้อาตมาหลายเรื่อง ถ้าเขียนเป็นหนังสือ ก็จะได้เล่มหนาทีเดียว
ท่านอาจารย์อ่อน ญาณสิริ วัดป่านิโครธาราม ท่านเคยอยู่กับท่านอาจารย์ฝั้นหลายปี ท่านเคยเล่าให้อาตมาฟังว่า มีนกฮูกตัวหนึ่งมันร้องกุ๊กๆกู้ฮูก จับอยู่ที่ต้นไม้ใกล้กับที่พักของท่าน เมื่อได้เวลาประมาณ 2 ทุ่ม มันก็ร้องอยู่อย่างนั้นทุกคืน ท่านมีฌาน ท่านเลยเพ่งนกฮูก ปรากฏว่าพอท่านเพ่งไปเท่านั้นแหละ ขนของนกฮูกก็หลุดกระจุยเลย และก็มีเสียงตกลงดิน ท่านก็คิดว่ามันจะเป็นหรือตายอย่างไรหนอ ท่านกลัวจะเป็นโทษ ท่านเดินไปค้นหาซากของมัน ก็ไม่ปรากฏเห็น
หลวงปู่มั่นท่านก็ประสบเหตุทำนองนี้เหมือนกัน คือมีบ่างใหญ่ตัวหนึ่งมาร้องอยู่บนต้นไม้ใกล้ๆกับท่านทุกวัน พอท่านเพ่งไปที่บ่าง บ่างก็ตกดินเลย แต่ปรากฏว่าไม่ตายหลวงปู่มั่นท่านว่า หลังจากที่ผมเพ่งวันนั้นแล้ว ไม่ปรากฏเห็นบ่างตัวนั้นมาร้องอีก แสดงว่านกหรือบ่างอาจจะกระเทือนจิตใจของมันเหมือนกัน
พระอาจารย์มหาบัว ญาณสัมปันโน วัดป่าบ้านตาด ก็เป็นอีกองค์หนึ่งที่แตกฉานในธัมมปฏิสัมภิทา แตกฉานในการพูด การแสดงธรรม การแต่งหนังสือ โดย เฉพาะการแต่งหนังสือนั้น ท่านได้เขียนเกี่ยวกับประวัติของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ไว้ได้อย่างละเอียดมาก ตลอดทั้งหนังสือที่เกี่ยวกับธรรมปฎิบัติอีกหลายเล่ม
อย่างท่านเจ้าคุณนิโรธ ฯ (พระอาจารย์เทสก์ เทสรังสี) ก็เคยได้ไปกราบเยี่ยมท่าน พักอยู่กับท่านครั้งละหลายๆวัน ท่านให้เคยให้นโยบายเทศน์ให้ฟัง แต่ท่านไม่ได้เล่าเกี่ยวกับอภิญญา โดยท่านมักจะปกปิด ไม่เล่าให้ฟังทั่วๆไป



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #97 เมื่อ: 18 มิ.ย. 13, 15:10 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ท่านหลวงปู่มั่น หรือท่านอาจารย์ฝั้นก็เช่นเดียวกัน ท่านก็จะพูดให้ผู้ที่ไว้ใจได้ฟังเท่านั้น ในขณะที่มีพระเณรญาติโยมมากๆ ท่านก็จะไม่พูด เพราะท่านว่าถ้าพูดไปเขาไม่เชื่อ เกรงว่าเขาจะหลบหลู่ดูหมิ่น จะเป็นบาปเป็นกรรมแก่พวกเขา หลวงปู่มั่นท่านจะหลบหลีกหมู่(เพื่อน) ไปธุดงค์องค์เดียวหรือสองสามองค์เป็นอย่างมาก บรรดาหมู่คณะหรือผู้ปฎิบัติเกิดความรู้ต่างๆหรือมีปัญหาที่จะต้องกราบเรียน ถาม ก็จะต้องออกตามหาท่านเอง ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะตามท่านพบเสียด้วย
บุคคลที่มีปัญญาแก่กล้า ไตรลักษณ์จะเกิดในปฐมฌานหรือทุติยฌาน ส่วนบุคคลที่มีปัญญาขนาดกลาง ไตรลักษณ์จะเกิดเมื่อสำเร็จฌาน 4 แล้ว บุคคลใดที่สามารถสำเร็จฌาน 4 ก็มักจะไม่เกิดความกำหนัดหรือที่เรียกว่า จิตตกกระแสธรรม มันจะเป็นของมันเอง เรียกว่าเป็นผลของฌานสมาธิก็ได้ ไตรลักษณ์ นี้จะเป็นเครื่องตัดสินถูกหรือผิด จะเป็นสัมมาสมาธิหรือมิจฉาสมาธิ ถึงแม้ว่าบุคคลใดจะทำสมาธิได้ดี จะได้รับความสุขขนาดไหนก็ตามหรือจะได้อภิญญาเพียงใดก็ตาม ถ้าไตรลักษณญาณยังไม่เกิดแล้ว ก็ยังนับว่าเป็นมิจฉาสมาธิ ยังอยู่ในวงเขตที่ผิด เมื่อพิจารณาขันธ์ 5 ธาตุ 4 เห็นเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาแล้ว จนเกิดญาณ ความรู้พิเศษ เมื่อเกิดความรู้พิเศษแล้ว วิปัสสนูกิเลสหรือวิปลาส ก็เกิดขึ้นไม่ได้ เมื่อสิ่งใดหรือความรู้ใดเกิดขึ้นก็จะเอาไตรลักษณ์เป็นเครื่องตัดสิน
การพิจารณาให้ถือเอารู้รูปกายตามความเป็นจริง รู้เวทนาตามความเป็นจริง รู้จิตตามความเป็นจริง ให้ยึดถือความรู้นี้เป็นหลัก ความรู้อย่างอื่นไม่สำคัญ ถึงจะเกิดอภิญญารู้ในเหตุผลต่างๆ ครั้งแรก ๆ ก็อาจเป็นจริง แต่ถ้าเรายึดถือในสิ่งเหล่านั้นต่อไป ก็จะกลายเป็นเรื่องหลอกลวงเรา ท่านจึงห้ามไม่ให้ถือเอานิมิตเป็นสิ่งสำคัญ ท่านจึงว่า ถ้าไตรลักษณญาณยังไม่เกิด ก็ยังเป็นมิจฉาสมาธิต้องทำการศึกษาและเร่งความเพียรยิ่งขึ้นไป
พระภิกษุรูปใดเด็ดเดี่ยว ชอบไปบำเพ็ญภาวนารูปเดียว มักจะได้อภิญญารู้เหตุผลต่างๆแม้แต่ในครั้งพุทธกาล พระภิกษุที่สำเร็จเป็นพระอรหันต์ก็ยังมีคุณสมบัติไม่เสมอเหมือนกัน ตัวอย่างเช่นพระอรหันต์ที่สำเร็จอย่างแห้งแล้ง แสดงธรรมสอนผู้อื่นไม่ได้ไม่มีปฎิภาณโวหาร
แต่ก็สามารถสิ้นอาสวะกิเลส เรียกพระอรหันต์จำพวกนี้ว่า “สุกขวิปัสสโก” ถ้าพูดถึงความสุขของผู้ที่สิ้นอาสวะกิเลสแล้ว ก็เหมือนกันหมด มีความสุขความสบายเท่าเทียมกัน เป็นพระนิพพานเหมือนกันหมด การที่ท่านผู้ใดจะได้วิชชา 3 อภิญญา 6 ปฏิสัมภิทา 4 นั้นก็จะต้องขึ้นอยู่กับบุญวาสนาของแต่ละท่านด้วย
ผู้ที่ปฎิบัติเพียง2-3 ครั้ง ก็สามารถที่ทำจิตให้สงบได้ มีความรู้บาป บุญคุณโทษ ทำให้เพิ่มความเชื่อความเลื่อมใส จิตใจเยือกเย็นได้รับความสุข นี่ก็เป็นเพราะอำนาจบารมีเก่าที่ได้สะสมมา สิ่งที่ควรตั้งความปรารถนาให้เป็นอุปนิสัย คือ ทาน ศีล ภาวนา ถ้าบุคคลใดมีอุปนิสัยครบทั้ง 3 ประการนี้แล้ว หากเกิดภพชาติใดๆได้พบพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง หรือสาวกของพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งแล้ว เมื่อได้ยินได้ฟังธรรมพระเทศนาก็มักจะได้บรรลุผลในการฟัง ในครั้งพุทธกาล มีท่านที่สำเร็จจากการฟังเป็นพระโสดาบันบ้าง พระสกทาคามีบ้าง พระอนาคามีบ้าง แสดงว่าท่านเหล่านี้เคยบำเพ็ญสร้างสมอบรมมา ตั้งแต่หนึ่งชาติขึ้นไป ส่วนผู้ที่ปรารถนาใหญ่ เช่นปรารถนาเป็นอัครสาวก ต้องเกิดเป็นมนุษย์เพื่อที่จะสร้างสมบารมีถึงแสนชาติ อย่างพระโมคคัลลาน์ พระสารีบุตร เป็นต้น ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย ถ้าได้บำเพ็ญติดต่อกัน 1-3 ชาติ ก็จะเป็นอุปนิสัย ถ้าได้มีโอกาสพบครูบาอาจารย์ ก็จะทำสมาธิได้ง่าย หรือเจริญฌานได้ง่าย ขอให้พวกท่านจงทำกัน ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็สามารถปฎิบัติได้เหมือนกัน เมื่อตั้งใจทำแล้ว จะไร้ผลเสียเลยก็ไม่มี อย่างต่ำก็เป็นการเพิ่มบุญวาสนาบารมีของเราให้แก่กล้าขึ้น พูดมาก็สมควรแก่เวลา........


เครดิต กระดาน ข่าวมาบอก



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #98 เมื่อ: 18 มิ.ย. 13, 15:11 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ขออาลัย หลวงตามหาบัว ครับ
เมื่อเวลา 03.53 น.วันที่ 30 ม.ค.ผู้สื่อข่าวรายงานว่า"หลวงตามหาบัว"ญาณสัมปันโน(พระธรรมวิสุทธิมงคล) เจ้าอาวาสวัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี พระเกจิอาจารย์ชื่อดังอีสานละสังขารอย่างสงบ สิริอายุรวม 98 ปี...
----------------
สิ้น..พระอาจารย์ ที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ที่เป็นแบบอย่างแก่พระ อุบาสกอุบาสิกา คาราวาสทั้งหลาย สาธุ
ส่วนตัวผม ตู่ สงกรานต์ เลื่อมใสหลวงตาอย่างมาก แต่ก่อนไม่เลื่อมใส สืบเนื่องมาจากหลาย ประมาณ 7 ปีก่อน ได้มีโอกาสได้ไปวัดป่าบ้านตาด ไปตักบาตรหลวงตามหาบัว(ทั้งที่ไม่อยากไป) ตอนนั้นไม่สนใจท่าน เพราะได้ยินแต่ว่าข่าวลือเขาว่าหลวงตาบัวชอบอวดอุตริเป็นพระอรหันต์ (รู้ภายหลังว่ามีคนใส่ร้ายท่าน เรานี้โง่จริง หลงเชื่อคำคน)ทำให้ไม่เลื่อมใส ทั้งๆที่ยังไม่ได้ไปเห็นกับตาตัวเอง คิดภาพว่าที่วัดน่าจะมีศาลาที่ใหญ่ๆวิตราการตาเหมือนวัดอื่นๆ น่าจะมีอุโบสถน์ที่ใหญ่ๆ แต่เมื่อได้มาสัมผัสที่วัดป่าบ้านตาดเท่านั้นแหละ กลับไม่เป็นดั่งที่ใจวาดไว้ นั่นคือ ที่เห็นตอนแรก มีคล้ายศาลาที่หน้าวัดที่มีเสาที่ใหญ่ หลายเสา และกว้างมาก เป็นที่สำหรับคนที่ไม่เข้าไปวัดได้นั่งพักผ่อน ต่อมาเห็นกำแพงวัดที่ทอดยาว ต่อมาได้เข้าไปในวัดรู้สึกร่มรื่น สงบ อย่างบอกไม่ถูก ต้นไม้เยอะมากยังกะป่า ได้ยินเสียงแมลงร้องไปทั่ว เดินเข้าไปประมาณซัก 500เมตรมั้ง เห็นศาลาวัด เป็นไม้เก่าๆ แต่สะอาด มี 2 ชั้น เหมือนวัดแถวบ้านนอก อ้าว!ไหงเป็นงี้ว่ะ หลวงตามหาบัวชื่อเสียงออกดัง เป็นรู้จักกันทั้งประเทศ ศาลาวัดน่าจะใหญ่ สวยงาม หรู่ วิจิตรศิลปป์ระดับเทพซิว่ะ แต่เปล่าเลยครับ งงครับ ต่อมาก็เห็นลูกศิษย์วัดทั้งพระ เณร และคนที่มาปฏิบัติธรรมทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ มีความสำรวมมากๆ มีระเบียบวินัยมากๆ อย่างเช่นพระและคนมาปฏิบัติธรรมที่เดินผ่านคาราวาสจะสำรวม เวลาเดินจะก้มหน้ามองพื้นดินตลอดเวลา จะไม่พยายามสบตากับคาราวาส แสดงให้เห็นถึงหลวงตาสอนพระลูกศิษย์ได้ดีมากๆ อีกเรื่องนึงที่ประทับใจและเลื่อมใสเอามากๆ คือเวลาจะฉันอาหารเพล การจัดเตรียมอาหารที่บิณฑบาตรมาได้พระลูกศิษย์และคนมาปฏิบัติธรรมจะเป็นหน้าที่จะใส่จานชามจัดเตรียมช้อนถาดอาหารเองทั้งสิ้น คาราวาสจะไม่มีส่วนช่วยในการเสิร์ฟเลย(ไม่เหมือนวัดอื่นๆครับที่คาราวาสจะต้องถวายประเคนอาหารการกินอย่างดี ทำนั้นทำโน่นทำนี่ ส่วนพระไม่ต้องทำอะไรเลย แค่สวดมนต์และฉันน์อย่างเดียว ประเสริฐจริงๆเล้ย..) นี่แสดงให้เห็นถึงหลวงตาบัว สอนพระลูกศิษย์ได้ดีมากๆ มีความเป็นพระที่ธรรมดาเอามากๆ เป็นสายวัดป่า สายหลวงปู่มั่นอย่างแท้จริง เออ!เกือบลืม แล้วก่อนฉันน์เพล หลวงตาบัวจะต้องเทศน์ให้คาราวาสฟังก่อนทุกวันทุกครั้ง นี่แหละก็คือสาเหตุที่ทำให้ผมเลื่อมใสหลวงตามหาบัวอย่างแท้จริงครับ ยังมีอีกเยอะนี่แค่ส่วนหนึ่งเท่านั้นนะเพื่อน



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #99 เมื่อ: 18 มิ.ย. 13, 15:12 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เราก็เป็นอีกคนนึงที่เลื่อมใสเหมือนกัน สืบเนื่องมาจาก แม่เราเล่าเรื่องท่านให้ฟัง และเราก็ได้อ่านหนังสือและได้ฟังข่าวมาก่อนหน้านี้เป็นระยะ โดยเฉพาะในช่วงที่ชาติประสบวิกฤตทางเศรษฐกิจ หลวงตาบัว ได้มีบทบาทในการช่วยเหลือเป็นอย่างมาก จากการที่ได้ยิน ได้ฟัง ได้มองเห็น ได้ใช้ความรู้และปัญญาในการวิเคราะห์ ก็ทำให้เราเลื่อมใสท่านมากขึ้นเรื่อยๆ และมีอยู่วันนึง แม่เราชวนให้พาไปกราบหลวงตาท่านที่วัด ซึ่งเราก็รีบพาแม่ไป เมื่อไปถึงที่วัด ทุกอย่างเป็นเหมือนที่ตู่บรรยายไว้ ก็เลยทำให้เราได้สติ ปัญญา และข้อคิดหลายๆอย่างมาก จากหลวงตา เช่น ไม่ว่าจะมีชื่อเสียงโด่งดังเพียงใด ไม่ว่าจะร่ำรวยเพียงใด หากไม่มีแล้วซึ่งความยึดติดกับสิ่งเหล่านั้น ก็สามารถใช้ชีวิตอย่างธรรมดา ธรรมดา ได้
แม้ตอนนี้ท่านได้ละสังขารไปแล้ว แต่สิ่งที่ยังคงเหลือไว้คือคำกล่าวสอนที่เป็นจริงและเที่ยงแท้ และเราคนนึงที่จะยึดถือ และปฏิบัติต่อไป



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #100 เมื่อ: 18 มิ.ย. 13, 15:14 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เราก็เป็นอีกคนนึงที่เลื่อมใสเหมือนกัน สืบเนื่องมาจาก แม่เราเล่าเรื่องท่านให้ฟัง และเราก็ได้อ่านหนังสือและได้ฟังข่าวมาก่อนหน้านี้เป็นระยะ โดยเฉพาะในช่วงที่ชาติประสบวิกฤตทางเศรษฐกิจ หลวงตาบัว ได้มีบทบาทในการช่วยเหลือเป็นอย่างมาก จากการที่ได้ยิน ได้ฟัง ได้มองเห็น ได้ใช้ความรู้และปัญญาในการวิเคราะห์ ก็ทำให้เราเลื่อมใสท่านมากขึ้นเรื่อยๆ และมีอยู่วันนึง แม่เราชวนให้พาไปกราบหลวงตาท่านที่วัด ซึ่งเราก็รีบพาแม่ไป เมื่อไปถึงที่วัด ทุกอย่างเป็นเหมือนที่ตู่บรรยายไว้ ก็เลยทำให้เราได้สติ ปัญญา และข้อคิดหลายๆอย่างมาก จากหลวงตา เช่น ไม่ว่าจะมีชื่อเสียงโด่งดังเพียงใด ไม่ว่าจะร่ำรวยเพียงใด หากไม่มีแล้วซึ่งความยึดติดกับสิ่งเหล่านั้น ก็สามารถใช้ชีวิตอย่างธรรมดา ธรรมดา ได้
แม้ตอนนี้ท่านได้ละสังขารไปแล้ว แต่สิ่งที่ยังคงเหลือไว้คือคำกล่าวสอนที่เป็นจริงและเที่ยงแท้ และเราคนนึงที่จะยึดถือ และปฏิบัติต่อไป



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #101 เมื่อ: 18 มิ.ย. 13, 15:25 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

หลวง ปู่โง่น โสรโย พระอริยะทางภาคเหนือ วัดพุทธบาทเขารวก จังหวัดพิจิตร ท่านเป็นผู้เปิดเผยประวัติ “สมเด็จพระสุพรรณกัลยา” ให้ประชาชนได้ทราบประวัติเป็นครั้งแรก ก่อนมรณภาพและคุณหมอนลินี ไพบูลย์จากกิฟฟารีน ได้ช่วยจุดประกายวาดภาพพระองค์ท่านจากนิมิตขึ้นมาให้ประชาชนรักและนับถือ พระองค์ท่านได้เป็นวงกว้างมากขึ้นทั่วประเทศและทั่วโลกด้วย

ก็เป็นศิษย์รักของท่านหลวงปู่โง่น โสรยา ด้วยเช่นกันได้มีโอกาสร่วมงานกับท่านหลวงปู่โง่นในการจัดสร้างพระพุทธ วิโมกข์ มอบให้กับโรงเรียนต่าง ๆ ทั่วประเทศและเป็นผู้ร่วมผลักดันเข้ากระทรวงศึกษาธิการและทำพิธีมอบจำนวน หนึ่งแสนหนึ่งหมื่นองค์ ทำพิธีมอบให้กับโรงเรียนต่าง ๆ ที่พุทธมณฑล โดยมีสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระองค์ท่านเป็นประธานพิธีในการรับมอบและมีท่านอดีตผู้ว่าจังหวัดพิจิตร คุณกาจรักษ์มณี อำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายจัดส่งมายังพุทธมณฑล โดยร่วมกับทหารช่วยจัดส่งมาให้ด้วยความเรียบร้อยนับเป็นความสำเร็จของท่านใน การเผยแพร่พุทธศาสนาไปตามโรงเรียนต่าง ๆ ทั่วประเทศเพื่อกล่อมเกลาเด็กนักเรียนให้มีพระธรรม มีศีล สมาธิ ปัญญาในการเรียนและการดำรงชีวิตที่ดีสืบไป และเป็นกำลังที่สำคัญของชาติในอนาคตที่สำคัญทุกศาสนาก็สอนให้คนทำความดี ละเว้นความชั่ว เพื่อจะได้มีความสุขในการดำเนินชีวิตตลอดไป

หลวงปู่ โง่น โสรโย ท่านได้กล่าวกับอาจารย์ว่า ทุนรอนที่ได้สร้างพระพุทธวิโมกข์ขนาดหนักตัก 19 นิ้วและ 29 นิ้ว จำนวนหนึ่งแสนหนึ่งหมื่นองค์นี้ได้รับความอนุเคราะห์จากลูกศิษย์ที่อาศัย อยู่ต่างประเทศเป็นผู้ส่งเงินมาให้หลวงปู่โง่น โสรยา สร้างพระขึ้นมาเป็นจำนวนเงินหลายร้อยล้านบาท เพื่อส่งเสริมศาสนาพุทธให้แก่เด็กและเยาวชนของชาติ แต่ท่านไม่รับเงินบริจาคได้ส่งคืนให้กับลูกศิษย์ไปทั้งหมด เนื่องจากหลวงปู่ท่านมีเงินมรดกจากพ่อบุญธรรมชาวต่างชาตินับหมื่นล้าน บาทอยู่แล้ว

และท่านยังกล่าว อีกว่าคอย ดูสิต่อไปชาวต่างชาติจะมากลืนชาติของเราไปเป็นถิ่นกาขาวจะเข้ามา ให้คอยดูกันต่อไป อาตมาจะช่วยเหลืออะไรมากไม่ได้ ได้แต่ช่วยเผยแพร่ศาสนาพุทธให้กว้างขวางออกไปเท่านั้น ขณะนั้นที่ท่านพูดผมยังไม่ค่อยมีไม่เชื่อว่าต่างชาติจะมากลืนประเทศไทยได้ อย่างไรและเป็นไปไม่ได้เลย แต่ปัจจุบันต่างชาติได้เข้ามาตั้งรกรากอยู่ในเมืองไทยมากมาย จึงได้นึกถึงคำพูดของท่านหลวงปู่โง่น โสรยา ที่ได้กล่าวมาแล้วเป็นเวลาหลายปีแล้วว่าเป็นความจริงขึ้นมาตามที่ท่านหลวง ปู่โง่น ท่านได้กล่าวไว้ ผมจึงขอให้เราทั้งหลายมาร่วมกันสร้างบุญและ กุศลสานต่อจากหลวงปู่โง่น มาช่วยมาสร้างสรรค์สังคมนี้ให้ดีขึ้นต่อไป จึงขอเชิญชวนท่านสมาชิกและท่านผู้อ่านทุกท่านมาร่วมทำบุญสร้างกุศลกันต่อไป จะได้อานิสงส์ผลบุญร่วม กันในภพนี้และภพหน้าร่วมกันสืบไปตามเจตนาของท่านหลวงปู่โง่น โสรยา ที่ท่านเป็นแบบอย่างที่ดีในการสร้างพระพุทธรูป มอบให้แก่โรงเรียนต่าง ๆ ทั่วประเทศและเป็นผู้เปิดเผยพระประวัติพระพี่นางสุพรรณกัลยาให้ประชาชนได้ ทราบความเป็นมาของท่าน


(ในภาพหลวงปู่โง่น กำลังปรึกษากับอาจารย์เทวฤทธิ์ ในการขนพระพุทธรูปกว่า1แสนองค์ ไปยังพิธีพุทธมณฑล จากจ.พิจิตร)



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #102 เมื่อ: 18 มิ.ย. 13, 15:28 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ลูกศิษย์หลวงปู่โง่นโทรมาจากต่างประเทศ เล่าเรื่องน่าตื่นเต้น !!!

ลูกศิษย์หลวงปู่โง่นได้โทรศัพท์มาจากประเทศสหรัฐอเมริกา รัฐเทกซัส

สุภาพ สตรีท่านนี้ประกอบธุรกิจแกะสลักแตงโมเป็นรูปดอกไม้ ส่งตามโรงแรมชั้นหนึ่งที่นั่น เล่าว่าเป็นลูกศิษย์หลวงปู่โง่น พอเห็นว่ากระทู้ใหม่มีเรื่องของหลวงปู่โง่น จึงอยากโทรมาคุยด้วยพูดคุยกัน บอกว่าอยากให้แก้ไขข้อมูลในนี้นิดหนึ่งที่ว่าลูกศิษย์หลวงปู่โง่น ได้ส่งเงินมาร่วมทำบุญมากมายเพื่อสร้างพระพุทธรูปให้กับทางโรงเรียนหลายแห่ง ทั่วประเทศ เพราะว่าความจริงแล้วหลวงปู่โง่นได้ส่งเงินคืนให้กับลูกศิษย์ทุกคน ท่านไม่ขอรับเงินจากลูกศิษย์คนไหนเลย ไม่ว่าจะเป็นเงินดอลลาร์ เงินปอนด์ หรือเงินไทย เล่าต่อว่า

หลวงปู่ท่านมีเงินมากอยู่แล้ว เพราะท่านเป็นบุตรบุญธรรมของเลขานุการข้าหลวงใหญ่ชาวฝรั่งเศส ซึ่ง เป็นเจ้าของเรือเดินสมุทรที่ใหญ่ที่สุดในโลกในสมัยนั้น พอเสียชีวิตได้ก็มอบสมบัติที่มีอยู่ทั้งหมดให้กับหลวงปู่โง่น เนื่องจากว่าตนเองไม่มีบุตร มีหลวงปู่โง่นเพียงคนเดียวเท่านั้นที่เป็นบุตรบุญธรรม โดยขายกิจการเรือเดือนสมุทร มูลค่านับหมื่นล้าน คฤหาสน์ที่ฝรั่งเศส มูลนับพันล้าน ได้มอบเงินให้กับหลวงปู่โง่นทั้งหมด หลวงปู่ท่านจึงไม่อยากรับเงินจากลูกศิษย์ เพราะท่านมีมากอยู่แล้ว และในหนังสือย้อนรอยกรรม ท่านก็บอกเองด้วยว่าท่านไม่ขอรับเงินบริจาค

เล่าว่าช่วงที่หลวงปู่สร้างพระพุทธวิโมกข์ ได้ไปนอนพักที่กุฏิอยู่หลายคืน กับคณะที่เห็นยืนอยู่ด้วยกันในภาพถ่าย ประมาณ 3-4 คน นอนหลับสบายดี อากาศที่นั่นดีมาก ได้นอนห้องข้างๆ ติดกันห้องนอนของหลวงปู่โง่น ห้องนอนของท่านจะยื่นออกมาจากกุฏิไปที่เชิงเขา สุภาพสตรีจากอเมริกาก็ชม อ.ใหญ่เลย ว่าอ.ต้องเป็นคนดีมากๆ จึงจะนอนที่วัดหลวงปู่โง่น ที่บนดอยได้ เพราะ อ.ปกติแล้วท่านจะไม่ให้ใครมานอน และไม่มีใครกล้ามานอนด้วย เพราะที่วัดจะมีภูตผีปิศาจมาก และเล่าว่าหลวงปู่ยังมีกล้องถ่ายรูปติดวิญญาณ ซึ่งสามารถเห็นวิญญาณได้จริง เห็นวิญญาณในวัดเต็มไปหมดเลย เล่าต่ออีกว่า อภิญญาท่านเก่งมากๆ มีอะไรหลายอย่างที่ท่านทำได้ แต่คนอื่นทำไม่ได้ เช่น ท่านนั่งกรรมฐาน จนหิมะที่เทือกเขาหิมาลัยท่วมตัว ตัวท่านแข็งไปหมด คิดว่าไม่รอดแล้ว ปรากฏว่าท่านยังหายใจอยู่

เล่าต่อว่า หลวงปู่โง่น ท่านเป็นพระที่ได้รับความเคารพนับถือมาก และท่านสามารถขึ้นเครื่องบินฟรี ทุกสายการบิน ตลอดชีพ เพราะเกรงใจในความดีของท่าน แม้แต่ที่ธรรมเนียบขาวของอเมริกา ยังมอบรถผ่าตัดหัวใจ ให้กับหลวงปู่ถึง 2 คัน ไว้ใช้ส่วนตัว ภายหลังหลวงปู่ท่านได้มอบให้กับรัฐบาลหนึ่งคัน และที่จังหวัดพิจิตรอีกหนึ่งคัน

อ.เทวฤทธิ์ ก็เล่าให้ฟังว่าที่วัดหลวงปู่ท่านมีอีกาตัวหนึ่งเชื่องมาก เข้าใจภาษามนุษย์ ไม่เหมือนตัวอื่นๆ ชาติก่อนคงเกิดเป็นมนุษย์ หลวงปู่สั่งทำอะไร ก็ทำได้หมด สั่งให้กันสุนัขไม่ให้เข้ากุฏิ ก็บินไปไล่ สั่งให้ไปเก็บของก็ไปคาบมาเก็บ และอีกหลายๆ อย่าง

ขอขอบคุณลูกศิษย์หลวงปู่โง่นที่โทรมาให้ข้อมูลเพิ่มเติมที่น่าสนใจ และน่าตื่นเต้น หลายๆ เรื่อง



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #103 เมื่อ: 18 มิ.ย. 13, 15:29 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

destinygoal:
โทรมาเล่าอีกครั้ง

วันต่อมา สุภาพสตรีจากอเมริกาคนเดิม ได้โทรมาหาอ. เล่าข้อมูลเพิ่มเกี่ยวกับหลวงปู่โง่น

บอกว่า หลวงปู่โง่นบอกกับลูกศิษย์ว่าในเมืองไทยมีทองคำอยู่ สองหมื่นห้าพันตัน ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน หลวงปู่โง่นไปเห็นมาแล้ว แต่ท่านบอกไม่ได้ เพราะต้องรอผู้ที่มีบุญบารมีเท่านั้น จึงจะได้พบ



ลูกศิษย์หลวงปู่โง่นซึ่งประเทศฮอลแลนด์

สัปดาห์ ก่อนสุภาพบุรุษท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นลูกศิษย์หลวงปู่โง่น เปิดกิจการจิวเวอร์รี่อยู่ที่ประเทศฮอลแลนด์ได้โทรศัพท์มาหา เล่าให้ฟังว่า เคารพรักหลวงปู่โง่นมาก มาไหว้อัฐิของหลวงปู่โง่นที่เมืองไทยเป็นประจำทุกปี ไหว้แล้วกิจการก็เจริญรุ่งเรือง ขายดีทุกครั้งหลังจากกลับมาไหว้ท่าน เล่าต่อว่าลูกศิษย์หลวงปู่โง่นมีเยอะมาก ส่วนมากจะมีฐานะมีกิจการเป็นของตนเอง คนไทยที่นั่นก็นับถือหลวงปู่โง่นกันมาก เมื่อเปิดในอินเตอร์เน็ตแล้วเจอเรื่องราวที่ลูกศิษย์อ.ลงเรื่องราวเกี่ยวกับ หลวงปู่โง่น จึงอยากโทรมาเล่าให้ฟัง และอยากจะดูดวงกับอ.ในภายหลังด้วย



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #104 เมื่อ: 18 มิ.ย. 13, 15:31 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

มีผู้มาเล่านิมิตรให้ฟังว่าพบพระทองคำองค์ใหญ่ นับร้อยองค์ในน้ำ

หลัง จากนั้นสองสามหลังจากได้ปฏิบัติธรรมเสร็จแล้ว หลวงปู่มั่นได้พาไปดูพระพุทธรูปทองคำ(แท้)อยู่ใต้น้ำ มีเป็นร้อยองค์ เรียงรายเป็นแถวยาวเป็นสองแถว แสงพระอาทิตส่องเป็นเงาระยิบระยับอยู่ใต้น้ำ มีขนาดสูงเท่ากับหลวงพ่อที่วัดไตรมิตร หรือสูงประมาณเท่ากับพระประธานวัดซำปอกง อยู่ในบ่อลึก ท่านบอกว่าบ่อนี้เป็นบ่อธรรมชาติ ที่เชื่อมต่อกับแม่น้ำ ซึ่งไม่มีใครได้เคยพบเห็นมาก่อน มีเธอเป็นคนแรกที่ลุงพามาที่นี่ เดี๋ยวลุงจะพาเธอดูสิ่งแปลกๆในนี้ ในโลกมนุษย์ไม่มี .... เห็นปลาแหวกว่าย เป็นปลาสมัยโบราณ ตัวใหญ่ๆ มีหลายสี (สีขาว, เทา,น้ำตาล,แดง, ฟ้า,ม่วง,เขียว,น้ำเงิน,เหลือง) ซึ่งสูญพันธุ์ไปนานแล้ว นอกจากนั้นยังมีปลาลักษณะคล้ายปลาบึก หลวงปู่บอกว่าปลาพวกนี้ดูแลพระทองคำ ถ้าคนดีมา ปลาก็จะเป็นมิตรไม่ทำร้าย แต่ถ้าคนไหนคิดไม่ดีเข้ามาในนี้ ปลาก็จะทำร้าย ดินแดนแห่งนี้เป็นแดนสนทยา เป็นดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์ หลังจากนั้นหลวงปู่มั่นได้บอกให้อ.เทวฤทธิ์ลองเอามือไปแตะที่องค์พระ อ.ได้แตะที่ฉัตร และที่บ่าขององค์พระ สัมผัสแล้วเย็นมาผมรู้สึกหนาวเย็นไปทั้งตัวเหมือนกับแตะน้ำแข็ง ท่านบอกว่าพระทองคำมาอยู่ที่นี่นานแล้วหลายร้อยปี เป็นพระศิลปะแบบสุโขทัย ท่านไม่ได้บอกที่มาที่ไป ว่าใครเป็นคนสร้าง แต่บอกว่าไม่มีใครพบเห็นมาก่อน สักวันหนึ่ง จะมีผู้ที่มีบุญบารมีมาพบ พระเหล่านี้ก็จะปรากฏให้เห็นอีกครั้ง รู้สึกปลื้มปิติที่ได้มาพบเห็นสิ่งมหัศจรรย์ ณ ที่แห่งนี้ ดูเสร็จแล้ว มาก็มานั่งฝึกปฏิบัติธรรม เป็นเช่นนี้ทุกวัน หลวงปู่มาส่งอ.เข้าร่างตอนหกโมงเป็นประจำทุกวัน ผู้เล่ายังไม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังเลย แม้แต่คนเดียว มาเปิดเผยเรื่องพระทองคำที่นี่เป็นครั้งแรก



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #105 เมื่อ: 18 มิ.ย. 13, 15:32 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

วัดไม่มีระฆัง

วัน ต่อมาหลวงปู่มั่นได้พาผู้เล่าไปดูวัดที่ไม่มีระฆัง แต่มีไม้ห้อยเป็นแผง แขวนลงมาจากบนหลังคา เวลาลมพัด เสียงดัง ป๊อกแป๊ก วัดนี้แปลกมาก ไม่เคยพบเห็นที่ไหนมาก่อน หลวงปู่ให้มองไปที่หน้าต่าง ก็มีไม้เป็นแผงแขวนที่หน้าต่าง แปลกดี เวลาลมพัด เสียงดังไปทั้งวัดเลย สิ่งที่แปลกอีกอย่างอีกอย่างก็คือ เรื่องของเวลา ที่นั่นจะไม่เหมือนกับที่โลกมนุษย์ ที่โลกจะมีมืดมีสว่าง แต่ที่นั่น ไปเมื่อไหร่ ก็สว่างทุกที เวลาแต่ละวันยาวนานกว่าบนโลก เป็นอีกมิติหนึ่ง

หมายเหตุ เป็นไม้เนื้อแข็งสองแผ่นประกบกันยาวประมาณหนึ่งคืบ เรียงเป็นแผง



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #106 เมื่อ: 18 มิ.ย. 13, 15:33 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

พบมนุษย์จิ๋ว ในป่าหิมพานต์

วัน ต่อมาหลวงปู่มั่นบอกว่าจะพาไปที่แห่งหนึ่งในป่าหิมพานต์ ท่านพูดว่าธอจะได้พบกับสิ่งน่ามหัศจรรย์ใจเป็นอย่างมาก แล้วถามว่า รู้จักมนุษย์จิ๋วไหม? อะไรเหรอครับ? คนแคระเหรอครับ ... อ.ถาม ท่านตอบว่าเล็กกว่านั้นอีก แล้วก็พาเดินไปที่ลำธารตื้นๆ แห่งหนึ่งใน แล้วอ. ก็ได้ยินเสียงเรียกว่า คุณครับ....คุณครับ อยู่หลายครั้ง... ก็หันไปมองว่าใครเรียก แต่ก็ไม่เห็นมีใคร ท่านบอกว่า ก็อยู่ข้างเธอนั่นไง....ระวังเหยียบโดนนะ ให้ยืนอยู่เฉยๆ แล้วหลวงปู่ก็หยิบแว่นขยาย ออกมาจากย่าม เอามาให้ส่องดูมนุษย์จิ๋ว ก็เลยมองห็นครอบครัวมนุษย์จิ่ว มี 4 คน มี พ่อ แม่ ลูก 2 คน เป็นชายหนึ่ง หญิงหนึ่ง เลยหยิบมนุษย์จิ๋วมาวางไว้ที่ฝ่ามือทีละคน ผู้ที่เป็นพ่อได้แนะนำลูกๆ และภรรยาให้รู้จัก บอกว่ายินดีที่ได้รู้จัก บอกว่าไม่เคยมีใครมาที่แห่งนี้มาก่อน นอกจากคุณลุงกับท่าน หลังจากนั้นหลวงปู่ก็พาเดินไปส่งที่กระท่อม บ้านของพวกเค้าอยู่เหนือลำธารแห่งนี้ หลังจากถึงบ้านแล้วหยิบมนุษย์จิ่วขึ้นมาอย่างระมัดระวังทีละคนวางลงที่พื้น บ้าน เป็นกระท่อมเล็กมาก กว้าง ยาวประมาณหนึ่งฝ่ามือ หลวงปู่จึงยืนอยู่นอกบ้าน มนุษย์จิ๋วได้ชักชวนให้ดื่มน้ำชาก่อน หลวงปู่มั่นบอกว่าเดี๋ยวจะเกินเวลา และ ก็บอกว่าไม่ต้องหรอก เพราะต้องรีบกลับไปให้ทันเวลาที่โลกมนุษย์ เพื่อส่งลูกไปโรงเรียน หลังจากนันก็บอกลากัน มนุษย์จิ๋วบอกว่ารู้สึกดีใจมากที่ได้พบอ. พูดว่าถ้าท่านอยากมาเยี่ยมอีกก็ส่งจิตบอกให้คุณลุงพามาอีกนะ

หมายเหตุ มนุษย์จิ๋วหน้าตาเหมือนมนุษย์เรานี่แหละ ผิวขาว หน้าตาผ่องใส สูงประมาณ 1-2 ซม. มีอยู่หลายครอบครัวในป่าหิมพานต์ แต่ครอบครัวที่พบอาศัยอยู่ที่ต้นลำธาร



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #107 เมื่อ: 18 มิ.ย. 13, 15:34 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เดินบนสะพานแขวน ชมวัด ชมหมู่บ้าน

อีก วันต่อมาก็ไปพบหลวงปู่มั่น ตอนนั้นยังเรียกท่านว่าคุณลุงเพราะว่าไม่รู้จักหลวงปู่มั่น... คุณลุงบอกว่าจะพาไปที่วัดในป่าแห่งใหม่ มีสะพานแขวนอยู่ข้างบนเดินได้รอบเลย สะพานนี้ยังเชื่อมต่อไปยังหมู่บ้านได้อีก บอกว่าแปลกดีนะครับ คุณลุงบอกว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่โลกมนุษย์ไม่มี แล้วก็พาเดินดูวัด เป็นวัดสมัยโบราณ ชมเสร็จก็เดินต่อออกไปยังหมู่บ้าน ได้เห็นชาวบ้าน แบบชนบท คุณลุงเล่าว่าชาวบ้านได้ช่วยกันสร้างสะพานนี้ขึ้นมา เพราะเคารพรักท่าน และเห็นว่าท่านสำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้ว จะได้เดินสบาย ซึ่งก็เดินได้สบายจริงๆ ไม่โยกเยก เพราะได้ขึงไว้แน่น เดินเห็นชาวบ้านปีนขึ้นเก็บมะพร้าว บ้างก็มาทักทาย ว่าท่านพาใครมา คุณลุงตอบว่าพาญาติสนิทมาเที่ยว ชาวบ้านก็พูดเชื้อเชิญว่า เชิญชมเลยครับ เป็นผลงานของพวกเราเอง




noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #108 เมื่อ: 18 มิ.ย. 13, 15:36 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

พบมนุษย์ยักษ์ หน้าตาเหมือนยักษ์วัดแจ้ง เขี้ยวใหญ่ๆ ตาโตๆ

สอง สามวันต่อหลวงปู่มั่นได้พา เข้าไปในป่าแห่งหนึ่ง ในนั้นมีดินแดนของผู้ปฏิบัติธรรมที่สำเร็จเป็นอรหันต์ มาประทับอยู่ที่แห่งนี้ คุณลุงท่านบอกมา และได้พาเดินดูกุฏิของพระอรหันต์ บางรูปก็มีพื้นที่มาก บางรูปก็มีพื้นที่น้อย ขึ้นอยู่กับบุญบารมีของแต่ละรูปที่สั่งสมกันไว้ บริเวณรอบๆ จะมีดอกไม้นานาพรรณ พืชผักสวนครัว และมีการปลูกข้าว ไม่ได้เหมือนกับเมืองมนุษย์เสียทีเดียว ดอกไม้ดูสวยกว่า มีผีเสื้อบินไปบินมา ดูสวยกว่าในโลกมนุษย์ เติมสีสันให้กับที่นี่ อากาศเย็นสบาย สดชื่นอยู่ตลอดเวลา ขณะที่กำลังเดินชมอยู่นั้น ก็มียักษ์ตนหนึ่งปรากฏขึ้นมา ทำเขี้ยวโง้ว ทำหน้ายักษ์ ไม่พอใจใส่คนแปลกหน้า เพราะมีหน้าที่ดูแลสถานที่แห่งนี้ ได้ก้มลงมามอง แล้วถามว่า...ท่านมาทำอะไรที่นี่ หลวงปู่มั่นตอบว่า คนนี้เป็นญาติกัน พามาชมที่นี่ เพื่อที่จะได้นำเรื่องราวในนี้ไปเปิดเผยสู่สาธารณะชนให้ทราบกัน ว่าเป็นอย่างไร

หลังจากนั้นยักษ์ก็ยิ้ม ซึ่งดูน่ารักมาก สำหรับการที่ยักษ์ยิ้มได้ ยักษ์ได้พูดว่า เชิญครับ เชิญท่านดูให้ทั่วเลย ได้เดินชมจนทั่วอาณาบริเวณทั้งวัน เดินเข้าไปในกุฏิทุกหลัง แต่ละหลังจะก็มีพระนั่งหลับตาปฏิบัติธรรมอยู่ นุ่งเสื้อสีขาว กางเกงแพร ทุกองค์ เป็นชุดปฏิบัติธรรม เหมือนกับหลวงปู่มั่นด้วยเช่นเดียวกัน หลังจากนั้นหลวงปู่มั่นก็พามาส่ง...



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #109 เมื่อ: 18 มิ.ย. 13, 15:37 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

มา คราวนี้หลวงปู่มั่นพาวัวเทพมาด้วย และหลวงปู่ได้ขึ้นวัวเทพ เหาะขึ้นไปข้างบนบริเวณสะพานพระราม 9 เห็นตึกรามบ้านช่อง ถนนหนทางอยู่ข้างล่าง แล้วเหาะไปตามแม่น้ำเจ้าพระยา ขึ้นไปทางจังหวัดอยุธยา ในช่วงนั้นเอง มองลงมาก็เห็นคนที่อยู่ข้างล่าง ชี้ขึ้นมา พูดว่าเห็นวัตถุลึกลับหรืออะไรสักอย่างอยู่ข้างบน... จนกระทั่งถึงจ.อยุธยาชมวัดเก่าๆ อยู่ข้างล่างหลายแห่ง แล้วหลวงปู่ก็ถามว่า จะไปดูอบายภูมิไหม? ก็ไปครับ แล้วเหาะทะลุพุ่งลงไปข้างล่าง

ปรากฏ ว่าเห็นคนตายเยอะแยะเลย ส่วนใหญ่เป็นแผลพุพอง เป็นโรคเอดส์ตายกัน พอรู้ว่าจะได้ไปเกิดใหม่ ก็เดินเข้ามาล้อมรอบตัวหลวงปู่ และกันมากมาย หลวงปู่ท่านบอกให้ยกฝ่ามือขึ้นทั้งสองข้างเหมือนท่าน เพื่อปล่อยแสงบุญ แสงบารมี ให้กับคนตาย เพื่อคนตายเหล่านี้จะได้ไปเกิดใหม่ ปรากฏว่าเดินแห่เข้ามาเยอะมาก ที่เดินมานี้ ไม่มีใครใส่เสื้อผ้า มีทั้ง ผู้ชาย ผู้หญิง เป็นเด็กไม่ค่อยมีนัก จึงพูดว่าคนทำบาปกันเยอะมากนะครับลุง แล้วแผ่แสงออกไป ก็หายวับไปเกิดทีละคน ทีละคน จำนวนเป็นหมื่น เป็นแสน แผ่ไปเยอะมาก จนเหนื่อย จึงบอกว่าพอดีกว่า หลังจากนั้นจึงขี่วัวเทพกลับมาเข้าร่าง หลวงปู่มั่นได้มาส่ง....

ใครที่ทำบาปกรรมไว้ ตายไปก็จะอยู่ในนรก เพื่อชดใช้กรรม ขอให้ทำความดีกันมากๆ ครับ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #110 เมื่อ: 18 มิ.ย. 13, 15:39 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ไปดูอุโมงค์ มิติแห่งกาลเวลา

มี อยู่คืนหนึ่งที่ได้ถอดจิตไปพบหลวงปู่มั่น ท่านไปพาไปดูอุโมงค์ลึกลับ ซึ่งมีแสงสว่างส่องออกมาจากอุโมงค์ มองเข้าไปข้างใน จะเป็นลายขดก้นหอย แบบเลขหนึ่งไทย หลวงปู่มั่นท่านบอกว่าเป็นอุโมงค์ข้ามมิติแห่งกาลเวลา ผู้ที่จะไปเกิดใหม่ทุกคน จะต้องเดินทางผ่านอุโมงค์นี้ ส่วนจะแยกไปทางไหน ไปสวรรค์ นรก หรือโลกมนุษย์ จะเกิดเป็นคน หรือเป็นสัตว์ หรืออะไร ก็ขึ้นอยู่กับกรรมที่สร้างไว้

ไปพบเห็นมา จึงอยากนำมาเล่าให้ท่านฟัง ก็ขอฝากให้ทุกท่านทำความดีกันมากๆ เพราะไม่รู้ว่าชาติหน้าจะมีโอกาสเกิดเป็นมนุษย์อีกหรือไม่ เกิดเป็นมนุษย์ก็นับว่าโชคดีมากแล้ว ที่มีโอกาสสั่งสมบุญบารมี จึงไม่อยากให้ท่านประมาทในการดำเนินชีวิต

(ทางช้างเผือกหรือสวรรค์ที่ทุกคนใฝ่ฝันที่จะไปสู่นิพพานครับ)




ท่านใดมีนิมิตที่พบเห็นมาเชิญมาเล่าสู่กันฟังครับ เพื่อจะได้มาปฏิบัติธรรมร่วมกันเพื่อมีสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจและมาทำความดีร่วมกันครับ บางท่านชอบทำหนังสือสวดมนต์ไปวางไว้ตามวัดต่างๆเป็นธรรมทานให้ผู้มาไหว้พระที่วัดนำหนังสือกลับไปสวดมนต์ที่บ้านก็จะได้บุญกุศลสูงสุดครับ นี่คือธรรมทานขั้นสูงสุดตามที่พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ครับ...



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #111 เมื่อ: 18 มิ.ย. 13, 17:52 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

hello 01


เนื้อติดฟัน...ความเห็นนี้ จะกลับไปพัวพันใน คห.ที่ผ่านๆมาในกระทู้นี้นะครับ..
เนื่องจากการปฏิบัติสมาธิ ผู้ปฏิบัติบางคนอาจจะได้พบได้เห็น ได้มีประสบพการณ์ต่างๆ..
แล้วเกิดการตรึงจิต..เช่น ในขณะปฏิบัติสมาธิเกิดเห็นสิ่งต่างๆ มีการผ่อนคลาย เกิดอาการสบาย..
เกิดการติด เกิดความอยาก มันกลายเป็นของชอบไปเสียแล้ว..

นี่คือ เนื้อทีติดฟันเท่านั้น
ผมคิดตั้งนานครับ จนกว่า ผมจะได้ฟังเทศน์จากสถานีวิทยุ หลวงตามหาบัว..
การทำสมาธิ แล้วชอบใจ เกิดความอยาก หลงอยู่ในความสงบ จนขาดการพิจารณา ไม่ได้ใช้ปัญญา นั่งนิ่งซื่อบื้อ
อร่อยแค่ชิ้นเนื้อ ที่ติดอยู่ในซอกฟัน..นั่นเอง เลยไม่ได้รับรู้ถึงชิ้นเนื้อใหญ่อื่นๆ..

การฟังธรรม การรับรู้ในเรื่องราวต่างๆ ไม่ว่า จะเป็นเรื่อราวที่เกี่ยวข้องกับทางโลก หรือทางธรรม เขาให้มีการพิจารณา ใช้ปัญญาควบคู่ไปกับการต่างๆ

นี่เป็นการบอกถึงปัญหาในการปฏิบัติตนบำเพ็ยเพียร..หากผู้ที่สนใจ และได้อ่านความเห็นมาทุกๆความเห็น ก็จะเข้าใจ โดยเฉพาะ ผู้ที่มีโอกาสฝึกปฏิบัติ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #112 เมื่อ: 18 มิ.ย. 13, 17:53 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

hello 01


เนื้อติดฟัน...ความเห็นนี้ จะกลับไปพัวพันใน คห.ที่ผ่านๆมาในกระทู้นี้นะครับ..
เนื่องจากการปฏิบัติสมาธิ ผู้ปฏิบัติบางคนอาจจะได้พบได้เห็น ได้มีประสบพการณ์ต่างๆ..
แล้วเกิดการตรึงจิต..เช่น ในขณะปฏิบัติสมาธิเกิดเห็นสิ่งต่างๆ มีการผ่อนคลาย เกิดอาการสบาย..
เกิดการติด เกิดความอยาก มันกลายเป็นของชอบไปเสียแล้ว..

นี่คือ เนื้อทีติดฟันเท่านั้น
ผมคิดตั้งนานครับ จนกว่า ผมจะได้ฟังเทศน์จากสถานีวิทยุ หลวงตามหาบัว..
การทำสมาธิ แล้วชอบใจ เกิดความอยาก หลงอยู่ในความสงบ จนขาดการพิจารณา ไม่ได้ใช้ปัญญา นั่งนิ่งซื่อบื้อ
อร่อยแค่ชิ้นเนื้อ ที่ติดอยู่ในซอกฟัน..นั่นเอง เลยไม่ได้รับรู้ถึงชิ้นเนื้อใหญ่อื่นๆ..

การฟังธรรม การรับรู้ในเรื่องราวต่างๆ ไม่ว่า จะเป็นเรื่อราวที่เกี่ยวข้องกับทางโลก หรือทางธรรม เขาให้มีการพิจารณา ใช้ปัญญาควบคู่ไปกับการต่างๆ

นี่เป็นการบอกถึงปัญหาในการปฏิบัติตนบำเพ็ยเพียร..หากผู้ที่สนใจ และได้อ่านความเห็นมาทุกๆความเห็น ก็จะเข้าใจ โดยเฉพาะ ผู้ที่มีโอกาสฝึกปฏิบัติ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #113 เมื่อ: 18 มิ.ย. 13, 17:54 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

hello 01


เนื้อติดฟัน...ความเห็นนี้ จะกลับไปพัวพันใน คห.ที่ผ่านๆมาในกระทู้นี้นะครับ..
เนื่องจากการปฏิบัติสมาธิ ผู้ปฏิบัติบางคนอาจจะได้พบได้เห็น ได้มีประสบพการณ์ต่างๆ..
แล้วเกิดการตรึงจิต..เช่น ในขณะปฏิบัติสมาธิเกิดเห็นสิ่งต่างๆ มีการผ่อนคลาย เกิดอาการสบาย..
เกิดการติด เกิดความอยาก มันกลายเป็นของชอบไปเสียแล้ว..

นี่คือ เนื้อทีติดฟันเท่านั้น
ผมคิดตั้งนานครับ จนกว่า ผมจะได้ฟังเทศน์จากสถานีวิทยุ หลวงตามหาบัว..
การทำสมาธิ แล้วชอบใจ เกิดความอยาก หลงอยู่ในความสงบ จนขาดการพิจารณา ไม่ได้ใช้ปัญญา นั่งนิ่งซื่อบื้อ
อร่อยแค่ชิ้นเนื้อ ที่ติดอยู่ในซอกฟัน..นั่นเอง เลยไม่ได้รับรู้ถึงชิ้นเนื้อใหญ่อื่นๆ..

การฟังธรรม การรับรู้ในเรื่องราวต่างๆ ไม่ว่า จะเป็นเรื่อราวที่เกี่ยวข้องกับทางโลก หรือทางธรรม เขาให้มีการพิจารณา ใช้ปัญญาควบคู่ไปกับการต่างๆ

นี่เป็นการบอกถึงปัญหาในการปฏิบัติตนบำเพ็ยเพียร..หากผู้ที่สนใจ และได้อ่านความเห็นมาทุกๆความเห็น ก็จะเข้าใจ โดยเฉพาะ ผู้ที่มีโอกาสฝึกปฏิบัติ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #114 เมื่อ: 18 มิ.ย. 13, 17:55 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

hello 01


เนื้อติดฟัน...ความเห็นนี้ จะกลับไปพัวพันใน คห.ที่ผ่านๆมาในกระทู้นี้นะครับ..
เนื่องจากการปฏิบัติสมาธิ ผู้ปฏิบัติบางคนอาจจะได้พบได้เห็น ได้มีประสบพการณ์ต่างๆ..
แล้วเกิดการตรึงจิต..เช่น ในขณะปฏิบัติสมาธิเกิดเห็นสิ่งต่างๆ มีการผ่อนคลาย เกิดอาการสบาย..
เกิดการติด เกิดความอยาก มันกลายเป็นของชอบไปเสียแล้ว..

นี่คือ เนื้อทีติดฟันเท่านั้น
ผมคิดตั้งนานครับ จนกว่า ผมจะได้ฟังเทศน์จากสถานีวิทยุ หลวงตามหาบัว..
การทำสมาธิ แล้วชอบใจ เกิดความอยาก หลงอยู่ในความสงบ จนขาดการพิจารณา ไม่ได้ใช้ปัญญา นั่งนิ่งซื่อบื้อ
อร่อยแค่ชิ้นเนื้อ ที่ติดอยู่ในซอกฟัน..นั่นเอง เลยไม่ได้รับรู้ถึงชิ้นเนื้อใหญ่อื่นๆ..

การฟังธรรม การรับรู้ในเรื่องราวต่างๆ ไม่ว่า จะเป็นเรื่อราวที่เกี่ยวข้องกับทางโลก หรือทางธรรม เขาให้มีการพิจารณา ใช้ปัญญาควบคู่ไปกับการต่างๆ

นี่เป็นการบอกถึงปัญหาในการปฏิบัติตนบำเพ็ยเพียร..หากผู้ที่สนใจ และได้อ่านความเห็นมาทุกๆความเห็น ก็จะเข้าใจ โดยเฉพาะ ผู้ที่มีโอกาสฝึกปฏิบัติ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #115 เมื่อ: 18 มิ.ย. 13, 17:59 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

hello 01


เนื้อติดฟัน...ความเห็นนี้ จะกลับไปพัวพันใน คห.ที่ผ่านๆมาในกระทู้นี้นะครับ..
เนื่องจากการปฏิบัติสมาธิ ผู้ปฏิบัติบางคนอาจจะได้พบได้เห็น ได้มีประสบพการณ์ต่างๆ..
แล้วเกิดการตรึงจิต..เช่น ในขณะปฏิบัติสมาธิเกิดเห็นสิ่งต่างๆ มีการผ่อนคลาย เกิดอาการสบาย..
เกิดการติด เกิดความอยาก มันกลายเป็นของชอบไปเสียแล้ว..

นี่คือ เนื้อทีติดฟันเท่านั้น
ผมคิดตั้งนานครับ จนกว่า ผมจะได้ฟังเทศน์จากสถานีวิทยุ หลวงตามหาบัว..
การทำสมาธิ แล้วชอบใจ เกิดความอยาก หลงอยู่ในความสงบ จนขาดการพิจารณา ไม่ได้ใช้ปัญญา นั่งนิ่งซื่อบื้อ
อร่อยแค่ชิ้นเนื้อ ที่ติดอยู่ในซอกฟัน..นั่นเอง เลยไม่ได้รับรู้ถึงชิ้นเนื้อใหญ่อื่นๆ..

การฟังธรรม การรับรู้ในเรื่องราวต่างๆ ไม่ว่า จะเป็นเรื่อราวที่เกี่ยวข้องกับทางโลก หรือทางธรรม เขาให้มีการพิจารณา ใช้ปัญญาควบคู่ไปกับการต่างๆ

นี่เป็นการบอกถึงปัญหาในการปฏิบัติตนบำเพ็ยเพียร..หากผู้ที่สนใจ และได้อ่านความเห็นมาทุกๆความเห็น ก็จะเข้าใจ โดยเฉพาะ ผู้ที่มีโอกาสฝึกปฏิบัติ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #116 เมื่อ: 19 มิ.ย. 13, 06:53 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ยิ่งอ่านยิ่งเข้าใจในบทธรรมะ ที่สามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ครับ ขอให้ท่านผู้อ่านศึกษากันและหากท่านใด้อยากจะเสนอบทความหรือความคิดเห็นก็เชิญได้ครับ กระทู้นี้เป็นของท่านผู้อ่านทุกๆคนครับ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #117 เมื่อ: 19 มิ.ย. 13, 06:54 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ยิ่งอ่านยิ่งเข้าใจในบทธรรมะ ที่สามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ครับ ขอให้ท่านผู้อ่านศึกษากันและหากท่านใด้อยากจะเสนอบทความหรือความคิดเห็นก็เชิญได้ครับ กระทู้นี้เป็นของท่านผู้อ่านทุกๆคนครับ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #118 เมื่อ: 19 มิ.ย. 13, 06:54 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ยิ่งอ่านยิ่งเข้าใจในบทธรรมะ ที่สามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ครับ ขอให้ท่านผู้อ่านศึกษากันและหากท่านใด้อยากจะเสนอบทความหรือความคิดเห็นก็เชิญได้ครับ กระทู้นี้เป็นของท่านผู้อ่านทุกๆคนครับ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
siravith
เรทกระทู้
« ตอบ #119 เมื่อ: 19 มิ.ย. 13, 11:38 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ผมก็เคยบวชและเริ่มฝึกกรรมฐานที่วัดอัมพวันกับหลวงพ่อจรัลเมื่อปลายปี 35 และสึกเมื่อต้นปี 36 เป็นครั้งแรกที่ได้เจอกับเจ้ากรรมนายเวรแบบจะๆในระหว่างนอนกำหนด สมัยก่อนชอบตกปลามาก ปลาจึงมาทวงชีวิตและควักลูกนัยตาผม ตอนนั้นยังไม่หลับนะครับ เห็นด้วยจิตอย่างเต็มๆรวมถึงผมเหตุการณ์ตอนที่มันตาย ดังนั้นสัตว์ทุกตัวจึงมีจิตวิญญาณเหมือนกับคน ถ้าหลีกเลี่ยงได้ก็จงอย่าไปเบียดเบียน

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #120 เมื่อ: 19 มิ.ย. 13, 16:44 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

หลวงปู่โต๊ะ พบ พระโพธิสัตว์กวนอิม


ครั้งหนึ่งขณะที่หลวงปู่นั่งเจริญกรรมฐานอยู่ในโบสถ์ พลันก็เห็นเซียน 8 องค์เข้ามาพูดกับท่านว่า

... "พระแม่กวนอิมมารับท่านเป็นสาวกและให้ท่านปฏิบัติแบบมหายาน

คือไม่ฉันเนื้อวัว เนื้อควาย และให้ฉันเจทุกเทศกาลกินเจ"



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #121 เมื่อ: 19 มิ.ย. 13, 16:48 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ไม่ยึด ก็ไม่ติด... คำสอนสุดท้าย“พระมิตซูโอะ คเวสโก“



ไม่ยึด ก็ไม่ติด... คำสอนสุดท้าย"พระมิตซูโอะ คเวสโก"
โดย ศุภกาญจน์ เรืองเดช



" เป็นเรื่องจริงหรือฝันร้ายเจ้าคะที่ข่าวท่านลาสิกขา เป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของพระป่า "

" มีคนมาบอกว่า หลวงพ่อมิตซูโอะสึกแล้ว และไปอยู่ต่างประเทศแล้ว เท็จจริงแค่ไหนคะ "

" ท่านลาสิกขาไปไหน "

" ขอให้กลับมานะครับผมจะรอ "

" วันนี้ร้องไห้ เสียใจที่หลวงพ่อท่านตัดสินใจแบบนี้... สมัยตอนบวชกับท่าน ถึงแม้นจะทำได้ไม่ดีแต่ก็ได้คำสอนส่วนตัว ที่หลวงพ่อท่านให้ไว้ใช้ มาใช้ประโยชน์ได้เสมอ ผมรักและเคารพหลวงพ่อท่านเหลือเกิน "

ถ้อยความเหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของเสียงสะท้อนที่โพสต์ไว้บนหน้าแฟนเพจเฟซบุ๊กของพระอาจารย์มิตซูโอะ ที่มีผู้กดไลค์เกือบ 9 หมื่นคน ทั้งจากบรรดาลูกศิษย์ลูกหา รวมถึงผู้ที่มีจิตใจศรัทธาในตัวพระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก อดีตเจ้าอาวาสวัดป่าสุนันทวนาราม จ.กาญจนบุรี หลังทราบข่าวว่าการลาสิกขาแบบกะทันหันและเดินทางไปต่างประเทศ โดยไม่มีกำหนดกลับ

แม้ข้อเท็จจริงยังไม่กระจ่างนักในช่วงแรก จนมีข่าวลือถึงสาเหตุการลาสิกขาต่างๆ นานา เช่น ปัญหาสุขภาพ ความอึดอัดใจกับพุทธพาณิชย์ เรื่องเงินๆ ทองๆ เป็นต้น

ทว่า การสึกของอดีตภิกษุชาวญี่ปุ่นรูปนี้ ยังคงสะเทือนสะท้อนก้องอยู่ในใจเหล่าลูกศิษย์ไม่น้อย

ภาพติดตาของพุทธศาสนิกชนชาวไทยที่มีต่อพระอาจารย์มิตซูโอะ คือ การเป็นพระนักแสวงหาและเป็นลูกศิษย์รุ่นแรกของพระโพธิญาณเถร หรือหลวงพ่อชา สุภทฺโท พระป่าสายปฏิบัติผู้ก่อตั้งวัดหนองป่าพง อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี

หลังจากมิตซูโอะ ชิบาฮาชิ เรียนจบไฮสคูลจากโรงเรียนในจังหวัดอิวาเตะ ซึ่งเป็นบ้านเกิดแล้วจึงทำงานเก็บเงิน กระทั่งอายุ 20 ปีจึงท่องโลกเพื่อหาความหมายของชีวิต ทั้งอินเดีย เนปาล อิหร่าน ยุโรป กระทั่งเดินทางมายังประเทศไทยและบรรพชาเป็นสามเณรอยู่ ณ วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม ราชวรวิหาร กรุงเทพฯ ได้นาน 3 เดือนจึงไปกราบหลวงพ่อชา สุภทฺโท ตามที่มีคนแนะนำ ในที่สุดจึงอุปสมบทเป็นภิกษุเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ.2518 มีฉายาว่า "คเวสโก" หมายถึง "ผู้แสวงหาซึ่งฝั่ง"



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #122 เมื่อ: 19 มิ.ย. 13, 16:49 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

หลวงปู่ก็ไม่ยอม เถียงไปว่า.........

"พระแม่เป็นคนจีน หลวงปู่เป็นคนไทยและนับถือพระพุทธเจ้าอยู่แล้ว ไม่ตกลงด้วย"

นับแต่นั้นมาเซียน 8 องค์ก็มาเฝ้าอ้อนวอนให้หลวงปู่เปลี่ยนใจ

จนกระทั่งวันหนึ่งเซียนทั้ง 8 องค์ก็มาหาอีกและบอกว่า

"วันนี้พระแม่กวนอิมเสด็จมาด้วยพระองค์เอง พักรออยู่ข้างนอก"



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #123 เมื่อ: 19 มิ.ย. 13, 16:50 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

หลวงปู่ไม่สนใจได้แต่หลับตาเสีย เซียนองค์หนึ่งจึงไปเชิญเสด็จพระแม่กวนอิมเข้ามาในโบสถ์

และบอกให้หลวงปู่ลืมตาขึ้น หลวงปู่ลืมตาเห็นพระรัศมีสว่างไสวและพระลักษณ์สวยงามมาก

พระแม่เจ้าให้หลวงปู่เข้าเป็นสาวกทางพุทธศาสนามหายาน

และประทานเสื้อกางเกงชุดพระจีนให้ใส่แทน หลวงปู่เผลอรับเสื้อกางเกงมาสวมใส่

พอกางเกงสวมมาถึงเข่า ก็รู้สึกตัวได้สติ รีบดึงกางเกงออกทิ้งไป พระแม่กลับบอกว่า

"ท่านเป็นสาวกของพระแม่แล้ว ต่อไปนี้ท่านจะต้องฉันเจทุกปี

ตามเทศกาลเจของชาวจีน"



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #124 เมื่อ: 19 มิ.ย. 13, 16:51 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

แล้วพระแม่กวนอิมและเซียนทั้ง 8 องค์ ก็หายวับไปกับตา

พอถึงเทศกาลเจครั้งแรก หลวงปู่ไม่ยอมฉันเจ หลวงปู่ก็อาพาธหนัก

พอหมดเทศกาลเจก็หาย ในปีต่อ ๆ มา ก็เป็นเช่นนี้อีก หลวงปู่ทดสอบอยู่หลายปี

จนต้องหันมาฉันเจในเทศกาลเจ อาการอาพาธต่าง ๆ ก็หายสิ้น ท่านจึงฉันเจตามเทศกาลแต่นั้นมา

ทุกปีของเทศกาลเจ หลวงปู่จะแต่งชุดพระจีนในเวลากลางคืน และเมื่อหลวงปู่นั่งสมาธิ

พระแม่เจ้าก็ได้พาหลวงปู่ไปเที่ยวดินแดนสุขาวดีพุทธเกษตร

พร้อมทั้งสอนวิชชาให้ จึงเป็นสาเหตุว่าชาวจีนทำไมจึงขึ้นกับหลวงปู่โต๊ะมากเป็นพิเศษ


เครดิต โพสจัง



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #125 เมื่อ: 19 มิ.ย. 13, 16:53 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เจ้าแม่กวนอิม...จากประสบการณ์ผู้ทรงอภิญญาญาณ
จากที่ผมศึกษาพระพุทธศาสนามาแต่ยังเล็ก อ่านไปอ่านมาบางคราวก็เกิดวิจิกิจฉาว่าตกลงพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย เทพเจ้าทั้งปวงนั้น ท่านสร้างเราขึ้นมาในโลกกลม ๆ ใบนี้...
หรือเราสร้างท่านกันแน่ ?
คิดไปคิดมาพอให้ปวดหัวเล่นก็เลิกคิด ครั้นโตพอรู้ความก็เริ่มได้ยินครูบาอาจารย์บ้าง ฆราวาสผู้ทรงธรรมบ้าง กล่าวถึงเทพองค์นั้นองค์นี้ให้หูผึ่ง และที่ผึ่งจนกาง...เห็นจะไม่พ้น...เจ้าแม่กวนอิม
สมัยหนึ่งได้อ่านบันทึกและคุยกับผู้ใหญ่ท่านหนึ่งซึ่งคุ้นเคยกันดีกับท่านพลโทสมาน วีระไวทยะ ที่ต้องคุยเพราะนายพลท่านนี้เป็นอีกผู้หนึ่งที่ฝึกฝนสมาธิจิตจนสงบนิ่งควรแก่การงาน ควรแก่การพบเห็นผู้อยู่ต่างภพภูมิได้อย่างน่าทึ่ง และวาระหนึ่งท่านก็ได้พบพระโพธิสัตว์กวนอิม
ท่านนายพลเล่าว่าท่านมักทำสมาธิเมื่อมีเวลาว่างเสมอ โดยเฉพาะก่อนนอนจะนั่งเป็นชั่วโมง ๆ ทุกวัน วันหนึ่งขณะจิตสงบได้พบหญิงสาวนางหนึ่งเหาะลอยมาในอากาศแวดล้อมด้วยหมู่เมฆสวยงามนัก สตรีท่านนั้นแต่งตัวด้วยชุดจีนพื้นขาวมีลายดอกสีแดงปักห่าง ๆ ใบหน้ายิ้มละมัยเปี่ยมด้วยเมตตา
ครั้นเอ่ยวาจาน้ำเสียงก็ไพเราะดุจระฆังเงินก้องกังวานทั่ว ท่านแนะนำองค์ว่าท่านคือ เจ้าแม่กวนอิม ที่มานี้เพราะสวรรค์เห็นในคุณความดีที่นายพลสมานได้กระทำมาตลอดชีวิต และยังเข้าพระกัมมัฏฐานภาวนาโดยสม่ำเสมอ มหาเทพผู้เป็นใหญ่ในเทวโลกจึงมีบัญชาให้องค์อวโลกิเตศวรนำคำพรมาให้ จากนั้นท่านก็ให้พรเป็นภาษาจีนแต่ไม่ยาวเท่าใด และท่านก็กล่าวลา
เมื่อออกจากสมาธิท่านนายพลก็ไม่แน่ใจว่าตนเกิดนิวรณ์ไปเองหรือเปล่า ด้วยท่านนั้นนับถือพระรัตนตรัยเป็นที่สุด รู้จักแต่พระไทย ไม่เคยสนใจในเรื่องเจ้าแม่กวนอิมหรือเจ้าจีนที่ไหนเลย ครั้นคิดไม่ตกท่านก็วางเฉยต่อเหตุการณ์
ไม่นานเท่าใดนัก ขณะท่านทำสมาธิในอีกวาระหนึ่งองค์กวนอิมก็มาพบอีกครั้ง คราวนี้ทรงชุดขาวปักลายคล้ายปล้องไผ่และใบไผ่เป็นสีทอง ชายผ้าทั้งแขนเสื้อและคอเสื้อขลิบด้วยด้ายทองเป็นประกายระยิบระยับงามตา ทั้งการแต่งองค์และวงพักตร์ในครั้งนี้งดงามกว่าหนก่อนมากนัก ท่านนายพลถึงแก่ตะลึงด้วยไม่นึกว่าจะพบท่านอีกเป็นคำรบสอง



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #126 เมื่อ: 19 มิ.ย. 13, 16:54 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ท่านปรารภว่า เราคือพระโพธิสัตว์กวนอิม มาครั้งนี้เพื่อยืนยันว่าท่านมิได้ฝันเพ้อหรือเกิดนิวรณ์ในจิตแต่อย่างใด หนก่อนเรานำพรจากสวรรค์มาให้ตามโองการ เมื่อท่านไม่แน่ใจเราจึงต้องมาอีกครั้ง และครั้งนี้เราจะประทานอักษรให้แก่ท่านด้วย
แล้วองค์กวนอิมก็คลี่ม้วนผ้าแดงปักดิ้นทองเป็นตัวอักษรจีนอยู่ภายในให้ดู พร้อมกับอ่านให้ฟังอย่างชัดเจน
“กวนอิมไต้ซือ ซี่สื่อ ฮกลกหงีเทียนสื่อ”
อ่านแล้วก็ทำกิริยายื่นม้วนผ้านั้นให้ ท่านนายพลรับมาอย่างซาบซึ้งในกรุณา เจ้าแม่ยังสั่งอีกว่า ท่านจะจำได้ขึ้นใจทั้งคำอ่านและอักษร จากนี้จงหาผู้รู้หนังสือจีนให้เขาเขียนลงกระดาษแดงด้วยอักษรสีทองแล้วใส่กรอบบูชาไว้ จะบังเกิดโชคลาภ ปราศจากภัยอันตรายแก่ผู้บูชาด้วยอำนาจแห่งเรา และยังสามารถสวดบริกรรมโองการสวรรค์นี้ได้อยู่เรื่อย ๆ จะได้รับพรอันประเสริฐจากเทวโลก ทั้งยังได้รับความคุ้มครองจากเราพระโพธิสัตว์กวนอิม แล้วท่านก็จากไป
เมื่อท่านนายพลออกจากสมาธิ น่าประหลาดว่าท่านสามารถจำลักษณะตัวอักษรและการออกเสียงได้หมดทั้งที่ท่านพลโทสมานไม่รู้หนังสือจีนเลย และท่านก็ไปจ้างซินแสแถวเยาวราชให้เขียนหนังสือนี้ใส่กรอบบูชาไว้เพื่อระลึกถึงคุณแห่งพระแม่กวนอิม และยังเผยแพร่ให้คนทั่วไปได้ทำไว้บูชาที่บ้าน ได้สวดตามเพื่อความเป็นสิริมงคลเสมอ
นี่เป็นอีกบุคคลหนึ่งที่ผมเชื่อถือในท่านมาก่อนหน้า เมื่อผู้ที่ผมเชื่อใจยังยอมรับถึงความมีอยู่จริงของเจ้าแม่กวนอิม ผมก็เริ่มคล้อยตาม...
วันหนึ่งขณะที่พระเดชพระคุณพระราชสังวราภิมณฑ์ (โต๊ะ อินทสุวัณโณ) วัดประดู่ฉิมพลี ธนบุรี กำลังเจริญภาวนาอยู่ในพระอุโบสถ ท่านนิมิตเห็นคนจีนแต่งชุดอย่างชาวจีนโบราณเข้ามาแสดงคารวะท่านแปดคน
ทั้งแปดแนะนำตัวเองว่าเป็น แปดเซียน ในลัทธิเต๋าที่คนทั่วไปนับถือบูชา ที่มาวันนี้เพราะรับบัญชาจากองค์อวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ให้มานิมนต์พระคุณเจ้าเป็นสาวกในพระองค์ท่าน ขณะที่พูดก็ยื่นชุดจีวรอย่างพระจีนถวายแด่หลวงปู่โต๊ะ ท่านแปลกใจนักแต่ก็มิได้สนใจไม่ว่าทั้งแปดจะอ้อนวอนอย่างไรท่านก็เพิกเฉยเสีย นานพอสมควรทั้งแปดเซียนก็ลากลับไป
ถึงตรงนี้ท่านเล่าให้ศิษย์ฟังว่า เขามีตัวตนจริง ๆ นะ ที่วาดไว้ตามถ้วยโถเครื่องเคลือบต่าง ๆ นี่เขามีจริง จากวันนั้น ปรากฏว่าแปดเซียนมาอ้อนวอนหลวงปู่ทุกวันขอให้รับชุดครองอย่างพระจีนและลงใจเป็นสาวกในเจ้าแม่กวนอิม โป๊ยเซียนมาตลอดเจ็ดวัน หลวงปู่ก็ปฏิเสธไปทั้งเจ็ดวันเช่นกัน
แต่วันนี้มาแปลก เซียนทั้งแปดเข้ามาแบบไม่เร่งรัดอะไรบอกเพียงพระคุณเจ้าตัดสินใจหรือยัง หลวงปู่โต๊ะก็ตอบปฏิเสธอีก แปดเซียนจึงว่า วันนี้พระแม่กวนอิมเสด็จมาด้วย ประทับรออยู่นอกโบสถ์ พอเซียนอ้างดังนี้หลวงปู่ก็กำหนดจิตเฉยเสียไม่สนใจ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #127 เมื่อ: 19 มิ.ย. 13, 16:55 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ไม่นานก็ได้ยินเสียงเซียนเรียกให้ลืมตา เมื่อท่านมองดูก็เห็นสตรีนางหนึ่งในอาภรณ์ขาวสะอาด ผิวพรรณเปล่งปลั่งงดงาม ทั้งยังมีรัศมีที่โอภาสสว่างไสวไปตลอดทั้งอุโบสถ
สตรีที่บอกว่าเป็นเจ้าแม่กวนอิมได้พูดจาชักจูงหลวงปู่ด้วยตัวเองตลอดเวลา ท่านเล่าว่าเสียงเจ้าแม่นั้นไพเราะนัก น้ำเสียงก็อ่อนโยน จิตท่านน่ะปฏิเสธแต่ร่างกายไม่รู้เป็นอย่างไรไปเผลอรับชุดพระจีนซึ่งเป็นกางเกงมาสวมได้ถึงเข่าก็ระลึกได้ จึงรีบถอดโยนทิ้งไป
เจ้าแม่ก็รวบรัดเลยว่าบัดนี้หลวงปู่โต๊ะเป็นสาวกในองค์ท่านแล้ว ต่อไปนี้เมื่อถึงเทศกาลกินเจหลวงปู่ต้องฉันเจทุกคราวไปตลอดเวลา 10 วัน ว่าแล้วก็ลาหายไปพร้อมแปดเซียน
หลวงปู่ปกติไม่ฉันเนื้อสัตว์ใหญ่อยู่แล้ว แต่การกินเจเป็นเรื่องละเอียดมาก พระผู้บิณฑบาตเลี้ยงชีพจะไปสั่งรายการอาหารญาติโยมอย่างไรได้ ท่านก็ทำเฉย ๆ พอถึงเทศกาลเจซึ่งท่านไม่ฉัน ปรากฏว่าท่านล้มป่วยหนักไม่น่าเชื่อ ครั้นพ้นเทศกาลสิบวันท่านก็หายป่วย หลวงปู่ทดลองอย่างนี้อยู่ราว 3 ปี ท่านก็แน่ใจได้ว่าเป็นด้วยอำนาจองค์กวนอิม ท่านต้องมีบุพกรรมเกี่ยวพันกันมาก่อนแน่นอน
ปีต่อมาท่านจึงเริ่มฉันเจและท่านก็ไม่ป่วยจริง ๆ ส่วนชุดพระผู้ใหญ่ฝ่ายจีนนิกาย ท่านเปรยกับเจ้าแม่ว่าท่านไม่รู้จะหาที่ไหน เจ้าแม่ก็ว่าไม่ต้องกังวลท่านจะให้ศิษย์นำมาถวาย ไม่นานก็มีชายจีนคนหนึ่งเอาชุดพระจีนมาถวายหลวงปู่โดยบอกว่า ฝันเห็นเจ้าแม่กวนอิมสั่งให้เอาจีวรมาถวายหลวงปู่วัดประดู่ฉิมพลี
หลวงปู่โต๊ะจึงห่มแต่จีวรพระจีนที่เป็นตาราง ๆ ทับลงบนจีวรอย่างพระไทยซึ่งท่านครองไว้เรียบร้อยแล้วภายในทุกวัน และจะห่มเมื่อใกล้เวลาจำวัดเท่านั้นพอรุ่งก็ถอดออก ท่านว่าไม่อยากให้ใครเห็นจะไม่ดี
เหตุนี้ชาวจีนจึง ขึ้น หลวงปู่โต๊ะมากเล่าลือกันไปว่าหลวงปู่โต๊ะสำเร็จเป็น เซียน แล้ว ที่จริงผมอยากบอกว่าหลวงปู่น่ะ เลยเซียน ไปแล้วด้วยซ้ำ
ถ้าเชื่อหลวงปู่ ก็ต้องเชื่อว่าเจ้าแม่กวนอิมมีจริง แม้จะผิดหลักกาลามสูตรอยู่บ้าง วาระนี้ผมก็ยอม ด้วยผมเชื่อในหลวงปู่โต๊ะสุดหัวใจ
เคยมีศิษย์คนหนึ่งนำรูปบูชาของเจ้าแม่กวนอิมไปถวาย พระคุณเจ้าหลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ วัดสะแก อยุธยา อธิษฐานจิต ท่านเอาดินสอพองมาขีดเขียนอักขระบนองค์เจ้าแม่อยู่นาน และแม้เป็นแค่ดินสอพองแต่กลับทะลุลงจับในเนื้อพระได้จนถึงวันนี้แม้ผ่านมานานนับสิบ ๆ ปีน่าอัศจรรย์
ต่อข้อถามถึงการมีอยู่ของพระโพธิสัตว์กวนอิม หลวงปู่ดู่ท่านได้แต่ยิ้ม ๆ ไม่อธิบายอะไร หากเปรยขึ้นเพียงว่า “อ้อ ! เจ๊น่ะเหรอ”
เจ๊ แปลว่า พี่สาว หลวงปู่ดู่ก็ปรารถนาพุทธภูมิ ผู้ปรารถนาเช่นนี้มีศัพท์เรียกว่า พระโพธิสัตว์ แปลว่าผู้ข้องอยู่ในความรู้ ผู้ประสงค์ความรู้แจ้ง คือการตรัสรู้นั่นเอง เมื่อทั้งสองท่านประสงค์ในเป้าหมายเดียวกัน การที่หลวงปู่เรียกพระแม่กวนอิมเชิงหยอกว่า เจ๊ อาจหมายได้ว่าองค์กวนอิมสร้างบารมีอยู่ก่อนท่าน เป็นผู้ปรารถนาจุดหมายเดียวกันหากลงมือบำเพ็ญก่อนหลังเท่านั้น ท่านเลยยกพระแม่กวนอิมเป็นพี่สาวในทางธรรม หลักอาวุโส-ภันเต



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #128 เมื่อ: 19 มิ.ย. 13, 16:56 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ราวปี พ.ศ.2539 แม่ชีซูง้อ แซ่เอ็ง ศิษย์ในพระเดชพระคุณพระเทพสิงหบุราจารย์ (จรัญ ฐิตธัมโม) วัดอัมพวัน อ.พรหมบุรี จ.สิงห์บุรี ได้อาราธนาหลวงพ่อให้เดินทางไปโปรดโยมบิดา-มารดาและญาติมิตร ณ ประเทศสิงคโปร์ ทัวร์นั้นมีศิษย์ติดตามไปหลายคน ตอนหนึ่งของการเดินทางแม่ชีซูง้อได้พาหลวงพ่อจรัญไปชมรูปเคารพเจ้าแม่กวนอิมที่ใหญ่และศักดิ์สิทธิ์เป็น 1 ใน 3 องค์ที่ชาวสิงคโปร์นับถือมาก ขณะเดินชมสถานที่ซึ่งจัดแต่งอย่างสวยงามนั้น จู่ ๆ หลวงพ่อจรัญได้สั่งศิษย์ผู้ชายซึ่งถือย่ามท่านอยู่ให้เอาซองปัจจัยในย่ามของท่านทั้งหมดใส่ลงตู้รับบริจาคที่ตั้งอยู่ใกล้กับองค์เจ้าแม่กวนอิม และสั่งให้ศิษย์ที่ไปด้วยทั้งหมดลงมือทำบุญทันที กำชับอีกว่าทำบุญแล้วจงอธิษฐานขอในสิ่งที่ปรารถนาอย่างสูงสุดในชีวิตเดี๋ยวนี้
ทุกคนแม้งงกับเหตุการณ์แต่เชื่อหลวงพ่อนี่แน่นอนที่สุด จึงรีบควักปัจจัยหย่อนลงตู้บริจาคเป็นโกลาหล เมื่อทำบุญเสร็จและกลับมายังบ้านพัก ท่านเมตตาเล่าถึงเหตุการณ์เมื่อบ่ายว่า ขณะที่ท่านยืนพิจารณารูปปั้นเจ้าแม่กวนอิมอยู่นั้น ได้เห็นเทพธิดาองค์หนึ่งลอยออกมาจากองค์เจ้าแม่กวนอิม แต่งกายด้วยเสื้อผ้าแพรพรรณอย่างชาวจีนซึ่งสวยงามมาก แสดงคารวะต่อท่านและยิ้มแย้มยินดี
หลวงพ่อกำหนด เห็นหนอ ก็ทราบได้ทันทีว่าเทพธิดาองค์นี้เป็นเทพเจ้าระดับสูง มีบุญญาภินิหารมากนัก บำเพ็ญบารมีมาทาง สัจจะวาจา ทำให้เป็นผู้มี วาจาสิทธิ์ เมื่อให้พรใครย่อมเป็นไปตามนั้นทุกประการ ที่มารักษารูปจำลองเจ้าแม่กวนอิมองค์นี้เพราะรับบัญชาจากพระแม่กวนอิมโดยตรงเพื่อโปรดมนุษย์
และขณะนั้นเทพเจ้าองค์นี้ก็ปรารถนาจะอำนวยพรแก่หลวงพ่อและชาวคณะ ท่านจึงรีบทำทานบารมีและสั่งคณะศิษย์ให้ทำตาม เพื่อสร้าง กรรมพัวพัน อันจะเปิดโอกาสให้พรที่ศักดิ์สิทธิ์นั้นเป็นจริงขึ้นมา เป็นมงคลแก่คณะศิษย์ที่ติดตามไปตลอดชีวิต สุดยอดไหมล่ะกับหลวงพ่อวัดอัมพวัน ?
เรื่องเหล่านี้คือความจริงที่ผมได้มีโอกาสรับรู้ นับว่าเป็นสิริแก่ตนอย่างยิ่ง แม้จะไม่มีญาณรู้เห็นด้วยตน ชั้นชั่วแต่ได้ผู้ทรงญาณยืนยัน ผมก็ถือเป็นวาสนาแล้ว ผมหายสงสัยได้ในเรื่องเจ้าแม่กวนอิม ไม่เพียงเพิ่มพูนศรัทธาในท่าน ยังเลื่อมใสไปถึงท่านผู้เมตตาแจ้งข่าวเหล่านั้นด้วย หลวงปู่โต๊ะ อินทสุวัณโณ หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม และ ท่านพลโทสมาน วีระไวทยะ
บทความดีๆจาก


เครดิต dr.chanvit



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #129 เมื่อ: 19 มิ.ย. 13, 16:57 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

พระมหาโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร(กวนอิม) เป็นพระพุทธเจ้าหรือไม่? จากพระโอษฐ์ของโคตมะพุทธเจ้า


1. ในคัมภีร์สหัสภุชสหัสเนตร อวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ไวปุลยสมบูรณอกิญจนมหากรุณาจิตรธารณีสูตร ได้กล่าวไว้ว่า

“เมื่อพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ทรงแสดงอภิญญาฤทธิ์พร้อมกับการกล่าวแสดงมหากรุณาธารณีมนตร์อันทรงอานุภาพแล้ว พระอานนท์เถระเจ้า ได้ทูลถามพระพุทธองค์ว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระโพธิสัตว์มหาสัตว์พระองค์นี้มีนามอักษราเช่นใดฤๅ ถึงอาจกล่าวแสดงธารณีได้ปานฉะนี้ พระบรมศาสดาตรัสตอบว่า พระโพธิสัตว์องค์นี้มีนามว่า อวโลกิเตศวร, อโมฆบาศโลเกศวร,สหัสประภาเนตร

ดูก่อนกุลบุตร พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์พระองค์นี้ มีฤทธานุภาพไพศาลเหนือการคาด
คะเนตรึกคิด ในอดีตกาลล่วงมานับประมาณกัลป์มิได้ มีพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งได้
ตรัสรู้พระสรรเพชุดาญาณ พระนามว่า สัทธรรมวิทยาตถาคต ด้วยพระมหาปณิธานที่เปี่ยม
ด้วยมหากรุณาคุณอันยิ่งใหญ่ จึงมีพุทธประสงค์จะนิรมิตพระโพธิสัตว์จํานวนมหาศาล
ให้บังเกิดขึ้น เพื่อยังความสุขศานติให้สําเร็จแก่สรรพสัตว์ แต่แล้วจึงบังเกิดเป็นพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์(องค์เดียว )

ย้ำ! สัทธรรมวิทยาตถาคต ด้วยพระมหาปณิธานที่เปี่ยมด้วยมหากรุณาคุณอันยิ่งใหญ่ มีพุทธประสงค์จะนิรมิตพระโพธิสัตว์จํานวนมหาศาล แต่แล้วจึงบังเกิดเป็นพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์(องค์เดียว )
มีบทสรรเสริญสดุดีพระสัทธรรมวิทยาตถาคตใน บทมหากรุณาขมากรรม ว่า “นโมพระสัทธรรมวิทยาตถาคตเจ้าในอดีต ซึ่งคือพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ในปัจจุบัน”

2. ในมหากรุณาธรณีสูตร องค์สมเด็จพระบรมศาสดาได้ทรงมีพระดำรัสสรุปความแก่บรรดา พุทธโพธิสัตว์ และทวยเทพในที่ประชุมว่า

"แท้ที่จริงแล้ว พระโพธิสัตว์กวนอิมองค์นี้ ได้สำเร็จธรรมในขั้น "พุทธะ" เมื่อครั้งหลายแสนกัปป์มาแล้ว ทรงพระนามว่า "เจิ่น ฝ่า หมิง ยู ไล้" แต่ด้วยเหตุที่พระองค์ทรงตั้งพระทัยจะโปรดเหล่าพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย ให้มาร่วมกันฉุดช่วยเวไนยสัตว์มากมายที่ยังหลงเหลืออยู่ในทะเลทุกข์ พระองค์จึงทรงหวนกลับจากพุทธภูมิลงสู่แดนโพธิสัตว์อีก"

ย้ำ! "เจิ่น ฝ่า หมิง ยู ไล้" จึงทรงหวนกลับจากพุทธภูมิลงสู่แดนโพธิสัตว์อีกเป็นพระอวโลกิเตศวร"

สรุป

จากคำตรัสสอนของพระพุทธเจ้าในมหากรุณาธรณีสูตร และในคัมภีร์สหัสภุชสหัสเนตร อวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ไวปุลยสมบูรณอกิญจนมหากรุณาจิตรธารณีสูตร จึงยืนยันได้ว่า

1. พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร(กวนอิม) เป็นพระพุทธเจ้านามว่า "เจิ่น ฝ่า หมิง ยู ไล้" หรือ “พระสัทธรรมวิทยาตถาคต” แต่พระองค์ท่านไม่ยอมเข้านิพพาน พระองค์นำความกรุณาอันยิ่งใหญ่เข้ามาไว้ในใจอีก ทั้งนี้เพื่อจะได้อยู่ในภพ 3 คอยช่วยเวไนยสัตว์มากมายที่ยังหลงเหลืออยู่ในทะเลทุกข์

2. "เจิ่น ฝ่า หมิง ยู ไล้" หรือ “พระสัทธรรมวิทยาตถาคต” ทรงเนรมิต(อวตาร)หวนกลับจากพุทธภูมิลงสู่แดนโพธิสัตว์อีกเป็น พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร(กวนอิม)


เครดิต พลศักดิ์ วังวิวัฒน์(ลานธรรมจักร)



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #130 เมื่อ: 19 มิ.ย. 13, 17:00 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

การสังคายนาครั้งที่ 2 : มูลเหตุการแตกนิกาย ผมขออนุญาตแยกไปตั้งกระทู้ใหม่นะครับ จะได้เป็นคนละเรื่องกับกระทู้นี้

ก่อนอื่นพวกท่านเคยสงสัยไหมว่า ในปฐมสังคายนา ปิฎกมหายานยังอยู่ร่วมกันกับเถรวาท แต่ในการสังคายนาครั้งที่ 2 เหลือเพียงปิฎกของเถรวาทเท่านั้น เพราะอะไรทราบไหม?

ในปฐมสังคายนา มีพระมหากัสสปเป็นประธาน และพระอานนท์และพระอรหันต์ขีณาสพ ผู้มีอภิญญา 6 ครบถ้วน 500 รูปเป็นผู้รับรอง พวกท่านทั้งหมดรับรอง ไม่ใช่เฉพาะพระไตรปิฎกของเถรวาท แต่รับรองปิฎกของมหายานด้วย แล้วพระไตรปิฎกของเถรวาท มันแตกต่างจากปิฎกของมหายานตรงไหนกัน? ......มันต่างกันที่จุดเริ่มต้นครับ

พระไตรปิฎกของของเถรวาท เริ่มต้นจากอวิชชา และปฏิจจสมุปบาท ไม่ได้กล่าวถึงก่อนหน้านั้น เนื่องจากพระพุทธองค์ไม่ต้องการให้เราฟุ้งซ่าน เพราะจุดมุ่งหมายของนิกายนี้ให้หาทางพ้นทุกข์อย่างเร็วที่สุด เมื่อเราเข้าถึงความเป็นอรหันต์ขีณาสพแล้ว ปัญญาเราจะเปิด และเราจะรู้ความจริงทั้งหมด ดัวยเหตุนี้ พระพุทธองค์จึงบอกแต่เพียงว่า จิตเดิมของเราเป็นประภัสสร มีอวิชชาเข้ามา ทำให้จิตบริสุทธิ์ของเรากลายพันธุ์เป็นอื่นเท่านั้น

ปิฎกของมหายาน เริ่มต้นตอนที่เราเป็นจิตประภัสสร ก่อนที่จะมีอวิชชาเข้ามา เป็นตอนที่จิตบริสุทธิ์ของเรายังไม่ได้กลายพันธุ์ พระพุทธเจ้าชี้ชัดเลยว่า พวกเราจิตทั้งหมดนั้นบริสุทธิ์เป็นประภัสสร และเป็นหนึ่งเดียวกับพระสยัมภูพุทธเจ้า หรือพระไวโรจนพุทธเจ้า หรืออาทิพุทธเจ้า ซึ่งก็คือ พระพุทธเจ้าต้นธาตุ(ศาสนาฮินดูและศาสนาอื่น เช่น คริสต์ อิสลาม เขาเรียกว่า "พระเจ้า" "ปรมาตมัน" "เต๋า") พระพุทธเจ้าต้นธาตุ เป็นผู้ปล่อยจิตประภัสสรต่างๆให้เป็นอิสระหลังจากพวกเราทุกจิตสร้างจักรวาลขึ้นมาแล้ว

ทุกสิ่งที่เราสร้างขึ้นล้วนเป็นมายาลวงจากความว่างเปล่าทั้งสิ้น หลังจากที่ จิตประภัสสรของพวกเราเป็นอิสระแล้ว พวกเราก็มีสิทธิ์ในการใช้สังขารคิดปรุงแต่ง พอเราไปหลงติดกับสิ่งที่เราสร้างขึ้น กิเลส ตัญหา อวิชชาจึงเข้ามาในจิต ปฏิจจสมุปบาทจึงเริ่มทำงาน

เมื่อจุดเริ่มต้นต่างกันระหว่าง 2 นิกาย เป็นเหตุให้มารสามารถแทรกซึมได้ แต่มารเขาแทรกจิตของพระอรหันต์ขีณาสพไม่ได้ แทรกได้แต่จิตของสมมุติสงฆ์และปถุชนทั่วไป ที่ยังปฏิบัติไม่ถึงขั้น เนื่องจากจิตเหล่านั้นยังบริสุทธิ์ไม่พอ บารมียังไม่แข็ง จึงเข้าถึงความจริงสูงสุดไม่ได้ นี่เป็นเหตุผลที่ว่า ในปฐมสังคายนาให้แต่พระอรหันต์ขีณาสพ ผู้มีอภิญญา 6 ครบถ้วนเข้าร่วมเท่านั้น แม้แต่พระอรหันต์สุกขวิปัสสโกก็ไม่ให้เข้าร่วม เพราะพวกท่านไม่สามารถตรวจสอบสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนฝ่ายมหายานด้วยอภิญญาของท่าน เนื่องจากพวกท่านไม่มีอภิญญา

พวกที่ไม่ได้เป็นพระอรหันต์ขีณาสพ ผู้มีอภิญญา 6 ครบถ้วน จะไปมีความสามารถตรวจสอบคำสอนของพระพุทธเจ้าก่อนอวิชชาได้อย่างไรกัน? เช่น เรื่องแดนสุขาวดีของพระอมิตตาภพุทธเจ้า เรื่องพระอวโลกิศวร และเรื่องพระโพธิสัตว์มหายานที่บรรลุอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ จะเป็นพระพุทธเจ้าเมื่อใดก็ได้ แต่พวกท่านไม่ยอมเป็นพระพุทธเจ้า เพื่อจะโปรดสรรพสัตว์ต่อไปอีกไม่มีที่สิ้นสุด (เช่น พระมัญชุศรีมหาโพธิสัตว์ พระสมันตภัทรมหาโพธิสัตว์ พระอวโลกิเตศวรมหาโพธิสัตว์ พระกษิติครรภมหาโพธิสัตว์) และเรื่องอื่นๆ

นี่เป็นเหตุให้ในการสังคายนาครั้งที่ 2 เป็นต้นมาถึงปัจจุบัน เมื่อพระทั่วไปเข้าร่วมสังคายนาได้ พวกเขาต่างก็เข้าใจผิดกันไปหมด อย่างเรื่องพระอีศวรโพธิสัตว์ในวิมลเกียรตินิทเทสสูตร สมมุติสงฆ์แม้แต่พระอริยะสงฆ์ระดับต้น ก็ยังไม่มีทางตีความได้ นี่เป็นเหตุผลที่ในปฐมสังคายนาให้เฉพาะพระอรหันต์ขีณาสพ ผู้มีอภิญญา 6 ครบถ้วน เข้าร่วมเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม เมื่อเราไปเปลี่ยนกฎให้สงฆ์ที่ไปเข้าร่วมได้ มหายานจึงต้องแยกกับเถรวาท สู้พวกมารไม่ได้ สมมุติสงฆ์และปถุชนเถรวาทเมื่อตีความเรื่องก่อนอวิชชาที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนมหายานไม่ได้ จึงไปกล่าวหามหายานว่า ถูกศาสนาฮินดูเข้ามาแทรกซึม บ่อนทำลาย และก็ไม่ยอมรับว่า พระโพธิสัตว์กวนอิม(อวโลกิเตศวร)มีตัวตนจริง ไปบอกว่าเป็นบุคคลธิษฐาน ไม่มีตัวตน และก็ไม่ยอมรับเรื่องแดนสุขาวดีของพระอมิตตาภพุทธเจ้า รวมทั้งเรื่องพระอีศวรโพธิสัตว์ ฯลฯ ด้วย

ที่สำคัญพระโมคคัลลานะตอนหลงจักรวาล ไปพบพระอมิตตาภพุทธเจ้าในโลกอื่น สมมุติสงฆ์และปถุชนเถรวาทก็ไปตัดทิ้ง เนื่องจากตีความไม่ได้ ถ้าไปบอกว่าเป็นพระอมิตตภพุทธเจ้า ก็เท่ากับยอมรับเรื่องแดนสุขาวดี หลักฐานทางฝ่ายเถรวาทจึงเหลือเพียงพระโมคคัลลานะไปพบพระพุทธเจ้าอีกพระองค์หนึ่งเท่านั้น แต่ไม่มีรายละเอียด รายละเอียดแท้จริงจะถูกบอกเล่าโดยพระอริยะบุคคลชั้นสูงของไทย ที่รู้เห็นด้วยฌานของท่าน


เครดิต พลศักดิ์ วังวิวัฒน์(ลานธรรมจักร)



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #131 เมื่อ: 19 มิ.ย. 13, 17:01 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

นอกจากนี้ พระอาจารย์มิตซูโอะยังเป็นผู้บุกเบิกวัดป่านานาชาติ ชื่อว่า "วัดป่าสุนันทวนาราม" อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี ซึ่งชาวพุทธนิยมเดินทางไปทำบุญและเข้าคอร์สปฏิบัติธรรมจำนวนมาก และริเริ่มมูลนิธิมายา โคตมี ที่ให้การช่วยเหลือทุนการศึกษาแก่เด็กด้อยโอกาสในอุบลราชธานี กระทั่งลาสิกขาในวันที่ 10 มิถุนายนที่ผ่านมา

แม้หลายคนเสียใจต่อเหตุการณ์นี้ แต่ยังมีอีกหลายคนที่มองว่าเป็นการสอนหลักธรรมะอย่างหนึ่ง

"ถึงพระอาจารย์จะลาสิกขา แต่สำหรับผม พระอาจารย์ก็ยังคงเป็นพระอาจารย์เหมือนเดิมครับ ธรรมะอยู่ที่ใจครับ ไม่ใช่การแต่งตัวครับ"

" ไม่รู้นะ เราไม่มีความคิดว่าท่านจะลาจากพระพุทธศาสนา แต่เชื่อว่าท่านลาสิกขาเพื่อเข้าถึงคนบางกลุ่มได้ง่ายขึ้น เมืองไทยมีพระดี มีที่พึ่งทางใจมากมายแล้ว ท่านคงอยากไปเผยแพร่การปฏิบัติให้คนญี่ปุ่น ที่ที่สังคมยังต้องการการเยียวยาและที่พึ่งทางจิตใจมากๆ คนญี่ปุ่นไม่ค่อยเข้าวัด จะเข้าก็ต่อเมื่อทำพิธีกรรมต่างๆ และเมื่อตาย ซึ่งคงช้าไปหากจะปฏิบัติเพื่อพ้นทุกข์อย่างแท้จริง การที่ท่านเลือกวิธีเข้าถึงคนญี่ปุ่นลักษณะนี้ อาจเจออุปสรรคและต้องใช้เวลานานกว่าจะสร้างรากฐานการปฏิบัติให้เหมือนในเมืองไทย แต่เชื่อว่าสิ่งที่ท่านจะทำต่อไปนี้จะเป็นประโยชน์ใหญ่หลวงต่อมวลมนุษย์ ขออนุโมทนา และเป็นกำลังใจให้ท่านให้ประสบความสำเร็จด้วยใจจริงค่ะ "

" แด่พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก หนูศรัทธาในความดีงามที่พระอาจารย์ได้เมตตาชาวไทย ชาวพุทธมาโดยตลอด คุณความดีของพระอาจารย์ และธรรมะที่ถ่ายทอดจากองค์พระศาสดา พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ว่าจะโดยวัตรปฏิบัติที่งดงาม และทางวัตถุธรรมที่เผยแผ่ออกมา เพื่อให้ชาวพุทธทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นชนชาติใดๆ ได้ใช้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตอย่างเป็นปกติสุข "สุขภาพใจดี" จะคงอยู่ในความทรงจำของหนูตลอดไป เชื่อเหลือเกินว่า ไม่ว่าจะอยู่ในบทบาท หรือสถานภาพใดๆ พระอาจารย์คือผู้ที่ช่วยสืบทอดพระพุทธศาสนาให้คงอยู่สืบไป... ด้วยความศรัทธาไม่เสื่อมคลาย "

จากความหลากหลายทางความคิดเห็นทั้งจากสื่อออฟไลน์และสื่อออนไลน์ จึงถามไถ่ไปยัง *อาจารย์สุรพศ ทวีศักดิ์* รองผู้อำนวยการมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ศูนย์หัวหิน ผู้เชี่ยวชาญด้านศาสนา ว่ามีความเห็นอย่างไรเกี่ยวกับกรณีนี้

อ.สุรพศ ทวีศักดิ์ แสดงความเห็นว่ากรณีนี้เป็นเรื่องปกติ แต่การที่พระผู้มีชื่อเสียงโด่งดังสึกออกไปอาจเป็นเรื่องที่น่าตกใจ หรืออาจมีคนกังวลว่าศาสนาพุทธในไทยจะเสื่อมและอื่นๆ อย่างไรก็ตามเรื่องนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อครั้งที่รัชกาลที่ 4 เป็นภิกษุผนวช ซึ่งพระองค์เป็นภิกษุชื่อดังกว่าพระอาจารย์มิตซูโอะเสียอีก พระองค์ท่านบวชนานถึง 27 พรรษาและเป็นผู้ปฏิรูปพุทธศาสนา ตั้งนิกายธรรมยุต กระทั่งลาสิกขาเพื่อขึ้นครองราชย์ สืบราชบัลลังก์ต่อจากพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว

ผู้เชี่ยวชาญด้านศาสนากล่าวต่อไปว่า อยากให้มองว่าพุทธศาสนาจะเจริญนั้นไม่ได้อยู่ที่พระดังหรืออยู่ที่สถาบันสงฆ์ แต่อยู่ในวิถีชีวิตของชาวพุทธ พระพุทธศาสนาอยู่ที่ความเข้าใจของเรา อยู่ในการศึกษาและการปฏิบัติ ไม่อยากให้ยึดติดกับพระหรือสถาบันสงฆ์ แต่เนื่องจากชาวพุทธในไทยคิดแบบนี้กันมานาน ทำให้ชาวบ้านรู้สึกอยากพึ่งพาพระมากขึ้น



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #132 เมื่อ: 19 มิ.ย. 13, 17:02 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

"ผมเข้าใจว่าที่ศรัทธา คนที่ใกล้ชิด เมื่อเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นก็เป็นเรื่องปกติที่จะเสียดายและเสียใจ แต่ผมคิดว่าเมื่อเราเคารพท่าน ก็ควรนำคำสอนของท่านมาปฏิบัติ นำมาอยู่กับเราดีกว่า เพราะแม้แต่พระพุทธเจ้ายังเคยกล่าวไว้ว่า "แม้แต่คนที่อยู่กับพระองค์เอง ถ้าไม่ทำตามคำสอนพระองค์ก็ไม่มีความหมาย" นั่นเพราะท่านสอนให้คนเราใช้สติปัญญาของตัวเอง พึ่งตัวเอง เพื่อให้ชีวิตตัวเองดีงาม" อ.สุรพศกล่าว

และว่า การสึกของพระอาจารย์มิตซูโอะเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ เพราะทางวินัยไม่ได้ห้าม การเป็นฆราวาสก็สามารถปฏิบัติธรรมและศึกษาธรรมะได้เหมือนกัน เมื่อท่านมิตซูโอะสึกไปอาจไปเปิดสำนักปฏิบัติธรรม สอนกรรมฐานเอง และอาจทำได้ดีกว่าการเป็นพระที่มีวินัยสงฆ์เป็นข้อจำกัด การเป็นฆราวาสอาจได้ใกล้ชิดปัญหาและเข้าใจปัญหาของคนทางโลกได้มากกว่าการเป็นพระก็ได้

ไม่ว่าอดีตเจ้าอาวาสวัดป่าสุนันทวนารามจะตัดสินใจลาสิกขาด้วยเหตุผลใดก็ตาม การตัดสินใจครั้งนี้ย่อมเกิดจากการคิดและตรึกตรองดีแล้วด้วยดุลพินิจของท่านเอง เราในฐานะพุทธศาสนิกชนคนหนึ่ง ต้องเคารพในการตัดสินใจของท่าน

สำหรับคนที่ยังรู้สึกเสียดายหรือเสียใจ ลองมองอีกมุมหนึ่งคงไม่เสียหาย ว่าการลาสิกขาของพระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก ครั้งนี้ถือเป็นคำสอนสุดท้ายในฐานะภิกษุ ที่ย้ำเตือนให้เราชาวพุทธตระหนักว่า ทุกอย่างบนโลกใบนี้ย่อมมีการเปลี่ยนแปลง ไม่มีอะไรเที่ยงแท้และคงสภาพเดิมอยู่ตลอดกาล เว้นแต่ความดีที่ได้สร้างไว้

เฉกเช่นความดีและคำสอนของพระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก ที่จะอยู่ในใจของศิษยานุศิษย์และผู้ศรัทธาตลอดไป



ขอบคุณภาพจาก Facebook พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #133 เมื่อ: 19 มิ.ย. 13, 17:03 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

hello 01


การปล่อยวาง..
ปล่อยวางเป็นอย่างไร อย่างไร ที่เรียกว่า ปล่อยวาง..
ปล่อยวาง เป็นสมมุติขึ้นครับ..เป็นคำกิริยา
ความรู้สึกต่างๆเช่นรัก ไม่รัก อยากได้ไม่อยากได้..ร้อน หนาว..เราเอาใจไปจับที่ความรู้สึก ความรู้สึกนั้นๆก็จะเพิ่มกำลังขึ้น
ทีนี้..หากไม่รู้ตัวว่า..ใจได้เอ็นเอียงไปทางความรู้สึกนั้น..ก็จะหลงไปกับใจที่ไปร่วมกับความอยาก ความรู้สึกนั้น..
ใจก็จะพากายไปร่วมชุลมุนในความรู้สึกต่างๆ เช่น ใช้ปากพูด ใช้มือทำ ใช้เท้าเดินทาง..ถูกกิเลสเข้าครอบงำ ปล่อยให้กิเลสบังคับบัญชา
จึงจัดในหมู่พวกที่ไม่รู้จักการปล่อยวาง
ในหมู่ที่รู้ถึงการปล่อยวาง
คือหมู่ที่รู้ทันความรู้สึผม้ทันความคิดของตนเอง ไม่ปล่อยให้ความอยาก ความหลงต่างๆเข้าครอบงำ..คือรู้เท่าทันกิเลสของตน..เข้าใจความเป็นมา และความเป็นไป..



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #134 เมื่อ: 19 มิ.ย. 13, 17:05 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

heiio 01


ความหลงครอบงำ การปล่อยวางจึงไม่มี..
คนทำบุญด้วยข้าว สิ่งของ ทรัพย์สิน เงินและทอง..เพื่อให้ได้บุญ
บุญมีลักษณะอย่างไร มีกลิ่น มีสี มีรสอย่างไร..จ้างก็ไม่รู้หรอก..
ไปวัดก็แค่ใส่บาตร รับพร..
บางคน ไปแค่เป็นประธานจุดเทียน ธูป เท่านั้น พอพระจะเทศ รีบๆกราบนมัสการลา มีธุจะรีบไป..
พระเทศ ก็ไม่อยากฟัง..
ไปวัด ก็ต้องฟังพระเทศด้วย ฟังแล้วก็จำมาพิจารณา ทำความเข้าใจ..
ความเข้าใจในวิธีที่จะปล่อยวาง ไม่หลงไปกับใจที่เต็มไปด้วยความอยาก..ความต้องการต่างๆ ความไม่ต้องการต่างๆ..



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า

หน้า: 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 ... 16

 
ตอบ
ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:   Go
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม