Sanook.commenu

ดูดวง ดวงความรัก ทํานายฝัน เซียมซี กราฟชีวิต ไพ่ยิปซี เกมทายใจ เรื่องผี พระเครื่อง ดูทีวี ฟังเพลง ฟังหวยออนไลน์

Sanook! Horoscope

เมนู

หน้า: 1 ... 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: สาระธรรมกับ destinygoal  (อ่าน 23456 ครั้ง)
add
เรทกระทู้
« ตอบ #405 เมื่อ: 6 ก.ค. 13, 16:48 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 

สติปัฏฐาน แปลเอาแบบง่ายๆ ที่สุด แบบไม่ใช้ศึกษาภาษาบาลีก็คือ สติที่เป็นฐาน ส่วนอริยสัจนั้น ความจริงที่เป็นอริยะ ก็น่าจะเป็นความจริงสูงสุด ที่ไม่เกี่ยวกับฐาน

สำหรับเรื่องของความแปลกที่จะนำมาเขียนกันในบทความนี้ เป็นเรื่อง “การเห็น” (seeing) ของ ดร. สนอง วรอุไร

ปกติการเห็นผี เห็นเทวดาเป็นเรื่องค่อนข้างธรรมดาในแวดวงพุทธศาสนิกชนคนไทย เพราะ มีเรื่องเล่ามากมายที่กล่าวไปทำนองว่า เห็นผี เห็นเทวดา

การเห็นของ ดร. สนอง วรอุไรที่ว่าแปลกก็คือ อาจารย์ของสายยุบหนอพองหนอ “ห้ามเห็น” คือ เห็นอะไรเป็นผิดหมด เห็นไม่ได้ ถ้าคุณเห็น คุณต้องท่องว่า “เห็นหนอ” ๆๆๆๆๆ จนกระทั่งการเห็นนั้นหายไป
แต่ ดร. สนอง วรอุไร ท่านบอกว่า “ท่านเห็นของท่านจริงๆ” และท่านก็มีชื่อเสียงโด่งดังในทางธรรมะของท่าน ก็เพราะ “การเห็นของท่าน”

นี่แหละ ผมถึงว่า “แปลก”

อาจารย์บอกว่า “ห้ามเห็น” ลูกศิษย์บอกว่า “ฉันเห็นของฉันจริงๆ”

ถ้าท่านผู้อ่านสงสัยว่า ทำไมผมถึงเลือก ดร. สนอง วรอุไรมาเป็นตัวอย่างในการวิเคราะห์ เพราะว่า เป็นดอกเตอร์ด้วยกันหรือไง!!

การที่เลือก ดร. สนอง วรอุไร มาเป็นตัวอย่างในการวิเคราะห์ก็เป็นเพราะว่า ดร. สนอง วรอุไร ท่านมีความเป็นนักวิชาการสูง คือ เขียนหนังสือด้วยความซื่อตรง เห็นอย่างไร คิดอย่างไร เขียนอย่างนั้น

ขอบอกท่านผู้อ่าน ณ ที่นี้ว่า พวกเขียนหนังสือเกี่ยวกับศาสนานั้น เป็นพวกนักวิชาการ “อีแอบ” เยอะมาก

พวกนักวิชาการอีแบบจะเขียนหนังสืออย่างหมกเม็ด เขียนอย่างบิดเบือน เขียนเพราะอยากดัง เขียนเพราะอยากได้เงิน...ฯลฯ พวกนี้มีเป็นจำนวนมากเสียด้วย



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #406 เมื่อ: 6 ก.ค. 13, 16:49 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

การเห็นกับสายยุบหนอพองหนอ

ดังได้กล่าวมาแล้วว่า สายยุบหนอพองหนอไม่ปฏิเสธการเห็น (seeing) ในการปฏิบัติธรรม และยอมรับว่ามีการเห็นกันได้

แต่สายยุบหนอพองหนอเห็นว่า ภาพที่เห็นในการปฏิบัติธรรมนั้น เป็นนิมิตลวงทั้งหมด จะทำให้ไม่สามารถบรรลุพระอรหันต์ได้ภายใน 7 ปี 7 เดือน 7 วัน

แต่ ดร. สนอง วรอุไร ท่านก็ยืนยันว่า ท่านเห็นของท่าน จริงๆ เมื่อท่านปฏิบัติธรรม ดังที่จะยกตัวอย่าง ดังนี้

ทางสายเอก หน้า 8
พอถึงวันที่ 9 จิตหลุดออกไป ขณะที่นั่งปฏิบัติ จิตหลุดออกไปจากร่างกาย พอมันหลุดออกไป ผมได้กลับมาดูร่างกาย เห็นได้ชัดว่า ร่างกายที่นั่งอยู่นี้ ไม่ใช่ของเรา ที่เป็นของเราคือ ตัวที่ออกไปจากร่างกายนั่นเอง

ทางสายเอก หน้า 19
ในที่สุดได้หยิบเหรียญหลวงพ่อเงินเป็นเหรียญเงิน ขณะที่ผมดู ผมเห็นองค์จริงของหลวงพ่อเงินท่านอยู่ในเหรียญ ผมเห็นชัดด้วยตา”



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #407 เมื่อ: 6 ก.ค. 13, 16:49 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ทางสายเอก หน้า 28
ในการฝึกปฏิบัติของผม มีอยู่วันหนึ่งที่ได้ไปเห็นเทวดา ... วันที่ผมเห็นองค์ท่านสีชมพู นั่งอยู่หน้าวิมาน ผมไม่เชื่อว่าเป็นเทวดา นึกว่าเป็นอุปาทาน

ผมผ่านไปแล้ว เหลียวหลังไปดู ท่านยิ้ม พอท่านยิ้มเราดีใจ ความถี่ของคลื่นจิตเปลี่ยน สมาธิหลุด ตกลงมา (จากสวรรค์)

คืนนั้น สองทุ่มไปรายงานท่านอาจารย์ ท่านว่า “สิ่งที่เห็นไม่ใช่ของดีหรอก อย่าไปสนใจ ให้กำหนดเห็นหนอ เห็นหนอ แล้วจะหายไป”

จากที่ยกตัวอย่างไปข้างต้น และจากการอ่านหนังสือของ ดร. สนอง อีกหลายเล่ม รวมถึงเล่มทางสายเอกนี้ด้วย

ดร. สนองยืนยันว่า “ท่านเห็นของท่านจริงๆ” และท่านก็ยอมรับด้วยว่า สิ่งที่เห็นนั้น เป็นของจริง

ก็แสดงว่า ท่านไม่เชื่อพระโชดกอาจารย์ของท่านในประเด็นเกี่ยวกับการเห็นนี้

ในประเด็นนี้ ถ้าเป็นทางวิชาการแล้ว ดร. สนอง วรอุไรควรจะไปหาปฏิบัติธรรมแบบใหม่ ที่สนับสนุนผลการปฏิบัติธรรมของท่าน คือ การเห็น



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #408 เมื่อ: 6 ก.ค. 13, 16:50 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

สิ่งที่น่าประหลาดใจก็คือ ท่านก็ยังปฏิบัติธรรมแบบพอง-ยุบของท่านต่อไป จึงเป็นประเด็นที่แปลกในมุมมองของวิชาการตะวันตก

ขออธิบายเพิ่มเติมว่า ทฤษฎีของการศึกษาในทางตะวันตกมีหลายทฤษฎีมาก นักวิชาการก็ต่างคนต่างเชื่อกันไป

ความจริงในทางการศึกษาของทางตะวันตกนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับประเด็นทางปรัชญาแล้ว มีหลายชุด

ไม่ใช่ว่า นักวิชาการทางตะวันตกประชุมกันแล้วเห็นพ้องต้องกัน ยกให้ “ความจริงนี้” เป็นความจริงเดียว

เรื่องเดียวกัน ถ้ายึดถือกันคนละทฤษฎีก็เถียงกัน แทบจะฆ่ากันตาย

เรื่อง “ความจริง” อย่างเดียว ก็มีทฤษฎีอธิบายไปตั้ง 2-3 ทฤษฎีแล้ว ไม่ต้องว่ากันเรื่องอื่นๆ

ดังนั้น ในเมื่ออาจารย์บอกว่า “การเห็น” ไม่จริง ไม่ดี ไม่ควรไปใสใจ แต่ ดร. สนอง วรอุไร ยืนยันว่า ท่านเห็นจริง อาจารย์ว่าไม่ดี ท่านยังแย้งลึกๆ ไม่กล้าแย้งต่อหน้า

ทำไมไม่ไปหาทีเรียนใหม่ ที่เขาเห็นไปในทำนองเดียวกันกับท่าน แปลกพิลึก...

ในประเด็นตัวอย่างที่เห็นเทวดา ผมเสียดายเพียงแต่ว่า ที่พระโชดกกล่าวว่า “สิ่งที่เห็นไม่ใช่ของดีหรอก อย่าไปสนใจ ให้กำหนดเห็นหนอ เห็นหนอ แล้วจะหายไป” นั้น ไม่ดีอย่างไร

การที่ลูกศิษย์ปฏิบัติธรรมแล้ว จิตบังเอิญหลุดจากหลักสูตรที่กำหนดไว้ คือ ควรพิจารณาอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาต่อไป กลับไปเห็นเทวดา อันไม่ได้กำหนดไว้ในหลักสูตรนั้น

พระโชดกควรมีคำอธิบายที่มากพอสมควรเลยว่า “การเห็นเทวดานั้น ไม่ดีอย่างไร”

ในกรณีนี้ เทวดายิ้มให้เสียด้วย….



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #409 เมื่อ: 6 ก.ค. 13, 16:53 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เครดิต ทางสายเอก ดร. สนอง วรอุไร



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
อัสราวุฑ มั่งชูพันธุ์
เรทกระทู้
« ตอบ #410 เมื่อ: 6 ก.ค. 13, 17:07 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

q*069q*078

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #411 เมื่อ: 6 ก.ค. 13, 17:35 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ทางสายเอก (2004)



* ผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน *

ที่ต้องกล่าวเช่นนี้ สืบเนื่องมาจากหนังสือเล่มนี้เล่าเรื่องประสบการณ์เมื่อครั้งบวช, สิ่งที่พบเจอขณะจำพรรษา ณ วัดมหาธาตุฯ ท่าพระจันทร์ของ ดร.สนอง วรอุไร (คนนี้แน่นอนจริง!) ที่บางเหตุการณ์เป็นเรื่องราวนอกเหนือธรรมชาติ ขึ้นอยู่กับความเชื่อส่วนบุคคลนั่นเอง ทั้งนี้ หนังสือยังพูดถึงสิ่งที่ได้จากการบวช มุมมองของผู้เขียนต่อพุทธศาสนา, หลักธรรม คำสั่งสอน การปฏิบัติธรรม นำเสนอจากมุมมองและความเข้าใจของผู้เขียน ถ่ายทอดให้ผู้อ่านเข้าถึง และเข้าใจง่ายที่สุด (หนังสือเล่มนี้ได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษด้วยครับ ส่วนในประเทศไทยเป็นที่นิยมขนาดไหนดูจากจำนวนครั้งที่พิมพ์)

ต่อไปนี้คือบางส่วนของเนื้อหาที่น่าสนใจ…
ปาฎิหาริย์ที่แท้จริงคือต้องพัฒนาญาณหรือปัญญาขึ้นมา ใช้ปัญญานั้นสอนคนเห็นผิดให้เปลี่ยนมาเป็นเห็นถูกจะดีที่สุด (อนุสาสนีปาฎิหาริย์ที่) การพัฒนาญาณไม่ยาก เมื่อจิตเข้าไปเป็นสมาธิ จะมีสมาธิ 3 ระดับ คือ ขณิกสมาธิ (ทั่วไป) อุปจารสมาธิ (ขั้นกลาง) อัปปนาสมาธิ (ขั้นสูง) หน้า52

ยิ่งไอคิวสูง อีโก้ยิ่งพัฒนาตาม: คนที่เรียนมาก สมองพัฒนามาก สิ่งที่ตามมาคืออัตตา ความถือตัวถือตน หรือ Ego (อีโก้) / คนที่สมองพัฒนามาก อีโก้มากตาม บนเส้นทางชีวิตที่ราบรื่นต้องดับอีโก้ให้ได้ ต้องมีปัญญาเห็นแจ้ง (Insight) ควบคู่กับปัญญาความรู้จากสมอง (Intelligence) และถ้าได้พัฒนาจิตควบคู่ไปด้วยทางชีวิตของเราจะราบรื่น หน้า61

*** จากตัวอย่างเรื่องแพทย์ภาคกลางที่ลูกตาบอด เพราะเพียงความคิดลึก ๆ ในใจของเธอคือ “ใครมาทำอันตรายฉัน ฉันจะแทงให้ตาบอด” ทำให้เราต้องระวังเรื่องความคิดไม่ดี แม้เป็นเพียงความคิดก็สั่งสมในดวงจิตหรือกลับมาทำให้เราเดือดร้อนได้ เรื่องความคิด ถ้าคิดแล้วให้ระวัง ต้อง คิดดี พูดดี ทำดี ตลอดเช่นกัน หน้า 67

*** ทำอย่างไรจะสำเร็จสมดังคำอธิษฐาน หรือทำอย่างไรอธิษฐานจึงศักดิ์สิทธิ์: จากการศึกษาประวัติพุทธสาวกต่าง ๆ ที่ท่านสำเร็จดังใจอธิษฐาน มีหลักใหญ่ 4 ข้อ คือ 1.สร้างมหาทาน 2.อธิษฐาน 3.รักษาศีล 4.สร้างเหตุให้ตรง หน้า 110

THE ULTIMATE PATH TO SELF-ENLIGHTENMENT / 2004 / Book / Religion / Country: Thailand / Language: Thai / 157 pages / 04.11.55 / B+ / YES!
ดร.สนอง วรอุไร. ทางสายเอก. พิมพ์ครั้งที่ 12. กรุงเทพฯ: อมรินทร์, 2550.



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #412 เมื่อ: 7 ก.ค. 13, 10:40 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

คุณอัสราวุฑ มั่งชูพันธุ์ จะปรึกษาธรรมะเรื่องอะไรลงข้อความเข้ามาใหม่ครับ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #413 เมื่อ: 7 ก.ค. 13, 11:05 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

การปฏิบัตินั่งสมาธิ จิตมั่นคงของดร.สนองนั้นได้ปฏิบัติในสายของพระพุทธองค์โดยแท้ จนค้นพบทางสายเอกที่ผู้ที่พากเพียรปฏิบัติตามท่านก็จะได้ค้นพบแสงสว่างอย่างแท้จริงครับ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #414 เมื่อ: 7 ก.ค. 13, 11:09 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

มีศาสนิกชนที่ไปกราบมนัสการพระพุทธเจ้าในสถานที่สำคัญๆหลายแห่งได้ด้วยบุญกุศลในอดีต ทำให้ท่านได้ไปเยี่ยมบ้านอีกครั้งหนึ่งหากใครไปที่ใดมามาเล่าเรื่องที่ท่านได้พบเห็นมาเล่าสู่กันฟังเพื่องจะได้รับบุญกุศลร่วมกันครับ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #415 เมื่อ: 7 ก.ค. 13, 11:15 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

วัดสวนแก้วได้จัดที่ปฏิบัติธรรมคล้ายกับวัดของท่านพุทธทาส เป็นสวนปฏิบัติธรรมเช่นเดียวกับสวนปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้าในอดีต



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #416 เมื่อ: 7 ก.ค. 13, 11:26 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

จะมีพระราชาให้การส่งเสริมพุทธศาสนาในอดีตอย่างจริงจังและเป็นที่นับถือจนมีชื่อเสียงตลอดมาเป็นระยะเวลายาวนานเป็นพันปีอย่างต่อเนื่องเข้าไปในประเทศต่างๆในแถบเอเชียเกือบทั้งหมดที่นับถือศาสนาพุทธ รวมทั้งในหลวงท่านก็มีดำริส่งเสริมพุทธศาสนาไปยังทุกท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง จนมีพระสงฆ์ที่มุ่งปฏิบัติธรรมจนบรรลุอรหันต์ในยุคนี้เป็นจำนวนมากเพื่อความหลุดพ้นส่วนใหญ่เป็นสายพระป่าที่ไม่เข้ามายุ่งทางโลกแต่มุ่งสู่ทางธรรม ท่านจะทุดงค์อยู่แต่ในป่า จะไม่นั่งรถเบนซ์ นั่งเครื่องบิน ใส่แว่นเลย์แบน และอื่นๆอีกมากมาย พระดีจะถูกคัดอยู่ฝ่ายดี ส่วนพระไม่ดีจะมีวิบากกรรมตามมาและไม่สามารถสู่นิพพานได้ ส่วนใหญ่จะลงนรกแทบทั้งสิ้น..



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #417 เมื่อ: 8 ก.ค. 13, 13:42 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

มัชฌิมาปฏิปทา....โดยอาจารย์เทวฤทธิ์ อยู่สุนทร


มัชฌิมาปฏิปทาในทางพุทธศาสนาหมายถึงทางสายกลาง คือ การไม่ยึดถือสุดทางทั้ง 2 ได้แก่ อัตตกิลมถานุโยค คือ การประกอบตนเองให้ลำบากเกินไป กามสุขัลลิกานุโยค คือ การพัวพันในกามในความสบาย ที่ไม่ใช่ทางสายกลาง คือ สักแต่ว่ากลาง โดยเป็นแต่เพียงโวหารไม่ได้กำหนดวิธีที่ถูกต้องไว้เลย แต่พระพุทธองเจ้าได้ทรงกำหนดหลักทางสายกลางนี้ไว้อย่างชัดเจน คือ อริยมรรคมีองค์ 8 เมื่อย่นย่อแล้ว เรียกว่า "ไตรสิกขา" ได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา
มัชฌิมาปฏิปทาหมายถึงการปฏิบัติสายกลาง ซึ่งหลักปฏิบัติย่อมต้องคู่กับหลักการอันเป็นสายกลางเช่นกัน โดยที่หลักการอันเป็นสายกลางนี้เรียกว่ามัชเฌนธรรม หรือหลักการที่ว่าด้วยความสมดุล (สมตา)อันเป็นลักษณะอันเป็นสากลของสรรพสิ่งอย่างหนึ่ง เช่นเดียวกับ ไตรลักษณ์ อิทัปปัจจยตา สุญญตา ตถตาอันเป็นกฎธรรมชาติอันเป็นหลักการสากลของสรรพสิ่งเหมือนกันอย่างหนึ่ง
มัชฌิมาปฏิปทาใช้ในความหมายถึงความพอเพียง หรือการใช้ชีวิตที่ถูกต้องตามหลัก สัมมาอาชีวะ คือใช้ชีวิตอย่างรู้ประมาณในการบริโภค คือใช้ปัจจัยสี่เท่าที่จำเป็น ไม่ใช่ใช้ตามความต้องการเพื่อสนองความอยาก
มัชฌิมาปฏิปทา แปลว่า ทางสายกลาง หมายถึง ทางปฏิบัติที่ไม่สุดโต่งไปในทางอุดมการณ์ใดอุดมการณ์หนึ่งเกินไป มุ่งเน้นใช้ปัญญาในการแก้ปัญหา มักไม่ยืดถือหลักการอย่างงมงาย
มัชฌิมาปฏิปทาในทางจิตวิญญาณหมายถึงสติ สติเป็นความสมสมดุลทางจิตอย่างหนึ่ง คือสมดุลระหว่างศรัทธาและปัญญา สติจะอยู่ตรงกลางระหว่างอารมณ์และเหตุผล ถ้าความคิดเปรียบเป็นน้ำไหล สมาธิเปรียบเป็นน้ำนิ่ง สติจะเป็นน้ำไหลนิ่ง คือสติเป็นทางสายกลางทางจิตวิญญาณ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #418 เมื่อ: 8 ก.ค. 13, 13:54 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ทางสายกลาง หมายถึง ทางที่ยึดความพอดีหรือความสมดุล ข้อปฏิบัติที่ยึดทางสายกลางตามหลัก พระพุทธศาสนา เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา ซึ่ง ได้แก่ อริยมรรคมีองค์แปด หรือ มรรค 8
การอ้างอิง



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #419 เมื่อ: 8 ก.ค. 13, 13:55 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ทางสายกลางคือ คำสอนเกี่ยวกับการปฎิบัติธรรม
ให้ผู้ปฎิบัติ ระลึกถึง ว่า การเพียรทำความดีหรือวิปัสสนา
หรืออะไรก้อตามเกี่ยวกับพุทธศาสนา ให้ยึดหลักความพอดี
ไม่มากเกินไป หรือน้อยเกินไป

ดังคำกล่าวของท่านพุทธทาส
สิ่งที่สำคัญที่สุดในพุทธศาสนาก็คือการปฏิบัติและการปฏิบัตินั้นก็เน้นไปที่มัชฌิมา คือทางสายกลาง หรือเรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา การปฏิบัติเป็นทางสายกลางซึ่งเป็นเรื่องยากมาก การปฏิบัติเป็นทางสายกลางนั้น คือการดำรงอยู่ในความถูกต้องระหว่างวัตถุและจิต เรามีจิตอย่างเดียวไม่ได้ มีวัตถุอย่างเดียวไม่ได้ ชีวิตของเราต้องเกี่ยวข้องระหว่างวัตถุกับจิต ฉะนั้นพุทธศาสนานั้นได้ให้สิ่งสูงสุดสำหรับชีวิตของเรา นั่นคือระบบปฏิบัติที่เรียกว่าทางสายกลาง หรือมัชฌิมาปฏิปทา เรียกชื่ออื่นก็ได้ เรียกอริยมรรคก็ได้ เรียกพรหมจรรย์ก็ได้ เรียกไตรสิกขาก็ได้ เขาเรียกว่าเป็นไวพจน์กัน เป็นคำที่ใช้แทนกันได้ บางครั้งเราไปอ่านหนังสือแล้วไม่ได้พูดถึงทางสายกลาง แต่ใช้คำอื่นเช่น ไตรสิกขาบ้าง พรหมจรรย์บ้าง นั่นแหละทางสายกลาง

อยากจะให้ท่านทั้งหลายทราบโดยหลักว่า การปฏิบัติทางสายกลางนั้น ถ้าเราปฏิบัติอยู่ในระบบของมัน มันต้องเป็นไปเพื่อวิเวก คือความสงบ วิราคะคือจางคลาย นิโรธะคือความดับ โวสสัคคะปริณามิง คือน้อมไปเพื่อสละทิ้งเลิก ฉะนั้น ถ้าปฏิบัติอะไรแล้วมันยิ่งมาก ยิ่งหนัก ไม่สงบ ก็แสดงว่าไม่ใช่ ถึงแม้เราไม่รู้เรื่องของทางสายกลางเลย แต่เมื่อเราทำอะไรลงไปเกี่ยวข้องกับผู้ใด ดำเนินกิจการใดเสร็จแล้วมันสงบมันคลายปัญหา มันหมดเรื่อง เรื่องความยุ่งยากความเดือดร้อน นั่นแหละเรียกว่าเป็นทางสายกลาง



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #420 เมื่อ: 8 ก.ค. 13, 13:56 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

การไม่เอนเอียงไปในทางใดทางหนึ่ง"มัชฌิมาปฏิปทา"การไม่เอนเอียงคือ
1.อัตตกิลมถานุโยค การประกอบตนเองให้ลำบากเกินไป
2.กามสุขัลลิกานุโยคการพัวพันในกามในความสบาย
สองทางนี้พระพุทธเจ้าทรงได้ทดลองและมีประสบการณ์มาหมดแล้วเห็นว่ามิใช่ทางที่ทำให้รูแจ้งแต่สุดท้ายทรงค้นพบ "อริยสัจ"(ความจริงอันประเสริฐ)
ด้วยพระองค์เอง
และใน"อริยสัจ"ยังประกอบด้วย มรรคมีองค์8(ศีล สมาธิ ปัญญา)
1.สัมมาทิฏฐิ -เห็นชอบ -เห็นถูกตามความเป็นจริงด้วยปัญญา
2.สัมมาสังกัปปะ- ดำริชอบ -คิดพิจารณาแต่ในทางกุศลหรือความดีงาม
3.สัมมาวาจา -เจรจาชอบ -พูด แต่ในสิ่งที่สร้างสรรค์ดีงาม
4.สัมมากัมมันตะ - การประพฤติดีงาม -การกระทำความดี(ทางกาย)
5.สัมมาอาชีวะ-เลี้ยงชีพชอบ-การทำมาหากินอย่างสุจริตไม่เบียดเบียน
6.สัมมาวายามะ -พยามชอบ- ประกอบความเพียรในการกุศลกรรม
7.สัมมาสติ -ไม่ประมาท ไม่เผลอจิตมีความรู้ตัวเสมอในการใช้ชีวิต
8.สัมมาสมาธิ-การฝึกจิตให้สงบ ปราศจากกิเลส นิวรณ์ เพื่อทำให้เกิดปัญญา
นี่คือเครื่องมือที่ทำให้พ้นจาก"อวิชชา"(ความไม่รู้ในทุกข์ หรือ รู้ไม่เท่าทันความทุกข์)



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #421 เมื่อ: 8 ก.ค. 13, 13:57 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า ธรรมชาติ ไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาลอยๆ ทุกๆ สิ่ง เกิดขึ้นมาเพราะประกอบด้วยเหตุปัจจัยมาประชุมกันชั่วคราวเท่านั้น

ความคิดของคน มีเหตุปัจจัยมาจากความเห็น การพูดของคนก็มีเหตุปัจจัยมาจากความคิด การกระทำของคนมีเหตุปัจจัยมาจากการพูด การดำรงค์ชีพมีเหตุปัจจัยมาจากการกระทำ ความพยายามมีเหตุปัจจัยมาจากการดำรงค์ชีพ ความระลึกมีเหตุปัจจัยมาจากความพยายาม ความตั้งใจมีเหตุปัจจัยมาจากการระลึก

หรือสรุปง่ายๆ ว่า ความเห็นทำให้เกิดความคิด ความคิดทำให้เกิดการพูด การพูดทำให้เกิดการกระทำ การกระทำทำให้เกิดการเอาชีวิตรอด การเอาชีวิตรอดทำให้เกิดความพยายาม ความพยายามทำให้เกิดการระลึก การระลึกทำให้เกิดความตั้งใจ

เรียงการเกิดโดยย่อเป็น ความเห็น ความคิด การพูด การกระทำ การเลี้ยงชีพ ความพยายาม การระลึก ความตั้งใจ หรือ มรรค มี องค์ ๘

ถ้าความเห็นของผู้ใดผิด ความคิดเขาก็ผิดตามไปด้วย และผิดตลอดทั้งสายจนไปถึงความตั้งใจ เรียกว่า มิจฉามรรค

ถ้าความเห็นของผู้ใดถูก ความคิดเขาก็ถูกตามไปด้วย และถูกตลอดทั้งสายจนไปถึงความตั้งใจ เรียกว่า สัมมามรรค

ทุกชีวิต ต่างก็เดินตามทางนี้ทั้งหมด ไม่มีเว้น จึงถือเป็น ทางสายกลาง เพราะ ไม่ได้ฝืนธรรมชาติปกติของคนเราเลย

พระพุทธองงค์ตรัสแสดงที่มาของ ความเห็นผิด ความเห็นชอบ และให้ชาวพุทธ สร้างความเห็นที่ตรงต่อความเป็นจริงของโลกและชีวิต เพื่อชีวิตจะได้อยู่ใน สัมมามรรค ไม่ตกลงไปอยู่ใน มิจฉามรรค

อวิชชา หรือ ความพอใจ ไม่พอใจ และความหลง หรือ โลภะ โทสะ โมหะ เป็นเหตุเป็นปัจจัยของ มิจฉาทิฐิ หรือ ความเห็นผิด

วิชชา หรือ การเอาชนะความพอใจไม่พอใจ และความไม่หลง หรือ อโลภะ อโทสะ อโมหะ เป็นเหตุเป็นปัจจัยของ สัมมาทิฐิ หรือ ความเห็นชอบ

เพราะฉะนั้น ผู้ที่ฝึกสร้างสัมมาทิฐิ ก็คือ ผู้ที่เดินตาม สัมมามรรค
การอ้างอิง
การรู้เท่าทันความพอใจไม่พอใจดับทุกข์ได้



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #422 เมื่อ: 8 ก.ค. 13, 13:58 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

หลักพระพุทธศาสนา เมื่อพระพุทธเจ้าประกาศศาสนาทรงกล่าวถึง ทางสายกลางเพื่อนิพพานเป็นอันดับแรก
อริยสัจ๔ คือความจริงอันประเสริฐ ๔ ประการ ที่เป็นทางสายกลางด้วยปฎิบัติ
ปฏิจจสมุปบาป คือ ทฤษฎีทรงกล่าวถึงสายเกิด และสายดับ ทรงกล่าวว่าเป็นธรรมกลางๆ

จะมีทางสายกลาง นั้นคือต้องมีส่วนที่สุดทั้งสอง ส่วนที่สุดที่หนึ่ง ส่วนที่สุดที่สอง ซึ่งเป็นความเห็นผิดเกี่ยวกับโลก ส่วนความเห็นถูกพระพุทธองค์ทรงกล่าวแก่ พระกัจจานะไว้แล้ว
ขอรวบรวมข้อมูลที่กล่าวไว้ดีแล้ว มาแบ่งปันเพื่อความเข้าใจประเด็นตามกระทู้ให้เห็นชัดเจน ดังนี้
...
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๔ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๔
มหาวรรค ภาค ๑
ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร
ปฐมเทศนา
[๑๓] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะพระปัญจวัคคีย์ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ที่สุด
สองอย่างนี้อันบรรพชิตไม่ควรเสพ คือ
การประกอบตนให้พัวพันด้วยกามสุขในกามทั้งหลาย เป็นธรรมอันเลว เป็นของชาวบ้าน
เป็นของปุถุชน ไม่ใช่ของพระอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ๑
การประกอบความเหน็ดเหนื่อยแก่ตน เป็นความลำบาก ไม่ใช่ของพระอริยะ ไม่ประกอบ
ด้วยประโยชน์ ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิปทาสายกลาง ไม่เข้าไปใกล้ที่สุดสองอย่างนั้น นั่นตถาคตได้
ตรัสรู้แล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง ทำดวงตาให้เกิด ทำญาณให้เกิด ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ
เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ปฏิปทาสายกลางที่ตถาคตได้ตรัสรู้แล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง ทำดวงตา
ให้เกิด ทำญาณให้เกิด ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน
นั้น เป็นไฉน?
ปฏิปทาสายกลางนั้น ได้แก่อริยมรรค มีองค์ ๘ นี้แหละ คือปัญญาอันเห็นชอบ ๑
ความดำริชอบ ๑ เจรจาชอบ ๑ การงานชอบ ๑ เลี้ยงชีวิตชอบ ๑ พยายามชอบ ๑ ระลึกชอบ ๑
ตั้งจิตชอบ ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้แลคือปฏิปทาสายกลางนั้น ที่ตถาคตได้ตรัสรู้แล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง
ทำดวงตาให้เกิด ทำญาณให้เกิด ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้
เพื่อนิพพาน.



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #423 เมื่อ: 8 ก.ค. 13, 14:00 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

อ.วศิน อิททสระ หนังสือ ปฏิจจสมุปบาท ดังนี้

ปฏิจจสมุปบาทในฐานะมัชฌิมาปฏิปทา
เพื่อให้เรื่องดังกล่าวมาข้างบนนี้แจ่มแจ้ง เห็นควรอ้างพระสูตรบางสูตรที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฏิจจสมุปบาทในฐานะเป็นมัชฌิมาปฏิปทา หรือ มัชเฌนธรรมเทศนา
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ” พระกัจจานะทูลถาม
“ที่เรียกว่าสัมมาทิฐิ สัมมาทิฐิ” นั้น อย่างไรเรียกว่า สัมมาทิฐิ ?”

“กัจจานะ” พระศาสดาตรัสตอบ
“ชาวโลกส่วนมากอาศัยภาวะ ๒ อย่าง แสดงทิฐิของตน คือ อัตถิตา (ความเห็นว่าสิ่งทั้งปวงมีอยู่จริง) และ นัตถิตา (ความเห็นว่าสิ่งทั้งปวง
ไม่มีอยู่จริง)

ดูก่อนกัจจานะ เมื่อเห็นโลกสมุทัยด้วยปัญญา
ชอบตามความเป็นจริง นัตถิตาในโลกก็ไม่มี เมื่อเห็นโลกนิโรธด้วยปัญญาชอบตามความเป็นจริง อัตถิตาก็ไม่มี

ดูก่อนกัจจานะ ชาวโลกส่วนใหญ่มากไปด้วยความยึดมั่นถือมั่นในอุบาย(systems) และถูกคล้องไว้ด้วยหลักการ(อภินิเวส – dogmas)
ส่วนอริยสาวกย่อมไม่ยึดมั่นถือมั่นในอุบาย ความปักใจ (อฐิฏฺฐานํ) หลักการ (อภินิเวส) และอนุสัยว่า “ตัวตนของเรา” ย่อมไม่เคลือบ
แคลงสงสัยในเรื่อง ทุกข์เท่านั้นย่อมเกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นย่อมดับไป” อริยสาวกย่อมมีญาณในเรื่องนี้โดยไม่ต้องอาศัยผู้อื่น เพียงเท่านี้แหละ
กัจจานะชื่อว่า สัมมาทิฐิ”

“ดูก่อนกัจจานะ ความยึดมั่นว่า “สิ่งทั้งปวงมีอยู่” เป็นส่วนสุดข้างหนึ่ง ความยึดมั่นว่า “สิ่งทั้งปวงไม่มีอยู่ เป็นส่วนสุดข้างหนึ่ง” ตถาคตแสดงธรรม
เป็นท่ามกลาง ไม่เข้าไปอิงอาศัยส่วนสุดทั้งสองนั้นว่า เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยสังขารจึงมี...เพราะอวิชชาดับสังขารจึงดับ.............................”
(สํ. นิ. ๑๖/๒๐ ข้อ ๔๒-๔๔)

พราหมณ์โลกายัต(โลกายติโก = เรื่องอันเกี่ยวกับโลก ความยึดมั่นเกี่ยวกับโลก) คนหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค
ทูลถามว่า “สิ่งทั้งปวงมีอยู่หรือ ?”
ตรัสตอบว่า “ความเห็นว่า สิ่งทั้งปวงมีอยู่เป็นโลกายัตที่หนึ่ง”
ถาม : สิ่งทั้งปวงไม่มีหรือ ?
ตรัสตอบ : ความเห็นว่า สิ่งทั้งปวงไม่มี เป็นโลกายัตที่สอง
ถาม : สิ่งทั้งปวงเป็นภาวะหนึ่งเดียว (เอกัตตะ) หรือ ?
ตรัสตอบ : นั่นเป็นโลกายัตที่สาม
ถาม : สิ่งทั้งปวงเป็นภาวะหลายหลาก (ปุถุตตะ) หรือ ?
ตรัสตอบ : นั่นเป็นโลกายัตที่สี่

“ดูก่อนพราหมณ์ ตถาคตไม่เข้าไปข้องแวะกับความเห็นเอียงสุดทั้งสองนั้นอย่างใดอย่างหนึ่ง
แต่ตถาคตย่อมแสดงธรรมเป็นกลางๆ ว่า “เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยสังขารจึงมี...เพราะอวิชชาดับสังขารจึงดับ.......................ฯลฯ”
(สํ. นิ. ๑๖/๙๒ ข้อ ๑๗๖)
...............................................



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #424 เมื่อ: 8 ก.ค. 13, 14:01 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

มีผู้ทูลถามว่า ความทุกข์ตนทำให้เกิดขึ้นเองหรือคนอื่นทำให้ หรือทั้งตนเองทำและคนอื่นทำให้ ทรงปฏิเสธความเห็นเช่นนั้น
เมื่อผู้ถามทูลถามว่า ความทุกข์ไม่มีหรือ ? พระโคดมไม่รู้ไม่เห็นทุกข์หรือ ? ก็ทรงปฏิเสธความคิดเห็นเช่นนั้นแล้วทรงแสดง ปฏิจจสมุปบาท ทั้งสายเกิดและสายดับทุกข์
(สํ. นิ. ๑๖/๒๓-๒๔ ข้อ ๔๙-๕๐)

พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฏิจจสมุปบาทในฐานะเป็นมัชฌิมาปฏิปทา หรือ มัชเฌนธรรมเทศนา ไม่ข้องแวะด้วยอันตคาหิกทิฐิใดๆ
ผู้เข้าใจปฏิจจสมุปบาทอย่างชัดเจน ย่อมแจ่มแจ้งในปัญหาชีวิตไม่ต้องสงสัยในปัญหาชีวิตอีกต่อไป สมดังพระพุทธพจน์ที่ว่า

“ภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดอริยสาวกเห็นปฏิจจสมุปบาทนี้เป็นปฏิจจสมุปปันธรรม(สิ่งที่อาศัยกันเกิดขึ้นตามหลักปฏิ-จจสมุปบาท) เหล่านี้ชัดเจนตามที่เป็นจริงด้วยปัญญาอันชอบแล้ว เมื่อนั้นย่อมเป็นไปไม่ได้เลยที่อริยสาวกนั้น จะแล่นเข้าหาที่สุดข้างต้น(ปุพพันตะ) คือสงสัยในชาติก่อน
ว่า “ในอดีตเราเคยมีหรือไม่หนอ ?
ในอดีตเราได้เคยเป็นอะไรหนอ ?
ในอดีตเราเคยเป็นอย่างไรหนอ ?
ในอดีตเราได้เป็นอะไรแล้วจึงได้มาเป็นอะไรหนอ ?”
หรือจะแล่นไปหาที่สุดข้างปลาย (อปรันตะ) คือสงสัยในชาติหน้าว่า
“ในอนาคตเราจักมีหรือไม่หนอ ?
ในอนาคตเราจักเป็นอะไรหนอ ?
ในอนาคตเราจักเป็นอย่างไรหนอ ?
ในอนาคตเราเป็นอย่างไรแล้วจักได้เป็นอะไรอีกหนอ ?”
หรือจะสงสัยในปัจจุบันว่า เรามีอยู่หรือไม่หนอ ?
เราคืออะไรหนอ ? เราเป็นอย่างไรหนอ ?
สัตว์นี้มาจากไหนแล้ว จักไปไหนอีกหนอ ? ดังนี้

ที่อริยสาวกไม่แล่นไปเช่นนี้ก็เพราะได้เห็นปฏิจจสมุปบาทนี้ และปฏิจจสมุปปันนธรรมเหล่านี้ชัดเจนตามความเป็น
จริงด้วยปัญญาอันชอบ”
(สํ. นิ. ๑๖/๓๑-๓๒ ข้อ ๖๓)

นิทานสังยุตต์ นิทาน.สํ.๑๖/๒๑/๔๓, ตรัสแก่ภิกษุกัจจานโคตต์ ที่เชตวัน.




noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #425 เมื่อ: 8 ก.ค. 13, 14:04 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

กลอนธรรมะ

เปลือกหรือแก่น

ชีวิตเราจะเลือกเปลือกหรือแก่น
เปลือกฝังแน่นแก่นหลบในเข้าไม่ถึง
เปลือกตัณหายื้อยุดคอยฉุดดึง
ยากจะซึ้งถึงแก่นแดนธรรมา

ชีวิตคนขนขวายตะกายเปลือก
เพราะเราเลือกความอยากมากตัณหา
โลกทั้งใบคือเปลือกแห่งมายา
ศาสดาทั้งหลายหมายชี้ทาง

ให้ผู้คนพ้นทุกข์สุขสงบ
จะได้พบหัวใจใสสว่าง
ด้วยวิถีเรียบง่ายทางสายกลาง
กินอยู่อย่างพอเพียงเลี้ยงชีพตน

รู้เท่าทันชีวีรู้ดีชั่ว
ประพฤติตัวเป็นแบบอย่างสร้างกุศล
จึงจะสมคุณค่าชื่อว่าคน
ที่หลุดพ้นจากเปลือกเลือกแก่นธรรม



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #426 เมื่อ: 8 ก.ค. 13, 14:05 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

สักวัน

คงจะมีเวลาที่ฟ้าใส
เมฆหมอกใหญ่คลายจางกระจ่างแจ้ง
เมื่อเรานั้นฟันฝ่ากล้าสุดแรง
จะเห็นแสงตะวันนั้นส่องมา

ในวันที่ฝนพรำกระหน่ำหนัก
ได้ประจักษ์แก่ใจคนไร้ค่า
เกี่ยรติยศส่วนเกินและเงินตรา
กลับเหนือกว่าความดีที่สร้างทำ

อาจจะดูโง่งม เหมือน อมทุกข์
แต่ยังลุกขึ้นสู้ทุกเช้าค่ำ
ถึงวันนี้ฟ้าเศร้าเคล้าเมฆดำ
สิ้นฝนพรำฟ้าใสเหมือนใจเรา



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #427 เมื่อ: 8 ก.ค. 13, 14:07 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เพื่อนแท้เพียงหนึ่ง

หากร้อยคนทายทักไม่ภักดี
พันคนที่พูดดีแค่ต่อหน้า
หมื่นเพื่อนกินยามลำบากยากพึ่งพา
แสนเพื่อนลาหากทุกข์สุขเจอกัน
ทั้งเพื่อนกิน เพื่อนนอน และเพื่อนเที่ยว
เพียงเดี๋ยวเดียวมันก็หายByeซะงั้น
พอหมดเงิน หมดงาน หมดเพื่อนพลัน
วันนี้ฉันซาบซึ้งน้ำใจคน
เพียงมิตรแท้แค่หนึ่งเฝ้าห่วงใย
ก็ยิ่งใหญ่กว่าแสนใจที่หวังผล
ดังคำกล่าวมีเพื่อนแท้แค่หนึ่งคน
ดีกว่าทนคบร้อยคนไม่จริงใจ...



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #428 เมื่อ: 8 ก.ค. 13, 14:08 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

คติ...สอนใคร

จิตวิญญาณ ใดใด ในความคิด
เกิดจากจิต สงบนิ่ง ไม่ติงไหว
ห้วงคำนึง สร้างจาก รากฐานใจ
ก่อเกิดให้ สร้างสรรค์งาน ผ่านสายตา...



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #429 เมื่อ: 8 ก.ค. 13, 14:09 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เมื่อถึงครา ต้องก้มหัว อย่ามัวช้า
รีบก้มหน้า เพื่อสร้าง ทางเลือกใหม่
อาจรู้สึก ว่าด้อย ถึงน้อยใจ
อดทนไว้ ถ้ายังมี ที่ให้เดิน...



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #430 เมื่อ: 8 ก.ค. 13, 14:10 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

การมองโลก ในแง่ดี เป็นที่ตั้ง
ก่อเกิดหวัง ความสุข ให้ทุกข์หาย
อุปสรรค ใดใด ไม่กล้ำกลาย
สิ่งชั่วร้าย กลายร่าง กลับทางดี...



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #431 เมื่อ: 8 ก.ค. 13, 14:23 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

หนูชื่อก้อยค่ะ จะสอบถามอาจารย์ว่าทำไมพระสมัยนี้ทำตัวเว่อร์ๆคะไม่เห็นสำรวมเลยคะ




ตอบพระสงฆ์ที่ดี ยังมีอีกมากอย่าไปเหมาทั้งหมด อย่างว่าปัจจุบันมีสิ่งทำให้เกิดโลภ โกรธและหลงมากมาย และมีผู้หญิงที่เข้าไปทางธรรมมากมายไปปฏิบัตินั่งสมาธิสวดมนต์ตามวัดต่างๆ เพื่อให้ตนเองหลุดพ้นและคลายความทุกข์ ฉนั้นหนูก้อยก็อย่าไปสนใจกับพระที่ปฏิบัติตัวไม่ดี หนูต้องดูพระสงฆ์ในอดีตที่ดีเดินทางสายกลางสายพระป่าที่จะปฏิบัติธรรมเดินทุดงส์ความความลำบากอยู่ในชนบทต่างๆในจังหวัดที่ห่างไกลความเจริญ ไม่ใช่มาธุดงส์ในเมืองจนเกิดความวุ่นวายทำให้รถติดทำให้เกิดวิบากกรรมแก่คนในเมืองเป็นต้น จะไม่ได้รับคำชมเชยแต่จะได้รับคำว่ากล่าวต่างๆมากมายครับ..ผมได้ยินมาเป็นประจำครับ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #432 เมื่อ: 8 ก.ค. 13, 14:39 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ของเราใช่ว่าของเรา

เกิด มาทั้งที ครั้นต้องได้ดี มีทรัพย์ยศศักดิ์ ให้มากล้น เหลือ
บน ทางแกร่งแย่ง ถึง ต้องอยู่เหนือ เพียงเป็นความเชื่อ ปิดใจไร้ แสง
แผ่น ดินกว้างใหญ่ เว ทีแข่งขัน โลง ศพตามท่าน ไปทุกหน แห่ง
ดิน จะกลืนร่าง ลาร้างจำแลง ผุ กร่อนเหี่ยวแห้ง โอ้ว่าเวร กรรม ...

โต มาพร้อมฝัน ต้อง ดั้นให้ถึง ห่อ หักชักดึง หวังความมั่น คง
ใต้ สิ่งเย้ายวน ลับ ลวงลุ่มหลง หุ้ม ลุ้มรุมโทรม หากเผลอใจ ตาม
แผ่น ฟ้าคงดิน ดับ สิ้นคือคน ร่าง ไม่เที่ยงทน อย่ามัวครวญค ร่ำ
ฟ้า เปิดทางให้ กาย ก่อต่อบุญ ไว้ เจือเกื้อกูล ภพชาติต่อ ไป



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #433 เมื่อ: 8 ก.ค. 13, 14:39 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ของเราใช่ว่าของเรา

เกิด มาทั้งที ครั้นต้องได้ดี มีทรัพย์ยศศักดิ์ ให้มากล้น เหลือ
บน ทางแกร่งแย่ง ถึง ต้องอยู่เหนือ เพียงเป็นความเชื่อ ปิดใจไร้ แสง
แผ่น ดินกว้างใหญ่ เว ทีแข่งขัน โลง ศพตามท่าน ไปทุกหน แห่ง
ดิน จะกลืนร่าง ลาร้างจำแลง ผุ กร่อนเหี่ยวแห้ง โอ้ว่าเวร กรรม ...

โต มาพร้อมฝัน ต้อง ดั้นให้ถึง ห่อ หักชักดึง หวังความมั่น คง
ใต้ สิ่งเย้ายวน ลับ ลวงลุ่มหลง หุ้ม ลุ้มรุมโทรม หากเผลอใจ ตาม
แผ่น ฟ้าคงดิน ดับ สิ้นคือคน ร่าง ไม่เที่ยงทน อย่ามัวครวญค ร่ำ
ฟ้า เปิดทางให้ กาย ก่อต่อบุญ ไว้ เจือเกื้อกูล ภพชาติต่อ ไป



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #434 เมื่อ: 8 ก.ค. 13, 14:40 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ของเราใช่ว่าของเรา

เกิด มาทั้งที ครั้นต้องได้ดี มีทรัพย์ยศศักดิ์ ให้มากล้น เหลือ
บน ทางแกร่งแย่ง ถึง ต้องอยู่เหนือ เพียงเป็นความเชื่อ ปิดใจไร้ แสง
แผ่น ดินกว้างใหญ่ เว ทีแข่งขัน โลง ศพตามท่าน ไปทุกหน แห่ง
ดิน จะกลืนร่าง ลาร้างจำแลง ผุ กร่อนเหี่ยวแห้ง โอ้ว่าเวร กรรม ...

โต มาพร้อมฝัน ต้อง ดั้นให้ถึง ห่อ หักชักดึง หวังความมั่น คง
ใต้ สิ่งเย้ายวน ลับ ลวงลุ่มหลง หุ้ม ลุ้มรุมโทรม หากเผลอใจ ตาม
แผ่น ฟ้าคงดิน ดับ สิ้นคือคน ร่าง ไม่เที่ยงทน อย่ามัวครวญค ร่ำ
ฟ้า เปิดทางให้ กาย ก่อต่อบุญ ไว้ เจือเกื้อกูล ภพชาติต่อ ไป



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #435 เมื่อ: 8 ก.ค. 13, 14:41 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

อนิจจัง

อันชีวิต..มนุษย์..นั้นไม่เที่ยง
ทุกขังเลี่ยง..ทำบุญสร้าง..ทางสุขสัน
อย่ายึดติด..ว่าสิ่งใด..อยู่ชั่วกัลป์
สิ้นลมนั้น..ไร้บุญสร้าง..สุดจะพรรณ

มีแต่ใจ..ที่เป็นธรรม..เพียงเท่านี้
และความชั่ว..ที่มี..ไร้สุขสัน
จะเลือกนำ..สิ่งใดไป..คิดแล้วกัน
เมื่อตะวัน..ริบหรี่..ชี้ชะตา



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #436 เมื่อ: 8 ก.ค. 13, 14:42 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

อนิจจัง

อันชีวิต..มนุษย์..นั้นไม่เที่ยง
ทุกขังเลี่ยง..ทำบุญสร้าง..ทางสุขสัน
อย่ายึดติด..ว่าสิ่งใด..อยู่ชั่วกัลป์
สิ้นลมนั้น..ไร้บุญสร้าง..สุดจะพรรณ

มีแต่ใจ..ที่เป็นธรรม..เพียงเท่านี้
และความชั่ว..ที่มี..ไร้สุขสัน
จะเลือกนำ..สิ่งใดไป..คิดแล้วกัน
เมื่อตะวัน..ริบหรี่..ชี้ชะตา



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #437 เมื่อ: 8 ก.ค. 13, 14:43 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

อนิจจัง

อันชีวิต..มนุษย์..นั้นไม่เที่ยง
ทุกขังเลี่ยง..ทำบุญสร้าง..ทางสุขสัน
อย่ายึดติด..ว่าสิ่งใด..อยู่ชั่วกัลป์
สิ้นลมนั้น..ไร้บุญสร้าง..สุดจะพรรณ

มีแต่ใจ..ที่เป็นธรรม..เพียงเท่านี้
และความชั่ว..ที่มี..ไร้สุขสัน
จะเลือกนำ..สิ่งใดไป..คิดแล้วกัน
เมื่อตะวัน..ริบหรี่..ชี้ชะตา



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #438 เมื่อ: 8 ก.ค. 13, 14:44 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

อนิจจัง

อันชีวิต..มนุษย์..นั้นไม่เที่ยง
ทุกขังเลี่ยง..ทำบุญสร้าง..ทางสุขสัน
อย่ายึดติด..ว่าสิ่งใด..อยู่ชั่วกัลป์
สิ้นลมนั้น..ไร้บุญสร้าง..สุดจะพรรณ

มีแต่ใจ..ที่เป็นธรรม..เพียงเท่านี้
และความชั่ว..ที่มี..ไร้สุขสัน
จะเลือกนำ..สิ่งใดไป..คิดแล้วกัน
เมื่อตะวัน..ริบหรี่..ชี้ชะตา



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #439 เมื่อ: 8 ก.ค. 13, 14:44 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

อนิจจัง

อันชีวิต..มนุษย์..นั้นไม่เที่ยง
ทุกขังเลี่ยง..ทำบุญสร้าง..ทางสุขสัน
อย่ายึดติด..ว่าสิ่งใด..อยู่ชั่วกัลป์
สิ้นลมนั้น..ไร้บุญสร้าง..สุดจะพรรณ

มีแต่ใจ..ที่เป็นธรรม..เพียงเท่านี้
และความชั่ว..ที่มี..ไร้สุขสัน
จะเลือกนำ..สิ่งใดไป..คิดแล้วกัน
เมื่อตะวัน..ริบหรี่..ชี้ชะตา



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #440 เมื่อ: 8 ก.ค. 13, 14:45 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

อนิจจัง

อันชีวิต..มนุษย์..นั้นไม่เที่ยง
ทุกขังเลี่ยง..ทำบุญสร้าง..ทางสุขสัน
อย่ายึดติด..ว่าสิ่งใด..อยู่ชั่วกัลป์
สิ้นลมนั้น..ไร้บุญสร้าง..สุดจะพรรณ

มีแต่ใจ..ที่เป็นธรรม..เพียงเท่านี้
และความชั่ว..ที่มี..ไร้สุขสัน
จะเลือกนำ..สิ่งใดไป..คิดแล้วกัน
เมื่อตะวัน..ริบหรี่..ชี้ชะตา



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
ฉงน
เรทกระทู้
« ตอบ #441 เมื่อ: 8 ก.ค. 13, 19:37 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

อยากรู้จักอาจารย์จี้กง

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #442 เมื่อ: 9 ก.ค. 13, 08:55 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

คุณฉงน

อยากรู้จักอาจารย์จี้กง



ตอบท่านอาจารย์จี้กง ท่านเป็นโพธิสัตว์มาทำหน้าที่โปรดสัตว์แก่ผู้มีความทุกข์ให้สามารถผ่านพ้นเคราะห์ให้ผ่านไปได้ การปฏิบัติเช่นเดียวกับองค์เจ้าแม่กวนอิมโพธิสัตว์ ซึ่งยืนอยู่ข้างซ้ายและขวาของพระพุทธเจ้าใน"มหายาน"ซึ่งเป็นสายหนึ่งของศาสนาพุทธ ท่านผู้อ่านปฏิบัติธรรมนั่สมาธิสวดมนต์ ก็สามารถสำเร็จเป็นโพธิสัตว์ได้เช่นกัน โดยไม่ต้องบวชและไม่ต้องโกนผม มีผู้ใหญ่เคยเล่าให้ฟังว่าศาสนาพุทธเผยแพร่มายังเมืองไทยเป็นสายสงค์ก็จะเป็นพระโมคคัลลาและองค์สารีบุตร พอศาสนาเผยแพร่ไปทางเมืองจีนในแถบเอเชีย ก็กลายเป็นองค์อวโลกิเตศวรและองค์สถานปราบ
ซ้ายขวาของพระพุทธเจ้าเช่นกันมีพระราชาในสมัยต่างๆได้สังคายนาศาสนาพุทธบางยุคก็ส่งเสริบางยุคก็ไม่ส่งเสริมและองค์อวโลกิเตศวรได้ขยายมาเป็นองค์เจ้าแม่กวนอิมอวตารมา ส่วนองค์สถานปราบก็อวตารมาเป็นท่านอาจารย์จี้กงโพธิสัตว์เพื่อมาช่วยเหลือมวลมนุษย์ให้หลุดพ้นมุ่งสูทางสายธรรมเพื่อความสุขที่มีศีล สมาธิและปัญญาเป็นที่ตั้งครับอาจารย์จี้กงโพธิสัตว์ท่านจะต้องใส่ชุดขาวและที่ใส่ชุดขาดๆก็ตอนเป็นภาคมนุษย์และเขานำมาสร้างเป็นหนังฉายช่อง 7 ในขณะนี้ครับ คุณฉงนหากมีอะไรก็สอบถามเข้ามาใหม่ครับ..

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #443 เมื่อ: 9 ก.ค. 13, 08:57 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

คุณฉงน

อยากรู้จักอาจารย์จี้กง



ตอบท่านอาจารย์จี้กง ท่านเป็นโพธิสัตว์มาทำหน้าที่โปรดสัตว์แก่ผู้มีความทุกข์ให้สามารถผ่านพ้นเคราะห์ให้ผ่านไปได้ การปฏิบัติเช่นเดียวกับองค์เจ้าแม่กวนอิมโพธิสัตว์ ซึ่งยืนอยู่ข้างซ้ายและขวาของพระพุทธเจ้าใน"มหายาน"ซึ่งเป็นสายหนึ่งของศาสนาพุทธ ท่านผู้อ่านปฏิบัติธรรมนั่สมาธิสวดมนต์ ก็สามารถสำเร็จเป็นโพธิสัตว์ได้เช่นกัน โดยไม่ต้องบวชและไม่ต้องโกนผม มีผู้ใหญ่เคยเล่าให้ฟังว่าศาสนาพุทธเผยแพร่มายังเมืองไทยเป็นสายสงค์ก็จะเป็นพระโมคคัลลาและองค์สารีบุตร พอศาสนาเผยแพร่ไปทางเมืองจีนในแถบเอเชีย ก็กลายเป็นองค์อวโลกิเตศวรและองค์สถานปราบ
ซ้ายขวาของพระพุทธเจ้าเช่นกันมีพระราชาในสมัยต่างๆได้สังคายนาศาสนาพุทธบางยุคก็ส่งเสริบางยุคก็ไม่ส่งเสริมและองค์อวโลกิเตศวรได้ขยายมาเป็นองค์เจ้าแม่กวนอิมอวตารมา ส่วนองค์สถานปราบก็อวตารมาเป็นท่านอาจารย์จี้กงโพธิสัตว์เพื่อมาช่วยเหลือมวลมนุษย์ให้หลุดพ้นมุ่งสูทางสายธรรมเพื่อความสุขที่มีศีล สมาธิและปัญญาเป็นที่ตั้งครับอาจารย์จี้กงโพธิสัตว์ท่านจะต้องใส่ชุดขาวและที่ใส่ชุดขาดๆก็ตอนเป็นภาคมนุษย์และเขานำมาสร้างเป็นหนังฉายช่อง 7 ในขณะนี้ครับ คุณฉงนหากมีอะไรก็สอบถามเข้ามาใหม่ครับ..



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #444 เมื่อ: 9 ก.ค. 13, 08:59 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

คุณฉงน

อยากรู้จักอาจารย์จี้กง



ตอบท่านอาจารย์จี้กง ท่านเป็นโพธิสัตว์มาทำหน้าที่โปรดสัตว์แก่ผู้มีความทุกข์ให้สามารถผ่านพ้นเคราะห์ให้ผ่านไปได้ การปฏิบัติเช่นเดียวกับองค์เจ้าแม่กวนอิมโพธิสัตว์ ซึ่งยืนอยู่ข้างซ้ายและขวาของพระพุทธเจ้าใน"มหายาน"ซึ่งเป็นสายหนึ่งของศาสนาพุทธ ท่านผู้อ่านปฏิบัติธรรมนั่สมาธิสวดมนต์ ก็สามารถสำเร็จเป็นโพธิสัตว์ได้เช่นกัน โดยไม่ต้องบวชและไม่ต้องโกนผม มีผู้ใหญ่เคยเล่าให้ฟังว่าศาสนาพุทธเผยแพร่มายังเมืองไทยเป็นสายสงค์ก็จะเป็นพระโมคคัลลาและองค์สารีบุตร พอศาสนาเผยแพร่ไปทางเมืองจีนในแถบเอเชีย ก็กลายเป็นองค์อวโลกิเตศวรและองค์สถานปราบ
ซ้ายขวาของพระพุทธเจ้าเช่นกันมีพระราชาในสมัยต่างๆได้สังคายนาศาสนาพุทธบางยุคก็ส่งเสริบางยุคก็ไม่ส่งเสริมและองค์อวโลกิเตศวรได้ขยายมาเป็นองค์เจ้าแม่กวนอิมอวตารมา ส่วนองค์สถานปราบก็อวตารมาเป็นท่านอาจารย์จี้กงโพธิสัตว์เพื่อมาช่วยเหลือมวลมนุษย์ให้หลุดพ้นมุ่งสูทางสายธรรมเพื่อความสุขที่มีศีล สมาธิและปัญญาเป็นที่ตั้งครับอาจารย์จี้กงโพธิสัตว์ท่านจะต้องใส่ชุดขาวและที่ใส่ชุดขาดๆก็ตอนเป็นภาคมนุษย์และเขานำมาสร้างเป็นหนังฉายช่อง 7 ในขณะนี้ครับ คุณฉงนหากมีอะไรก็สอบถามเข้ามาใหม่ครับ..



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #445 เมื่อ: 9 ก.ค. 13, 09:00 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

คุณฉงน

อยากรู้จักอาจารย์จี้กง



ตอบท่านอาจารย์จี้กง ท่านเป็นโพธิสัตว์มาทำหน้าที่โปรดสัตว์แก่ผู้มีความทุกข์ให้สามารถผ่านพ้นเคราะห์ให้ผ่านไปได้ การปฏิบัติเช่นเดียวกับองค์เจ้าแม่กวนอิมโพธิสัตว์ ซึ่งยืนอยู่ข้างซ้ายและขวาของพระพุทธเจ้าใน"มหายาน"ซึ่งเป็นสายหนึ่งของศาสนาพุทธ ท่านผู้อ่านปฏิบัติธรรมนั่สมาธิสวดมนต์ ก็สามารถสำเร็จเป็นโพธิสัตว์ได้เช่นกัน โดยไม่ต้องบวชและไม่ต้องโกนผม มีผู้ใหญ่เคยเล่าให้ฟังว่าศาสนาพุทธเผยแพร่มายังเมืองไทยเป็นสายสงค์ก็จะเป็นพระโมคคัลลาและองค์สารีบุตร พอศาสนาเผยแพร่ไปทางเมืองจีนในแถบเอเชีย ก็กลายเป็นองค์อวโลกิเตศวรและองค์สถานปราบ
ซ้ายขวาของพระพุทธเจ้าเช่นกันมีพระราชาในสมัยต่างๆได้สังคายนาศาสนาพุทธบางยุคก็ส่งเสริบางยุคก็ไม่ส่งเสริมและองค์อวโลกิเตศวรได้ขยายมาเป็นองค์เจ้าแม่กวนอิมอวตารมา ส่วนองค์สถานปราบก็อวตารมาเป็นท่านอาจารย์จี้กงโพธิสัตว์เพื่อมาช่วยเหลือมวลมนุษย์ให้หลุดพ้นมุ่งสูทางสายธรรมเพื่อความสุขที่มีศีล สมาธิและปัญญาเป็นที่ตั้งครับอาจารย์จี้กงโพธิสัตว์ท่านจะต้องใส่ชุดขาวและที่ใส่ชุดขาดๆก็ตอนเป็นภาคมนุษย์และเขานำมาสร้างเป็นหนังฉายช่อง 7 ในขณะนี้ครับ คุณฉงนหากมีอะไรก็สอบถามเข้ามาใหม่ครับ..



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #446 เมื่อ: 9 ก.ค. 13, 09:01 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

คุณฉงน

อยากรู้จักอาจารย์จี้กง



ตอบท่านอาจารย์จี้กง ท่านเป็นโพธิสัตว์มาทำหน้าที่โปรดสัตว์แก่ผู้มีความทุกข์ให้สามารถผ่านพ้นเคราะห์ให้ผ่านไปได้ การปฏิบัติเช่นเดียวกับองค์เจ้าแม่กวนอิมโพธิสัตว์ ซึ่งยืนอยู่ข้างซ้ายและขวาของพระพุทธเจ้าใน"มหายาน"ซึ่งเป็นสายหนึ่งของศาสนาพุทธ ท่านผู้อ่านปฏิบัติธรรมนั่สมาธิสวดมนต์ ก็สามารถสำเร็จเป็นโพธิสัตว์ได้เช่นกัน โดยไม่ต้องบวชและไม่ต้องโกนผม มีผู้ใหญ่เคยเล่าให้ฟังว่าศาสนาพุทธเผยแพร่มายังเมืองไทยเป็นสายสงค์ก็จะเป็นพระโมคคัลลาและองค์สารีบุตร พอศาสนาเผยแพร่ไปทางเมืองจีนในแถบเอเชีย ก็กลายเป็นองค์อวโลกิเตศวรและองค์สถานปราบ
ซ้ายขวาของพระพุทธเจ้าเช่นกันมีพระราชาในสมัยต่างๆได้สังคายนาศาสนาพุทธบางยุคก็ส่งเสริบางยุคก็ไม่ส่งเสริมและองค์อวโลกิเตศวรได้ขยายมาเป็นองค์เจ้าแม่กวนอิมอวตารมา ส่วนองค์สถานปราบก็อวตารมาเป็นท่านอาจารย์จี้กงโพธิสัตว์เพื่อมาช่วยเหลือมวลมนุษย์ให้หลุดพ้นมุ่งสูทางสายธรรมเพื่อความสุขที่มีศีล สมาธิและปัญญาเป็นที่ตั้งครับอาจารย์จี้กงโพธิสัตว์ท่านจะต้องใส่ชุดขาวและที่ใส่ชุดขาดๆก็ตอนเป็นภาคมนุษย์และเขานำมาสร้างเป็นหนังฉายช่อง 7 ในขณะนี้ครับ คุณฉงนหากมีอะไรก็สอบถามเข้ามาใหม่ครับ..



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #447 เมื่อ: 9 ก.ค. 13, 09:01 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

คุณฉงน

อยากรู้จักอาจารย์จี้กง



ตอบท่านอาจารย์จี้กง ท่านเป็นโพธิสัตว์มาทำหน้าที่โปรดสัตว์แก่ผู้มีความทุกข์ให้สามารถผ่านพ้นเคราะห์ให้ผ่านไปได้ การปฏิบัติเช่นเดียวกับองค์เจ้าแม่กวนอิมโพธิสัตว์ ซึ่งยืนอยู่ข้างซ้ายและขวาของพระพุทธเจ้าใน"มหายาน"ซึ่งเป็นสายหนึ่งของศาสนาพุทธ ท่านผู้อ่านปฏิบัติธรรมนั่สมาธิสวดมนต์ ก็สามารถสำเร็จเป็นโพธิสัตว์ได้เช่นกัน โดยไม่ต้องบวชและไม่ต้องโกนผม มีผู้ใหญ่เคยเล่าให้ฟังว่าศาสนาพุทธเผยแพร่มายังเมืองไทยเป็นสายสงค์ก็จะเป็นพระโมคคัลลาและองค์สารีบุตร พอศาสนาเผยแพร่ไปทางเมืองจีนในแถบเอเชีย ก็กลายเป็นองค์อวโลกิเตศวรและองค์สถานปราบ
ซ้ายขวาของพระพุทธเจ้าเช่นกันมีพระราชาในสมัยต่างๆได้สังคายนาศาสนาพุทธบางยุคก็ส่งเสริบางยุคก็ไม่ส่งเสริมและองค์อวโลกิเตศวรได้ขยายมาเป็นองค์เจ้าแม่กวนอิมอวตารมา ส่วนองค์สถานปราบก็อวตารมาเป็นท่านอาจารย์จี้กงโพธิสัตว์เพื่อมาช่วยเหลือมวลมนุษย์ให้หลุดพ้นมุ่งสูทางสายธรรมเพื่อความสุขที่มีศีล สมาธิและปัญญาเป็นที่ตั้งครับอาจารย์จี้กงโพธิสัตว์ท่านจะต้องใส่ชุดขาวและที่ใส่ชุดขาดๆก็ตอนเป็นภาคมนุษย์และเขานำมาสร้างเป็นหนังฉายช่อง 7 ในขณะนี้ครับ คุณฉงนหากมีอะไรก็สอบถามเข้ามาใหม่ครับ..



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #448 เมื่อ: 9 ก.ค. 13, 09:03 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

คุณฉงน

อยากรู้จักอาจารย์จี้กง



ตอบท่านอาจารย์จี้กง ท่านเป็นโพธิสัตว์มาทำหน้าที่โปรดสัตว์แก่ผู้มีความทุกข์ให้สามารถผ่านพ้นเคราะห์ให้ผ่านไปได้ การปฏิบัติเช่นเดียวกับองค์เจ้าแม่กวนอิมโพธิสัตว์ ซึ่งยืนอยู่ข้างซ้ายและขวาของพระพุทธเจ้าใน"มหายาน"ซึ่งเป็นสายหนึ่งของศาสนาพุทธ ท่านผู้อ่านปฏิบัติธรรมนั่สมาธิสวดมนต์ ก็สามารถสำเร็จเป็นโพธิสัตว์ได้เช่นกัน โดยไม่ต้องบวชและไม่ต้องโกนผม มีผู้ใหญ่เคยเล่าให้ฟังว่าศาสนาพุทธเผยแพร่มายังเมืองไทยเป็นสายสงค์ก็จะเป็นพระโมคคัลลาและองค์สารีบุตร พอศาสนาเผยแพร่ไปทางเมืองจีนในแถบเอเชีย ก็กลายเป็นองค์อวโลกิเตศวรและองค์สถานปราบ
ซ้ายขวาของพระพุทธเจ้าเช่นกันมีพระราชาในสมัยต่างๆได้สังคายนาศาสนาพุทธบางยุคก็ส่งเสริบางยุคก็ไม่ส่งเสริมและองค์อวโลกิเตศวรได้ขยายมาเป็นองค์เจ้าแม่กวนอิมอวตารมา ส่วนองค์สถานปราบก็อวตารมาเป็นท่านอาจารย์จี้กงโพธิสัตว์เพื่อมาช่วยเหลือมวลมนุษย์ให้หลุดพ้นมุ่งสูทางสายธรรมเพื่อความสุขที่มีศีล สมาธิและปัญญาเป็นที่ตั้งครับอาจารย์จี้กงโพธิสัตว์ท่านจะต้องใส่ชุดขาวและที่ใส่ชุดขาดๆก็ตอนเป็นภาคมนุษย์และเขานำมาสร้างเป็นหนังฉายช่อง 7 ในขณะนี้ครับ คุณฉงนหากมีอะไรก็สอบถามเข้ามาใหม่ครับ..



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #449 เมื่อ: 10 ก.ค. 13, 10:59 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

การเดินทางสายกลางคือการไม่ยึดติดและการปล่อยวางในสิ่งต่างๆที่เข้ามาสัมผัสลิ้นหูใจกาย ก็ปล่อยวางเฉยใช้สติในการแก้ปัญหาในชีวิตให้สามารถผ่านพ้นอุปสรรค์ต่างๆไปได้ครับ..



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า

หน้า: 1 ... 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16

 
ตอบ
ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:   Go
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม