Sanook.commenu

ดูดวง ดวงความรัก ทํานายฝัน เซียมซี กราฟชีวิต ไพ่ยิปซี เกมทายใจ เรื่องผี พระเครื่อง ดูทีวี ฟังเพลง ฟังหวยออนไลน์

Sanook! Horoscope

เมนู

หน้า: 1 ... 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: สาระธรรมกับ destinygoal  (อ่าน 23456 ครั้ง)
add
เรทกระทู้
« ตอบ #495 เมื่อ: 11 ก.ค. 13, 14:57 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 

เรื่องนางวิสาขาอุบาสิกา
เรื่องมีอยู่ว่า นางวิสาขานั้น ตั้งนางกุมาริกาชื่อสุทัตตีผู้เป็นหลานสาวของตน ไว้ในหน้าที่ของตน ให้ทำการขวนขวายแก่ภิกษุสงฆ์ในเรือน ต่อมา นางกุมาริกานั้นตายไป นางวิสาขาจัดแจงฝังศพของนางแล้ว ไม่สามารถจะอดกลั้นความโศกไว้ได้ มีทุกข์เสียในจึงไปสู่สำนักพระศาสดา ถวายบังคมแล้ว นั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง
ลำดับนั้น พระศาสดาได้ตรัสถามเธอ เธอกราบทูลถึงเรื่องนั้นโดยละเอียด พระองค์ได้ตรัสถามว่า
วิสาขา ในกรุงสาวัตถีนี้ มีมนุษย์ประมาณเท่าไร ?
๘ โกฏิ พระเจ้าข้า นางวิสาขาทูล
ถ้าคนมาเท่านี้ พึงเป็นเหมือนหลานของเธอ เธอพึงปรารถนาเขาหรือไม่ ?
ปรารถนา พระเจ้าข้า ก็คนในเมืองสาวัตถีตายวันละกี่คน ?
มาก พระเจ้าข้า
เมื่อเป็นเช่นนี้ พระศาสดาตรัสถามต่อไป เวลาที่เธอไม่เศร้าโศกก็จะไม่พึงมีมิใช่หรือ ? เธอพึงเที่ยวเดินร้องไห้อยู่ทั้งกลางวันและกลางคืนทีเดียว
ข้อนั้นยกไว้เถิด พระเจ้าข้า นางวิสาขาทูล หม่อมฉันทราบแล้ว
ลำดับนั้น พระศาสดาจึงตรัสว่า ถ้ากระนั้น เธออย่าเศร้าโศก ความโศกก็ดี ความกลัวก็ดี ย่อมเกิดจากความรัก แล้วตรัสพระคาถานี้ว่า
ความโศก ย่อมเกิดแต่ความรัก ภัยย่อมเกิดจากความรัก ความโศกไม่มีแก่ผู้พ้นจากความรักแล้ว ภัยจักมีแต่ไหน ?
คติจากเรื่องนี้
การร้องไห้โศกเศร้าเพราะการตายของคนใดคนหนึ่ง ย่อมไม่สมควรอย่างยิ่ง
เพราะอย่างไรเขาก็ไม่มีวันกลับคืนมา เสียน้ำตาเปล่า



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #496 เมื่อ: 13 ก.ค. 13, 10:57 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ธรรมของพระพุทธเจ้า โดยอาจารย์เทวฤทธิ์ อยู่สุนทร




บทนี้เป็นบทต่อจาก ศาสดาของ กามนิต ซึ่งกล่าวถึงการสนทนาระหว่าง พระพุทธเจ้า กับ กามนิต ที่ กามนิต ระบุว่า ต้องการเป็น ศิษย์ ของ พระพุทธเจ้า โดยไม่รู้ว่า ผู้ที่ตนสนทนาอยู่ด้วยนั้นคือ องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้น และ กามนิต ได้แสดงความยินดีที่จะได้สดับ พระธรรม ที่ กามนิตเชื่อว่า คู่สนทนา ได้ฟัง มาจาก พระพุทธเจ้า จริง ๆ
ต่อไปนี้เป็นพระดำรัส ของ พระพุทธเจ้า ที่คัดลอกทั้งหมดจาก บทที่ สิบเก้า ของ หนังสืออ่านนอกเวลาวิชาภาษาไทย กามนิต ( ภาคพื้นดิน ) ของ เสฐียรโกเศศ - นาคะประทีป
และพระพุทธองค์ก็ตรัสว่า “ดูก่อน ภารดา พระผู้มีพระภาคสัมมาสัมพุทธนั้น ได้ยัง จักร แห่งธรรมอันประเสริฐให้หมุนใกล้ อิสิปัตนะมฤคทายวัน จังหวัดพาราณสี ก็แหละ จักรแห่งธรรม นั้น อันสมณะหรือพราหมณ์ เทวดาหรือมาร พรหมหรือผู้ใดผู้หนึ่ง โลกนี้ ไม่พึงขัดขวางไว้มิให้หมุน ได้”



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #497 เมื่อ: 13 ก.ค. 13, 11:07 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ประวัติพระพุทธเจ้า โดยอาจารย์เทวฤทธิ์ อยู่สุนทร



ประสูติ
พระพุทธเจ้า พระนามเดิมว่า “ สิทธัตถะ “ เป็นพระราชโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะและพระนางสิริมหามายา แห่งกรุงกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ พระองค์ทรงถือกำเนิดในศากยวงค์ สกุลโคตมะ พระองค์ประสูติ ในวันศุกร์ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ( เดือนวิสาขะ ) ปีจอ ก่อนพุทธศักราช ๘๐ ปี ณ สวนลุมพินีวัน ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ กับกรุงเทวทหะ แคว้นโกลิยะ ( ปัจจุบันคือตำบลรุมมินเด ประเทศเนปาล )


การขนานพระนาม และทรงเจริญพระชนม์
พระราชกุมารได้รับการทำนายจากอสิตฤาษีหรือกาฬเทวิลดาบส มหาฤาษีผู้บำเพ็ญฌานอยู่ในป่าหิมพานต์ซึ่งเป็นที่ทรงเคารพนับถือของพระเจ้าสุทโธทนะว่า “ พระราชกุมารนี้เป็นอัจฉริยมนุษย์ มีลักษณะมหาบุรุษครบถ้วน บุคคลที่มีลักษณะดังนี้ จักต้องเสด็จออกจากพระราชวังผนวชเป็นบรรพชิตแล้วตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ไม่มีกิเลสในโลกเป็นแน่ “
หลังจากประสูติได้ ๕ วัน พระเจ้าสุทโธทนะโปรดให้ประชุมพระประยูรญาติ และเชิญพราหมณ์ ผู้เรียนจบไตรเพท จำนวน ๑๐๘ คน เพื่อมาทำนายพระลักษณะของพระราชกุมาร
พระประยูรญาติได้พร้อมใจกันถวายพระนามว่า “สิทธัตถะ” มีความหมายว่า “ ผู้มีความสำเร็จสมประสงค์ทุกสิ่งทุกอย่างที่ตนตั้งใจจะทำ” ส่วนพราหมณ์เหล่านั้นคัดเลือกกันเองเฉพาะผู้ที่ทรงวิทยาคุณประเสริฐกว่าพราหมณ์ทั้งหมดได้ ๘ คน เพื่อทำนายพระราชกุมาร พราหมณ์ ๗ คนแรก ต่างก็ทำนายไว้ ๒ ประการ คือ “ ถ้าพระราชกุมารเสด็จอยู่ครองเรือนก็จักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้ทรงธรรม หรือถ้าเสด็จออกผนวชเป็นบรรพชิตจักเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ไม่มีกิเลสในโลก” ส่วนโกณฑัญญะพราหมณ์ ผู้มีอายุน้อยกว่าทุกคน ได้ทำนายเพียงอย่างเดียวว่า พระราชกุมารจักเสด็จออกจากพระราชวังผนวชเป็นบรรพชิต แล้วตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ไม่มีกิเลสในโลก “
เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะประสูติได้ ๗ วัน พระราชมารดาก็เสด็จสวรรคต ( การเสด็จสวรรคตดังกล่าวเป็นประเพณีของผู้ที่เป็นพระมารดาของพระพุทธเจ้า ) พระเจ้าสุทโธทนะทรงมอบหมายให้พระนางมหาปชาบดีโคตมีซึ่งเป็นพระกนิษฐาของพระนางสิริมหามายา เป็นผู้ถวายอภิบาลเลี้ยงดู เมื่อพระสิทธัตถะทรงพระเจริญมีพระชนมายุได้ ๘ พรรษา ได้ทรงศึกษาในสำนักอาจารย์วิศวามิตร ซึ่งมีเกียรติคุณแพร่ขจรไปไกลไปยังแคว้นต่างๆ เพราะเปิดสอนศิลปวิทยาถึง ๑๘ สาขา เจ้าชายสิทธัตถะทรงศึกษาศิลปวิทยาเหล่านี้ได้อย่างว่องไว และเชี่ยวชาญจนหมดความสามารถของพระอาจารย์

อภิเษกสมรส



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #498 เมื่อ: 13 ก.ค. 13, 11:09 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

“พระธรรมที่ทรงประกาศ คือ ธรรมอันให้เห็นแจ้งความจริงอย่างยิ่ง สี่ ประการ สี่ ประการนั้นคืออะไร ? ได้แก่
ความจริงอย่างยิ่งคือ ทุกข์
ความจริงอย่างยิ่งคือ เหตุของทุกข์
ความจริงอย่างยิ่งคือ การดับทุกข์ทั้งสิ้น และ
ความจริงอย่างยิ่งคือ ทางที่ไปถึงความดับทุกข์ทั้งสิ้น”

“ดูก่อนภารดา ความจริงอย่างยิ่งคือ ทุกข์ นั้น อย่างไร ? ได้แก่
ความเกิดมานี้เป็นทุกข์
ความมีชีวิตล่วงไป ๆ เป็นทุกข์
ความเจ็บปวดเป็นทุกข์
ความตายเป็นทุกข์
ความอาลัย
ความคร่ำครวญ
ความทนลำบาก
ความเสียใจและความคับใจล้วนเป็นทุกข์
ความพลัดพรากจากสิ่งที่รักเป็นทุกข์
ความประจวบกับสิ่งที่ไม่รักเป็นทุกข์
ความที่ไม่ได้สมประสงค์เป็นทุกข์
รวมความ บรรดาลักษณะต่าง ๆ เพื่อความยึดถือผูกพันย่อมนำทุกข์มาให้ทั้งนั้น
ดูก่อนภารดา นี่แหละ ความจริงอย่างยิ่ง คือ ทุกข์”
“ก็แหละ ความจริงอย่างยิ่งคือ เหตุของทุกข์ นั้น อย่างไร ? ได้แก่
ความกระหายซึ่งทำให้เกิดมีสิ่งต่าง ๆ อันความเพลิดเพลินใจ และความร่านเกิดตามไปด้วยเพลิดเพลินนักในอารมณ์นั้น คือ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #499 เมื่อ: 13 ก.ค. 13, 11:09 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

กระหายอยากให้มีไว้บ้าง
กระหายอยากให้คงอยู่บ้าง
กระหายอยากให้พ้นไปบ้าง
ดูก่อนภารดา นี้แหละความจริงอย่างยิ่ง คือ เหตุของทุกข์”

“ก็แหละ ความจริงอย่างยิ่ง คือ การดับทุกข์ทั้งสิ้น นั้น อย่างไร ? ได้แก่
ความดับสนิทแห่ง ความกระหาย นี้เอง มิใช่อื่น
ความเสียสละได้ ความปลดเสียได้ ความปล่อยเสียได้ซึ่ง ความกระหาย นั้นแหละ และ
การที่ความกระหายนั้นไม่ติดตัวพัวพันอยู่
ดูก่อนภารดา นี้แหละ ความจริงอย่างยิ่ง คือ การดับทุกข์ทั้งสิ้น”

“ก็แหละ ความจริงอย่างยิ่ง คือ ทางไปถึงความดับทุกข์ทั้งสิ้น นั้น อย่างไร ? ได้แก่
ทางอันประเสริฐมี องค์แปด คือ
ความเห็นชอบ
ความดำริชอบ
วาจาชอบ
การงานชอบ
เลี้ยงชีพชอบ
ความเพียรชอบ
ระลึกชอบ
ตั้งใจชอบ
ดูก่อนภารดา นี้แหละ ความจริงอย่างยิ่ง คือ ทางไปถึงความดับทุกข์ทั้งสิ้น”

เมื่อพระศาสดา มีพระพุทธบรรหาร ด้วยอริยสัจเป็นเบื้องต้น ปานว่า ประดิษฐาน หลักศิลา ขึ้น สี่มุม ด้วยประการดั่งนี้แล้ว ก็ทรงยกพระธรรมทั้งมวลขึ้นตั้งประกอบ โดยอุบายให้เป็นดั่งเรือนยอดสำหรับเป็นที่อาศัยแห่งดวงจิตผู้สาวก ทรงจำแนกแยกอรรถออกเป็น ตอนเนื้อความ แล้วทรงชี้แจง กำกับกันไป เสมือนดั่งบุคคลตัดแท่งศิลาออกเป็นชิ้น ๆ แล้ว และขัดเกลาฉะนั้น ทรงเชื่อมตรงเนื้อความต่อเนื้อความ เสมือนบุคคลได้ลำดับซ้อนแท่งศิลาเหล่านั้น ผจงจัดดุจเป็นรากให้รับกันเองแน่นหนา มีสัมพันธ์เนื่องถึงกันตลอดเรียบร้อย ทรงนำหลักความเห็นแจ้งว่าสิ่งทั้งปวง ย่อมแปรปรวนเข้าประกอบกับหลัก ความเห็นแจ้งว่า สิ่งทั้งปวงเป็นทุกข์ แล้วเชื่อมหลักทั้งสองนี้เป็นดั่ง ซุ้มทวาร ด้วยเครื่องประสาน คือ มนสิการ อันแน่นแฟ้น ที่ว่าสภาวธรรมทั้งปวงล้วนเป็น อนัตตา – เลือกเอาไม่ได้ ทรงนำสาวกเข้าสู่ทวารอันมั่นคงนี้ คราวละขั้นเป็นลำดับไป แล้วย้อนลงย้อนขึ้นหลายครั้งหลายครา โดยขั้นบันไดอันสร้างไว้มั่นคงแล้ว คือ ปฏิจจสมุปบาทหลักธรรม อันมีเหตุผลอาศัยกันเองเกิดขึ้นเป็นชั้น ๆ สืบเนื่องดั่งลูกโซ่ซึ่งมั่นคงเต็มที่อยู่ทั่วไป



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #500 เมื่อ: 13 ก.ค. 13, 11:12 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

อันว่า นายช่างผู้เชี่ยวชาญก่อสร้างปราสาทมโหฬาร ย่อมเพิ่ม รูปสิลาจำหลัก ไว้ในที่สมควร ตามทำนอง มิใช่จะใช้เป็นเครื่องประดับเท่านั้น แต่ยังใช้ประโยชน์รองรับหรือค้ำจุนที่บางแห่งนั้นไว้ด้วยข้อความนี้ อุปมาฉันใด พระศาสดาในบางคราวย่อมทรงชักเอาเรื่องเปรียบเทียบ เป็นภาษิต ที่น่าฟังและสมด้วยกาลสมัย ขึ้นแสดง ก็อุปไมยฉันเดียวกัน เพราะทรงเห็นว่า เทศนาวิธี ที่ชักอุทาหรณ์ ขึ้นสาธก เปรียบเทียบ ย่อมกระทำให้ พระธรรม อันประณีตลึกซึ้งที่ทรงสำแดงหลายข้อ ให้แจ่มแจ้งขึ้นได้แก่บาง เวไนยชน
ในท้ายแห่งเทศนา พระองค์ทรงประมวล พระธรรม บรรยายทั้งหมดในคราวเดียวกัน เสมือนด้วย เรือน อันตะล่อมขึ้นด้วยยอดเด่น เห็นเป็นสง่างามรุ่งเรืองได้แต่ไกลด้วยพระวาจาว่า ดั่งนี้ “ดูก่อนอาคันตุกะผู้แสวงบุณย์ ความเกาะเกี่ยวใคร่กระหายต่อความเกิด ย่อมเป็นเหตุให้ถึงความเกิด หากตัดความใคร่กระหายเช่นนั้นเสียได้ขาด ท่านก็ย่อมไม่เกิดในภพใด ๆ อีก”

“อันภิกษุ ผู้พ้นจากการเกาะเกี่ยวยึดถือพึงใคร่ในอารมณ์ใด ๆ แล้ว ย่อมบังเกิดญาณความรู้แจ้งขึ้นภายในจิตอันสงบแจ่มใส ปราศจาก อวิชชา ความมืดมัวว่า วิมุตติ ความหลุดพ้นนั้นบัดนี้เป็นผลประจักษ์แล้ว นี้คือ ความเกิดเป็นครั้งที่สุด สิ้นความเกิดใหม่ในภพโน้นแล้ว”

“ภิกษุผู้บรรลุธรรมปานนี้ ย่อมได้รับตอบแทนคือ ธรรม อันล้ำเลิศนั้นคือ อะไร ? ได้แก่ ญาณ อันรู้ว่า ทุกข์ทั้งปวง ดับหมดแล้ว ผู้ใดได้รับรสพระธรรมนี้ ก็ย่อมพบ ความหลุดพ้น อันเป็นผลเที่ยงไม่แปรผัน เพราะสิ่งใดไร้สาระเป็นอยู่ชั่วขณะ สิ่งนั้นไม่ใช่ของจริง และเป็นที่สุดแห่งสิ่งมายาทั้งปวง”

“ผู้ใดจำเดิมมาแต่ต้นทีเดียว ตกอยู่ในความเกิด ในความสืบชีวิต เปลี่ยน ๆ ไปในความตาย และบัดนี้ได้กำหนดรู้ไว้ดีแล้วซึ่งลักษณะแห่งสภาพอันเป็นพิษนี้ ผู้นั้นย่อมชนะตนเองแล้วถึงซึ่งความพ้นภัยในความเกิด ความแก่ และความตาย และเขาซึ่งเคยตกอยู่ในโรคาดูร ในมลทินกิเลสในบาป ผู้นั้น ณ บัดนี้ ได้ความรับรองแน่นอนแล้วว่า ไม่มีพิการแปรผัน อันเป็นผลสะอาดหมดจดและเป็นบุณย์-“

“เราพ้นแล้ว ความหลุดพ้นได้ประจักษ์แล้ว ชาติหยุดเพียงนี้แล้ว กรณียะของเราสำเร็จแล้ว โลกนี้หยุดอยู่แก่เราไม่สืบต่อไปอีกแล้ว”

“ดูก่อน อาคันตุกะผู้แสวงบุณย์ นรชน มีญาณทรรศนะเช่นนี้ ชื่อว่า ผู้สำเร็จแล้ว เพราะเขาเสร็จสิ้นธุระและถึงที่สุดบรรดาความทุกข์ยากทั้งปวง”

“ดูก่อน อาคันตุกะผู้แสวงบุณย์ นรชน มีญาณทรรศนะเช่นนี้ ชื่อว่า ผู้ได้ขจัดแล้ว เพราะเขาได้ขจัดแล้วซึ่ง อุปทาน ( ความออกรับ ) ? ว่า “ ตัวเรา” และ “ของเรา”

“ดูก่อน อาคันตุกะผู้แสวงบุณย์ นรชน ผู้มีญาณทรรศนะเช่นนี้ ชื่อว่า ผู้ถอนแล้ว เพราะเขาได้ถอนแล้วซึ่งต้นไม้ คือ ความมีความเป็นตลอดกระทั่งราก มิให้เหลือเชื้อเกิดขึ้นได้อีก”

“บุคคลมีลักษณะเช่นนี้ ตราบเท่าที่ยังมีร่างอยู่ เทวดาและมนุษย์คงเห็นได้ แต่เมื่อร่างสลายเพราะความตายแล้ว เทวดาและมนุษย์มิได้เห็นต่อไป แม้แต่ธรรมดาผู้เห็นได้ตลอด ก็ไม่เห็นเขาคนนั้นอีก ผู้นั้นได้ทำให้ธรรมดาถึงความบอดแล้ว เขาพ้นจากมารแล้ว ได้ข้าม ห้วงมหรรณพ ที่ต้องแหวกว่ายวนเกิดเวียนตาย ถึงเกาะอันเป็นแหล่งเดียวที่ผุดพ้นเหนือ ความเกิด ความตาย กล่าวคือ พระอมฤตมหานิรพาน”


จากผู้เขียน
บทนี้ เป็น พระธรรม ที่ยิ่งใหญ่ ของ องค์สมเด็จพระพุทธเจ้า คือ อริยสัจ สี่ ที่จะนำ สาธุชน ให้ถึง นิพพาน ได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับผู้ประพฤติ ปฏิบัติ ที่เข้าใจในพระธรรมสำคัญนี้เอง



เครดิต พลตรี ชูเกียรติ มุ่งมิตร ผู้ชำนาญการกองทัพบก



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #501 เมื่อ: 13 ก.ค. 13, 11:15 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ด้วยพระราชบิดามีพระราชประสงค์มั่นคงที่จะให้เจ้าชายสิทธัตถะทรงครองเพศฆราวาสเป็นพระจักพรรดิผู้ทรงธรรม จึงพระราชทานความสุขเกษมสำราญ แวดล้อมด้วยความบันเทิงนานาประการแก่พระราชโอรสเพื่อผูกพระทัยให้มั่นคงในทางโลก เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะเจริญพระชนม์ได้ ๑๖ พรรษา พระเจ้าสุทโธทนะมีพระราชดำริว่าพระราชโอรสสมควรจะได้อภิเษกสมรส จึงโปรดให้สร้างปราสาทอันวิจิตรงดงามขึ้น ๓ หลัง สำหรับให้พระราชโอรสได้ประทับอย่างเกษมสำราญตามฤดูกาลทั้ง ๓ คือ ฤดูร้อน ฤดูฝน และฤดูหนาว แล้วตั้งชื่อปราสาทนั้นว่า รมยปราสาท สุรมยปราสาท และสุภปราสาทตามลำดับ และทรงสู่ขอพระนางพิมพาหรือยโสธรา พระราชธิดาของพระเจ้าสุปปพุทธะและพระนางอมิตา แห่งเทวทหะนคร ในตระกูลโกลิยวงค์ ให้อภิเษกด้วย เจ้าชายสิทธัตถะได้เสวยสุขสมบัติ จนพระชนมายุมายุได้ ๒๙ พรรษา พระนางพิมพายโสรธาจึงประสูติพระโอรส พระองค์มีพระราชหฤทัยสิเนหาในพระโอรสเป็นอย่างยิ่ง เมื่อพระองค์ทรงทราบถึงการประสูติของพระโอรสพระองค์ตรัสว่า “ ราหุล ชาโต, พันธน ชาต , บ่วงเกิดแล้ว , เครื่องจองจำเกิดแล้ว “

ออกบรรพชา
เจ้าชายสิทธัตถะทรงเป็นผู้มีพระบารมีอันบริบูรณ์ ถึงแม้พระองค์จะทรงพรั่งพร้อมด้วยสุขสมบัติมหาศาลก็มิได้พอพระทัยในชีวิตคฤหัสถ์ พระองค์ยังทรงมีพระทัยฝักใฝ่ใคร่ครวญถึงสัจธรรมที่จะเป็นเครื่องนำทางซึ่งความพ้นทุกข์อยู่เสมอ พระองค์ได้เคยสด็จประพาสอุทยาน ได้ทอดพระเนตรเทวทูตทั้ง ๔ คือคนแก่ คนเจ็บ คนตาย และบรรพชิต พระองค์จึงสังเวชพระทัยในชีวิต และพอพระทัยในเพศบรรพิต มีพระทัยแน่วแน่ที่จทรงออกผนวช เพื่อแสวงหาโมกขธรรมอันเป็นทางดับทุกข์ถาวรพ้นจากวัฏสงสารไม่กลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีก พระองค์จึงตัดสินพระทัยเสด็จออกทรงผนวช โดยพระองค์ทรงม้ากัณฐกะ พร้อมด้วยนายฉันนะ มุ่งสู่แม่น้ำอโนมานที แคว้นมัลละ รวมระยะทาง ๓๐ โยชน์ (ประมาณ ๔๘๐ กิโลเมตร ) เสด็จข้ามฝั่งแม่น้ำอโนมานทีแล้วทรงอธิษฐานเพศเป็นบรรพชิต และทรงมอบหมายให้นายฉันนะนำเครื่องอาภรณ์และม้ากัณฐกะกลับนครกบิลพัสดุ์

เข้าศึกษาในสำนักดาบส



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #502 เมื่อ: 13 ก.ค. 13, 11:16 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ภายหลังที่ทรงผนวชแล้ว พระองค์ได้ประทับอยู่ ณ อนุปิยอัมพวัน แคว้นมัลละเป็นเวลา ๗ วัน จากนั้นจึงเสด็จไปยังกรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ พระเจ้าพิมพิสารได้เสด็จมาเฝ้าพระองค์ ณ เงื้อมเขาปัณฑวะ ได้ทรงเห็นพระจริยาวัตรอันงดงามของพระองค์ก็ทรงเลื่อมใส และทรงทราบว่าพระสมณสิทธัตถะทรงเห็นโทษในกาม เห็นทางออกบวชว่าเป็นทางอันเกษม จะจาริกไปเพื่อบำเพ็ญเพียร และทรงยินดีในการบำเพ็ญเพียรนั้น พระเจ้าพิมพิสารได้ตรัสว่า “ ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน และเมื่อได้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ขอได้โปรดเสด็จมายังแคว้นของกระหม่อมฉันเป็นแห่งแรก “ซึ่งพระองค์ก็ทรงถวายปฏิญญาแด่พระเจ้าพิมพิสาร
การแสวงหาธรรมระยะแรกหลังจากทรงผนวชแล้ว สมณสิทธัตถะได้ทรงศึกษาในสำนักอาฬารดาบส กาลามโคตร และอุทกดาบส รามบุตร ณ กรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ พระองค์ได้ทรงประพฤติพรหมจรรย์ในสำนักของอาฬารดาบส กาลามโคตร ทรงได้สมาบัติคือ ทุติยฌาน ตติยฌาน อากาสานัญจายตนฌาน วิญญานัญจายตนฌาน และอากิญจัญญายตนฌาน ส่วนการประพฤติพรหมจรรย์ในสำนักอุทกดาบส รามบุตร นั้นทรงได้สมาบัติ ๘ คือ เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน สำหรับฌานที่ ๑ คือปฐมฌานนั้น พระองค์ทรงได้ขณะกำลังประทับขัดสมาธิเจริญอานาปานสติกัมมัฏฐานอยู่ใต้ต้นหว้า เนื่องในพระราชพิธีวัปปมงคล ( แรกนาขวัญ ) เมื่อครั้งทรงพระเยาว์
เมื่อสำเร็จการศึกษาจากทั้งสองสำนักนี้แล้วพระองค์ทรงทราบว่ามิใช่หนทางพ้นจากทุกข์ บรรลุพระโพธิญาณ ตามที่ทรงมุ่งหวัง พระองค์จึงทรงลาอาจารย์ทั้งสอง เสด็จไปใกล้บริเวณแม่น้ำเนรัญชรา ที่ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม กรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ

บำเพ็ญทุกรกิริยา
“ ทุกร “ หมายถึง สิ่งที่ทำได้ยาก “ ทุกรกิริยา” หมายถึงการกระทำกิจที่ทำได้ยาก ได้แก่การบำเพ็ญเพียรเพื่อบรรลุธรรมวิเศษ”
เมื่อพระองค์ทรงหันมาศึกษาค้นคว้าด้วยพระปัญญาอันยิ่งด้วยพระองค์เองแทนการศึกษาเล่าเรียนในสำนักอาจารย์ ณ ทิวเขาดงคสิริ ใกล้ลุ่มแม่น้ำเนรัญชรานั้น พระองค์ได้ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยา คือการบำเพ็ญอย่างยิ่งยวดในลักษณะต่างๆเช่น การอดพระกระยาหาร การทรมานพระวรกายโดยการกลั้นพระอัสสาสะ พระปัสสาสะ ( ลมหายใจ ) การกดพระทนต์ การกดพระตาลุ ( เพดาน) ด้วยพระชิวหา (ลิ้น) เป็นต้น พระมหาบุรุษได้ทรงทรงบำเพ็ญทุกรกิริยาเป็นเวลาถึง ๖ ปี ก็ยังมิได้ค้นพบสัจธรรมอันเป็นทางหลุดพ้นจากทุกข์ พระองค์จึงทรงเลิกการบำเพ็ญทุกรกิริยา แล้วกลับมาเสวยพระกระยาหารเพื่อบำรุงพระวรกายให้แข็งแรง ในการคิดค้นวิธีใหม่ ในขณะที่พระมหาบุรุษทรงบำเพ็ญทุกรกิริยานั้น ได้มีปัญจวัคคีย์ คือ พราหมณ์ทั้ง ๕ คน ได้แก่ โกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ และอัสสชิ เป็นผู้คอยปฏิบัติรับใช้ ด้วยหวังว่าพระมหาบุรุษตรัสรู้แล้วพวกตนจะได้รับการสั่งสอนถ่ายทอดความรู้บ้าง และเมื่อพระมหาบุรุษเลิกล้มการบำเพ็ญทุกรกิริยา ปัญจัคคีย์ก็ได้ชวนกันละทิ้งพระองค์ไปอยู่ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน นครพาราณสี เป็นผลให้พระองค์ได้ประทับอยู่ตามลำพังในที่อันสงบเงียบ ปราศจากสิ่งรบกวนทั้งปวง พระองค์ได้ทรงตั้งพระสติดำเนินทางสายกลาง คือการปฏิบัติในความพอเหมาะพอควร นั่นเอง



ตรัสรู้



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #503 เมื่อ: 13 ก.ค. 13, 11:17 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เวลารุ่งอรุณ ในวันเพ็ญเดือน ๖ ( เดือนวิสาขะ) ปีระกา ก่อนพุทธศักราช ๔๕ ปี
นางสุชาดาได้นำข้าวมธุปายาสเพื่อไปบวงสรวงเทวดา ครั้นเห็นพระมหาบุรุษประทับที่โคนต้นอชปาลนิโครธ (ต้นไทร)ด้วยอาการอันสงบ นางคิดว่าเป็นเทวดา จึงถวายข้าวมธุปายาส แล้วพระองค์เสด็จไปสู่ท่าสุปดิษฐ์ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ทรงวางถาดทองคำบรรจุข้าวมธุปายาสแล้วลงสรงสนานชำระล้างพระวรกาย แล้วทรงผ้ากาสาวพัสตร์อันเป็นธงชัยของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ หลังจากเสวยแล้วพระองค์ทรงจับถาดทองคำขึ้นมาอธิษฐานว่า “ ถ้าเราจักสามารถตรัสรู้ได้ในวันนี้ ก็ขอให้ถาดทองคำใบนี้จงลอยทวนกระแสน้ำไป แต่ถ้ามิได้เป็นดังนั้นก็ขอให้ถาดทองคำใบนี้จงลอยไปตามกระแสน้ำเถิด “ แล้วทรงปล่อยถาดทองคำลงไปในแม่น้ำ ถาดทองคำลอยตัดกระแสน้ำไปจนถึงกลางแม่น้ำเนรัญชราแล้วลอยทวนกระแสน้ำขึ้นไปไกลถึง ๘๐ ศอก จึงจมลงตรงที่กระแสน้ำวน ในเวลาเย็นพระองค์เสด็จกลับมายังต้นโพธิ์ที่

ประทับ คนหาบหญ้าชื่อโสตถิยะได้ถวายหญ้าปูลาดที่ประทับ ณ ใต้ต้นโพธิ์ พระองค์ประทับหันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก และทรงตั้งจิตอธิษฐานว่า “ แม้เลือดในกายของเราจะเหือดแห้งไปเหลือแต่หนัง เอ็น กระดูกก็ตาม ถ้ายังไม่บรรลุธรรมวิเศษแล้ว จะไม่ยอมหยุดความเพียรเป็นอันขาด “ เมื่อทรงตั้งจิตอธิษฐานเช่นนั้นแล้ว พระองค์ก็ทรงสำรวมจิตให้สงบแน่วแน่ มีพระสติตั้งมั่น มีพระวรกายอันสงบ มีพระหทัยแน่วแน่เป็นสมาธิบริสุทธิ์ผุดผ่องปราศจากกิเลส ปราศจากความเศร้าหมอง อ่อนโยน เหมาะแก่การงาน ตั้งมั่นไม่หวั่นไหว ทรงน้อมพระทัยไปเพื่อปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ( ญาณเป็นเหตุระลึกถึงขันธ์ที่อาศัยในชาติปางก่อนได้ )ในปฐมยามแห่งราตรี ต่อจากนั้นทรงน้อมพระทัยไปเพื่อจูตุปาตญาณ ( ญาณกำหนดรู้การตาย การเกิดของสัตว์ทั้งหลาย ) ในมัชฌิมยามแห่งราตรี ต่อจากนั้นทรงน้อมพระทัยไปเพื่ออาสวักขยญาณ ( ญาณหยั่งรู้ในธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอาสวกิเลสทั้งหลาย) คือทรงรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา นี้อาสวะ นี้อาสวสมุทัย นี้อาสวนิโรธ นี้อาสวนิโรธคามินีปฏิปทา เมื่อทรงรู้เห็นอย่างนี้ จิตของพระองค์ก็ทรงหลุดพ้นจากกามสวะ ภวาสวะ และอวิชชาสวะ เมื่อจิตหลุดพ้นแล้วพระองค์ก็ทรงรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว ทรงรู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ไม่มีกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้อีกต่อไป นั่นคือพระองค์ทรงบรรลุวิชชาที่ ๓ คือ อาสวักขยญาณ ในปัจฉิมยาม แห่งราตรีนั้นเอง ซึ่งก็คือการตรัสรู้พระสัพพัญญุตญาณ เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า จากการที่พระองค์ทรงบำเพ็ญพระบารมีมาอย่างยิ่งยวด พระองค์ทรงตรัสรู้ในวันเพ็ญเดือน ๖ ปีระกา ขณะพระชนมายุได้ ๓๕ พรรษา นับแต่วันที่สด็จออกผนวชจนถึงวันตรัสรู้ธรรม รวมเป็นเวลา ๖ ปี
พระธรรมอันประเสริฐที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้นั้น คือ อริยสัจ ๔ ( ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค )




ประกาศพระศาสนาครั้งแรก



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #504 เมื่อ: 13 ก.ค. 13, 11:19 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วทรงเสวยวิมุติสุข ณ บริเวณต้นพระศรีมหาโพธิ์เป็นเวลา ๗ สัปดาห์ ทรงรำพึงว่า ธรรมะที่พระองค์ตรัสรู้เป็นการยากสำหรับคนทั่วไป จึงทรงน้อมพระทัยไปในทางที่จะไม่ประกาศธรรม พระสหัมบดีพรหมทราบวาระจิตของพระองค์จึงอาราธนาให้โปรดมนุษย์ โดยเปรียบเทียบมนุษย์เหมือนดอกบัว ๔ เหล่า และในโลกนี้ยังมีเหล่าสัตว์ผู้มีธุลีในดวงตาเบาบาง สัตว์เหล่านั้นจะเสื่อมเพราะไม่ได้ฟังธรรม เหล่าสัตว์ผู้ที่สามารถรู้ทั่วถึงธรรมได้ ยังมีอยู่ “ พระพุทธเจ้าจึงทรงน้อมพระทัยไปในการแสดงธรรม แล้วเสด็จไปโปรดปัญจวัคคีย์ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ทรงแสดงปฐมเทศนา ในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ ( เดือนอาสาฬหะ) เรียกว่า ธรรมจักกัปปวัตตนสูตร ในขณะที่ทรงแสดงธรรม ท่านปัญญาโกณฑัณญะได้ธรรมจักษุ คือบรรลุพระโสดาบัน ได้ทูลขออุปสมบทในพระธรรมวินัย ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เรียกการบวชครั้งนี้ว่า “ เอหิภิกขุอุปสัมปทา ” พระอัญญาโกณฑัญญะจึงเป็นพระภิกษุรูปแรกในพระพุทธศาสนา


การประกาศพระพุทธศาสนา

เมื่อพระพุทธเจ้าได้เสด็จโปรดปัญจวัคคีย์ และสาวกอื่นๆซึ่งต่อมาได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ จำนวน ๖๐ องค์แล้ว และเป็นช่วงที่ออกพรรษาแล้ว พระพุทธองค์ทรงพิจารณาเห็นสมควรว่าจะออกไปประกาศพระศาสนาให้เป็นที่แพร่หลาย จึงมีพุทธบัญชาให้สาวกทั้ง ๖๐ องค์ จาริกออกไปประกาศเผยแผ่พระพุทธศาสนา โดยให้ไปแต่เพียงลำพัง แม้พระองค์ก็จะเสด็จไปยังอุรุเวลาเสนานิคม ในการออกจาริกประกาศ พระศาสนาครั้งนั้นทำให้กุลบุตรในดินแดนต่างๆหันมาเลื่อมใสพระพุทธศาสนาและขอบรรพชา อุปสมบทเป็นอันมาก ต่อมาพระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้สาวกเหล่านั้นสามารถอุปสมบทให้แก่กุลบุตรได้ เรียกว่า “ ติสรณคมนูปสัมปทา คืออุปสมบทโดยวิธีให้ปฏิญญาตนเป็นผู้ถึงไตรสรณคมน์” พระพุทธศาสนาจึงหยั่งรากฝังลึกและแพร่หลายในดินแดนแห่งนั้นเป็นต้นมา



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #505 เมื่อ: 13 ก.ค. 13, 11:20 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

พรรษาที่ ๑ ที่พระองค์ทรงแสดงธรรมโปรดสาวกและได้อรหันตสาวกจำนวน ๖๐ องค์แล้ว พระองค์ทรงมีพระมหากรุณาคุณทำการประกาศเผยแผ่คำสอน จนเกิดพุทธบริษัท ๔ อันมี ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา อย่างแพร่หลายและมั่นคง การประกาศพระพุทธศาสนาของพระองค์ได้ดำเนินไปอย่างเข้มแข็ง โดยการจาริกไปยังหมู่บ้านชนบทน้อยใหญ่ในแคว้นต่างๆทั่วชมพูทวีป
พรรษาที่ ๒ พระพุทธองค์เสด็จไปโปรดประชาชน ได้พุทธสาวกดังนี้ เสด็จไปยังอุรุเวลาเสนานิคม ในระหว่างทางได้โปรดกลุ่มภัททวัคคีย์ ๓๐ คน ที่ตำบลอุรุเวลาได้โปรดชฎิล ๓ พี่น้องคือ อุรุเวกัสสปะ นทีกัสสปะ และคยากัสสปะ กับศิษย์ อีก ๑๐๐๐ คน ทรงเทศนาอาทิตตปริยายสูตร ที่คยาสีสะ แล้วเสด็จไปยังนครราชคฤห์แห่งแคว้นมคธ เพื่อโปรดพระเจ้าพิมพิสาร พระเจ้าพิมพิสารถวายสวนเวฬุวันเป็นที่อาศัยแด่คณะสงฆ์ และได้พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะเป็นสาวก อีก ๒ เดือนต่อมาเสด็จไปยังนครกบิฬพัสดุ์ ทรงพำนักที่นิโครธาราม ทรงได้สาวกอีกมากมาย เช่น พระนันทะ พระราหุล พระอานนท์ พระเทวทัต และพระญาติอื่นๆ ต่อมาอนาถปิณฑิกะเศรษฐีอาราธนาไปยังกรุงสาวัตถีแห่งแคว้นโกศล ได้ถวายสวนเชตวันแด่คณะสงฆ์ พระพุทธองค์ทรงจำพรรษาที่นี่
พรรษาที่ ๓ นางวิสาขาถวายบุพพาราม ณ กรุงสาวัตถี ทรงจำพรรษาที่นี่
พรรษาที่ ๔ ทรงจำพรรษาที่เวฬุวัน ณ กรุงราชคฤห์ แห่งแคว้นมคธ
พรรษาที่ ๕ เสด็จโปรดพระราชบิดาจนได้บรรลุอรหัตตผล และทรงไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างพระญาติฝ่ายสักกะกับพระญาติฝ่ายโกลิยะเกี่ยวกับการใช้น้ำในแม่น้ำโหริณี ต่อมาทรงอุปสมบทพระนางประชาบดีโคตมี และคณะเป็นภิกษุณี
พรรษาที่ ๖ ทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์ในกรุงสาวัตถี ทรงจำพรรษา ณ ภูเขามังกลุบรรพต
พรรษาที่ ๗ทรงเทศนาและจำพรรษาที่กรุงสาวัตถี ระหว่างจำพรรษาได้เสด็จไปทรงเทศนาพระอภิธรรมโปรดพุทธมารดายังสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
พรรษาที่ ๘ ทรงเทศนาในแคว้นมัคคะ ทรงจำพรรษาในเภสกลาวัน
พรรษาที่ ๙ ทรงเทศนาในแคว้นโกสัมพี
พรรษาที่ ๑๐ คณะสงฆ์ในแคว้นโกสัมพีแตกแยกกันอย่างรุนแรง พระพุทธองค์ทรงตักเตือนแต่คณะสงฆ์ไม่เชื่อฟัง พระองค์จึงเสด็จไปประทับและจำพรรษาในป่าปาลิไลยยกะ มีช้างเชือกหนึ่งมาเฝ้าพิทักษ์และรับใช้ตลอดเวลา
พรรษาที่ ๑๑ เสด็จไปยังกรุงสาวัตถี คณะสงฆ์แห่งโกสัมพีปรองดองกันได้ ทรงจำพรรษาอยู่ในหมู่บ้านพราหมณ์ชื่อเอกนาลา
พรรษาที่ ๑๒ ทรงเทศนาและจำพรรษาที่เวรัญชา และเกิดความอดอยากรุนแรงขึ้นในเวลานั้น
พรรษาที่ ๑๓ ทรงเทศนาและจำพรรษาบนภูเขาจาลิกบรรพต
พรรษาที่ ๑๔ ทรงเทศนาและจำพรรษาที่กรุงสาวัตถี พระราหุลขอผนวช
พรรษาที่ ๑๕ เสด็จไปยังกรุงกบิลพัสดุ์ พระเจ้าสุปปพุทธะถูกแผ่นดินสูบเพราะขัดขวางทางโคจร
พรรษาที่ ๑๖ ทรงเทศนาและจำพรรษาที่อาลวี
พรรษาที่ ๑๗ เสด็จไปยังกรุงสาวัตถี แล้วเสด็จกลับมายังอาลวี และทรงจำพรรษาที่กรุงราชคฤห์
พรรษาที่ ๑๘ เสด็จไปยังอาลวี ทรงจำพรรษาบนภูเขาจาลิกบรรพต
พรรษาที่ ๑๙ ทรงเทศนาและจำพรรษาที่บนภูเขาจาลิกบรรพต
พรรษาที่ ๒๐ โจรองคุลิมารกลับใจเป็นสาวก และทรงแต่งตั้งให้พระอานนท์รับใช้ใกล้ชิดตลอดกาล ทรงจำพรรษาที่กรุงราชคฤห์และทรงเริ่มบัญญัติวินัย
พรรษาที่ ๒๑-๔๔ ทรงใช้เชตวันและบุพพารามในกรุงราชคฤห์เป็นศูนย์กลางการเผยแผ่และเป็นที่ประทับจำพรรษา เสด็จพร้อมสาวกออกเทศนาโปรดเวไนยสัตว์ตามแว่นแคว้นต่างๆ
พรรษาที่ ๔๕ เป็นพรรษาสุดท้าย พระเทวทัตคิดปลงพระชนม์ กลิ้งก้อนหินจนต้องพระองค์เป็นเหตุให้พระบาทห้อพระโลหิต ทรงได้รับการบำบัดจากหมอชีวกโกมารภัต



ทรงปรินิพาน



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #506 เมื่อ: 13 ก.ค. 13, 11:21 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

พระพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญพุทธกิจอยู่จนพระชนมายุ ๘๐ พรรษา พระองค์เสด็จจำพรรษาสุดท้ายณ เมืองเวสาลี ในวาระนั้นพระพุทธองค์ทรงพระชราภาพมากแล้วทั้งยังประชวรหนักด้วย พระองค์ได้ทรงพระดำเนินจากเวสาลีสู่เมืองกุสินาราเพื่อเสด็จดับขันธปรินิพพาน ณ เมืองนั้น พระพุทธองค์ได้หันกลับไปทอดพระเนตรเมืองเวสาลีซึ่งเคยเป็นที่ประทับ นับเป็นการทอดทัศนาเมืองเวสาลีเป็นครั้งสุดท้าย แล้วเสด็จต่อไปยังเมืองปาวา เสวยพระกระยาหารเป็นครั้งสุดท้ายที่บ้านนายจุนทะ บุตรนายช่างทอง พระพุทธองค์ทรงพระประชวรหนักอย่างยิ่ง ทรงข่มอาพาธประคองพระองค์เสด็จถึงสาลวโนทยาน (ป่าสาละ)ของเจ้ามัลละเมืองกุสินารา ก่อนเสด็จดับขันธปรินิพพานพระองค์ได้อุปสมบทแก่พระสุภัททะปริพาชก นับเป็นสาวกองค์สุดท้ายที่พระพุทธองค์ทรงบวชให้ ในท่ามกลางคณะสงฆ์ทั้งที่เป็นพระอรหันต์และปุถุชน

พระราชา ชาวเมืองกุสินารา และจากแคว้นต่างๆรวมทั้งเทวดาทั่วหมื่นโลกธาตุ พระพุทธองค์ได้มีพระดำรัสครั้งสำคัญว่า “ โย โว อานนท ธมม จ วินโย มยา เทสิโต ปญญตโต โส โว มมจจเยน สตถา ” อันแปลว่า “ ดูก่อนอานนท์ ธรรมและวินัยอันที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่เธอทั้งหลาย ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของเธอทั้งหลาย เมื่อเราล่วงลับไปแล้ว “
และพระพุทธองค์ได้แสดงปัจฉิมโอวาทแก่พระภิกษุสงฆ์ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นวาจาครั้งสุดท้าย ที่เราจะกล่าวแก่ท่านทั้งหลาย สังขารทั้งหลายทั้งปวงมีความสิ้นไปและเสื่อมไปเป็นธรรมดา . ท่านทั้งหลายจงทำความรอดพ้นให้บริบูรณ์ถึงที่สุด ด้วยความไม่ประมาทเถิด “
แม้เวลาล่วงมาถึงศตวรรษที่ ๒๕ แล้ว นับตั้งแต่พระองค์ตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า และเสด็จดับขันธปรินิพพานที่นอกเมืองกุสินาราในประเทสอินเดีย แต่คำสั่งสอนอันประเสริฐของพระองค์หาได้ล่วงลับไปด้วยไม่ คำสั่งสอนเหล่านั้นยังคงอยู่ เป็นเครื่องนำบุคคลให้ข้ามพ้นจากความมีชีวิต ขึ้นไปสู่ซึ่งคุณค่ายิ่งกว่าชีวิต คือการพ้นจากวัฏสงสารนั่นเอง
หลังจากพระพุทธองค์เสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว สาวกของพระองค์ทั้งที่เป็นพระอรหันต์และมิใช่พระอรหันต์ได้ช่วยบำเพ็ญกรณียกิจเผยแผ่พระพุทธวัจนะอันประเสริฐไปทั่วประเทศอินเดีย และขยายออกไปทั่วโลก เป็นที่ยอมรับว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งความเป็นจริง มีเหตุผลเชื่อถือได้และ เป็นศาสนาแห่งสันติภาพและเสรีภาพอย่างแท้จริง
สรุปพุทธกิจในรอบวันของพระพุทธองค์
๑. ปุพพณเห ปิณฑปาตญจ ตอนเช้าเสด็จออกบิณฑบาตเพื่อโปรดเวไนยสัตว์
๒.สายณเห ธมมเทสน ตอนเย็นทรงแสดงธรรมโปรดมหาชนที่มาเข้าเฝ้า
๓.ปโทเส ภิกขุโอวาท ตอนหัวค่ำประทานโอวาทแก่ภิกษุทั้งเก่าและใหม่
๔.อฑฒรตเต เทวปญหาน ตอนเที่ยงคืนทรงวิสัชชนาปัญหาให้แก่เทวดาชั้นต่างๆ
๕.ปจจสเสว คเต กาเล ภพพาภพเพ วิโลกน ตอนใกล้รุ่งตรวจดูสัตว์โลกที่สามารถและไม่สามารถบรรลุธรรมได้ แล้วเสด็จไปโปรดถึงที่ แม้ว่าหนทางจะลำบากเพียงใดก็ตาม



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #507 เมื่อ: 13 ก.ค. 13, 11:29 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เครดิต สำนักพุทธศาสนา จ.ปทุมธานี




noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #508 เมื่อ: 15 ก.ค. 13, 08:54 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เมื่อตักบาตร จำเป็นหรือไม่ที่ต้องกรวดน้ำ โดยอาจารย์เทวฤทธิ์ อยู่สุนทร


การกรวดน้ำ คือ การอุทิศส่วนกุศลที่ได้ทำแล้ว ให้บุคคลอื่นล่วงรู้

และ อนุโมทนา เพราะฉะนั้น ถ้าได้กระทำทันทีที่ได้กระทำกุศลก็ดี แต่ถ้า

ลืมกรวดน้ำแล้วก็นึกขึ้นมา อุทิศส่วนกุศลเมื่อไหร่ก็ย่อมทำได้ เพราะเหตุว่า

ขณะนั้นเป็นกุศลจิตของท่านเอง ส่วนผู้อื่นจะล่วงรู้หรือไม่ ก็เป็นเรื่องของ

บุคคลอื่น



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #509 เมื่อ: 15 ก.ค. 13, 09:02 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ธรรมะคือแสงสว่างในใจเรา โดยอาจารย์เทวฤทธิ์ อยู่สุนทร


เกิดมากทุกข์มาก..?


ทุกวันนี้คนที่ทุกข์มากก็เพราะเกิดมาก ดีใจก็เกิด เสียใจก็เกิด โกรธก็เกิด วันหนึ่งไม่รู้เราเกิดกี่ร้อยกี่พันครั้ง ด้วยความโกรธ ความโลภ ความหลง ความรัก ความชัง นี่คือการเกิดของใจ ที่มันทุกข์มากก็คือใจเรานี่เอง

ถ้าเราไม่ทำใจดวงนี้ให้เกิด เราจะไม่ทุกข์เลย ที่คนเราด่ากัน ทะเลาะกัน แตกแยกกัน มีความไม่ถูกใจกัน นี่คือความเกิดของใจอย่างเช่น สามีโกรธภรรยา ภรรยาโกรธสามี หรือเพื่อนฝูงโกรธกันนี่ความเกิดเป็นทุกข์ เกิดอย่างนี้นี่แหละที่เป็นทุกข์

ฉะนั้นการตาย การเกิด ที่พระพุทธเจ้าทรงสอนนี่เป็นการแก้ปัญหาทุกอย่าง เป็นการแก้ปัญหาทุกข์ อย่างเช่น ร่างกายคนเราอยู่ไม่ได้นี่ก็ทิ้งไป แล้วไปได้ใหม่ดีกว่าเก่า เขาบอกว่า ทิ้งหม้อดินไปเอาหม้อทองคำ ทิ้งบ้านเก่าไปเอาบ้านใหม่ ทิ้งร่างกายที่มันเจ็บไข้ได้ป่วยนี่ไปเอาร่ายกายใหม่ดีกว่า แต่คนที่จะทิ้งแล้วไปได้ของดีนี่ก็ต้องสะสมไว้ให้ดีก่อน เรื่องอย่างนี้เราต้องทำความเข้าใจ ความเศร้าโศกเสียใจ ความอาลัยอาวรณ์จะได้น้อยลง

ถ้าทุกคนไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ เพื่อน ลูกหลาน หากเขาทำดีไว้ตั้งแต่ตอนเป็นมนุษย์ เวลาเขาแตกดับไป เราก็คงไม่เสียใจเท่าไร เพราะคิดว่าเขาไปดีกว่าที่เขาเคยอยู่ เขาทำบุญกุศลของเขาไว้แล้ว เขาก็ต้องไปดี



เครดิต หลวงพ่อสนอง กตฺปุญโญ



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 16 ก.ค. 13, 08:59 น โดย destinygoal » noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #510 เมื่อ: 15 ก.ค. 13, 09:03 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

การที่กลุ่มบุคคลหรือหลวงพ่อบางองค์บอกว่าทำบุญแล้ว ไม่ต้องรอกรวดน้ำให้คิดในใจ

อุทิศบุญโดยทันที เพราะการทำบุญแต่ละคร้ง จะเกิดแสงแห่งบุญ หากรอกรวดน้ำแสง

แห่งบุญก็ไปรออยู่สวรรค์ ไม่สามารถอุทิศให้แก่ญาติผู้ล่วงลับได้ เพราะบุญแห่งการตัก

บาตรแสงแห่งบุญนิดเดียวเหมือนแสงหิ่งห้อย ซึ่งแสงแห่งบุญนั้นของเราไม่ได้ยิ่งใหญ่

เหมือนพระเจ้าพิมพิสารที่ถวายวัดแด่พระพุทธองค์ แล้วกรวดน้ำให้แก่ญาติที่เป็นเปรต

เพราะในช่วงนั้นแสงแห่งบุญยังเจิดจ้าอยู่ไปหลายโยชน์กว่าจะหมดไป ก็กินเวลาหลาย

นาที



ข้อมูลนี้เป็นจริงประการใดครับ?

ขออนุโมทนาครับ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #511 เมื่อ: 15 ก.ค. 13, 09:05 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

บุญ แปลว่า ชำระสันดาน

ขณะใดที่สภาพจิตผ่องใสเป็นกุศล ขณะนั้นเป็นบุญแล้ว

การอุทิศส่วนกุศลก็เป็นบุญของผู้ให้

ส่วนการอนุโมทนาก็เป็นบุญของผู้รับ

จะมีการกรวดน้ำหรือไม่กรวดน้ำก็ตาม

" กุศลธรรม " หรือ " อกุศลธรรม " ย่อมเป็นไปตามสภาพของจิต



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #512 เมื่อ: 15 ก.ค. 13, 09:06 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

แสงแห่งบุญไม่มีจริง แต่พระธรรมคำสอนในพระพระไตรปิฎกมีจิง



ยังงงอยู่เหมือนกัน...แสงแห่งบุญ แสงหิ่งห้อย อ่านแล้วงงๆ เห็นด้วย...

อ่านแล้วเข้าใจง่ายและตรงไปตรงมาดี แต่ก็ขออนุโมทนากับทุกท่านที่มีกุศลจิตที่ดี

งามในการแสดงความคิดเห็น ขอให้ทุกท่านเจริญในธรรมยิ่งๆ ขึ้นไป....

ขอขอบคุณครับ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #513 เมื่อ: 15 ก.ค. 13, 09:09 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ขอร่วมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการทำบุญ เมื่อทำบุญทำทานแล้วเราก็หวังว่าเราจะ

ได้บุญหรือส่งบุญให้ญาติที่ล่วงลับไปแล้วก็หวังว่าเขาจะได้รับ มันเป็นความหวังทั้งสิ้น

ทำดีก็ต้องได้ดีไม่ต้องคาดหวัง ขณะนี้คงจะมีญาติเมื่อชาติก่อนอุทิศบุญกุศลให้เรา แล้ว

เราทราบไหมว่าขณะนี้เรากำลังรับบุญอยู่ จากการฟังธรรมดิฉันเข้าใจว่าจิตเกิดดับทุก

ขณะเป็นไปตามเหตุและปัจจัยนั้นหมายความเป็นอนัตตา. เมื่อได้ทำบุญตักบาตรก็เป็น

สิ่งที่ดีจิตก็คิดดี ไม่ทราบว่าดิฉันคิดถูกต้องหรือไม่ และขออนุโมทนากับสมาชิกทุกท่าน

ที่สนใจในธรรมะ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #514 เมื่อ: 15 ก.ค. 13, 09:10 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

หลักธรรมสำคัญที่ควรนำมาปฏิบัติในวันวิสาขบูชา


๑. ความกตัญญู คือความรู้อุปการคุณที่มีผู้ทำไว่ก่อน เป็นคุณธรรมคู่กับความกตเวที คือ การตอบแทนอุปการคุณที่ผู้อื่นทำไว้นั้น

บิดามารดา มีอุปการคุณแก่ลูก ในฐานะผู้ให้กำเนิดและเลี้ยงดูจนเติบโต ให้การศึกษาอบรมสั่งสอน ให้เว้นจากความชั่ว มั่นคงในการทำความดี เมื่อถึงคราวมีคู่ครองได้จัดหาคู่ครองที่เหมาะสมให้ และมอบทรัพย์สมบัติให้ไว้เป็นมรดก
ลูกเมื่อรู้อุปการะคุณที่บิดามารดาทำไว้ ย่อมตอบแทนด้วยการประพฤติตัวดี สร้างชื่อเสียงให้ แก่วงศ์ตระกูล เลี้ยงดูท่าน และช่วยทำงานของ ท่าน และเมื่อท่านล่วงลับไปแล้ว ก็ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ท่าน
ครูอาจารย์มีอุปการคุณแก่ศิษย์ ในฐานะเป็นผู้ประสาทความรู้ให้ ฝึกฝนแนะนำให้เป็นคนดี สอนศิลปวิทยาให้อย่างไม่ปิดบังยกย่องให้ปรากฎแก่คนอื่น และช่วยคุ้มครองให้ศิษย์ทั้งหลาย
ศิษย์เมื่อรู้อุปการคุณที่ครูอาจารย์ทำไว้ ย่อมตอบแทนด้วยการตั้งใจเรียน ให้เกียรติ และให้ความเคารไม่ล่วงละเมิดโอวาทของครู
ความกตัญญูและความกตเวทีนี้ ถือว่าเป็นเครื่องหมายของคนดี ส่งผลให้ครอบครัว และสังคมมีความสุขได้เพราะ บิดามารดาจะรู้จักหน้าที่ของตนเอง ด้วยการทำอุปการคุณให้ก่อน และลูกก็จะรู้จักหน้าที่ของตนเองด้วยการทำดีตอบแทน
นอกจากบิดากับลูก และครูอาจารย์กับศิษย์แล้ว คุณธรรมข้อนี้ก็สามารถนำไปใช้ได้แม้ระหว่าง นายจ้างกับลูกจ้าง อันจะส่งผลให้สังคมอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข
ในทางพระพุทธศาสนาพระพุทธเจ้า ทรงเป็นบุพการรีในฐานะที่ทรงสถาปนาพระพุทธศาสนา และทรงสอนทางพ้นทุกข์ให้แก่เวไนยสัตว์
พุทธศาสนิกชน รู้พระคุณอันนี้จึงตอบแทนด้วยอามิสบูชาและปฎิบัติบูชากล่าวคือการจัดกิจกรรม ในวันวิสาขบูชา เป็นส่วนหนึ่งที่ชาวพุทธแสดงออก ซึ่งความกตัญญูกตเวที ต่อพระองค์ด้วยการทำนุ บำรุงส่งเสริมพระพุทธศาสนา และประพฤติปฎิบัติธรรม เพื่อดำรงอายุพระพุทธศาสนาสืบไป

๒. อริยสัจ๔
อริยสัจ ๔ คือ ความจริงอันประเสริฐ หมายถึงความจริงของชีวิตที่ไม่ผันแปร เกิดมีได้แก่ทุกคน มี ๔ ประการ คือ

ทุกข์ ได้แก่ปัญหาของชีวิตพระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ ก็เพื่อให้ทราบว่ามนุษย์ทุกคนมีทุกข์เหมือนกัน ทั้งทุกข์ขั้นพื้นฐาน และทุกข์เกี่ยวกับการดำเนินชีวิตประจำวัน ทุกข์ขั้นพื้นฐานคือทุกข์ที่เกิดจาก การเกิด การแก่ และการตาย ส่วนทุกข์ที่เกี่ยวกับการดำเนินชีวิตประจำวัน คือทุกข์ที่เกิด จากการพลัดพรากจากสิ่งที่รัก ทุกข์ที่เกิดจากการประสบกันสิ่งที่ไม่เป็นที่รัก ทุกข์ที่เกิดจากไม่ได้ตั้งใจปรารถนา รวมทั้งทุกข์ที่เกี่ยวกับการดำเนินชีวิตด้านต่างๆ อาทิความ ยากจน
สมุทัย คือ เหตุแห่งปัญหาพระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ก็เพื่อให้ทราบว่า ทุกข์ทั้งหมดซึ่งเป็นปัญหา ของชีวิตล้วนมีเหตุให้เกิดเหตุนั้น คือ ตัญหา อันได้แก่ความอยากได้ต่างๆ ซึ่งประกอบไปด้วยความยึดมั่น
นิโรธ คือ การแก้ปัญหาได้ พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ก็เพื่อให้ทราบว่า ทุกข์คือปัญหาของชีวิต ทั้งหมดที่สามารถแก้ไข ได้นั้นต้องแก้ไขตามทางหรือวิธีแก้ ๘ ประการ ( ดูมัชฌิมาปฎิปทา )
มรรค การปฏิบัติเพื่อจำกัดทุกข์ เพื่อหลุดพ้นจากทุกข์ การปฏิบัติเพื่อแก้ปัญหา เพื่อบรรลุเป้าหมายการแก้ปัญหาที่ต้องการ

๓. ความไม่ประมาท
ความไม่ประมาทคือ การมีสติเสมอทั้ง ขณะทำขณะพูด และขณะคิด สติคือการระลึกได้ ในภาคปฎิบัติเพื่อนำ มาใช้ในชีวิตประจำวัน หมายถึง การระลึกรู้ทันการเคลื่อนไหว ของอริยาบท ๔ คือ เดิน ยืน นั่ง นอน การฝึกให้เกิดสติทำได้โดยตั้งสติกำหนดการเคลื่อนไหวของอริยาบท กล่าวคือ ระลึกทันทั้งในขณะ ยืน เดิน นั่ง และนอน รวมทั้ง ระลึกรู้ทัน ในขณะพูดคิด และขณะทำงานต่างๆ เมื่อทำได้อย่างนี้ก็ชื่อว่า มีความไม่ประมาท

การทำงานต่างๆ สำเร็จได้ก็ด้วยความไม่ประมาท กล่าวคือผู้ทำย่อมต้องมีสติระลึกรู้อยู่ว่า ตนเองเป็นใครมีหน้าที่อะไร และกำลังทำอย่างไร หากมีสติระลึกรู้ได้อย่างนั้น ก็ย่อมไม่ผิดพลาด




เครดิต : ธรรมะจักรดอทเน็ต



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 16 ก.ค. 13, 09:00 น โดย destinygoal » noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #515 เมื่อ: 15 ก.ค. 13, 09:11 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

จิตใจเศร้าหมอง...


ถ้าจิตใจเศร้าหมองมีแต่ความทุกข์อยู่ในใจแล้ว
ปัญญาหมดเลย ไม่มีสติปัญญา
ขอฝากพี่น้องไว้ มัวแต่อะไรกันเล่า
เศร้าหมองใจเคียดแค้นเหมือนยักษ์มาร
ทะเลาะวิวาทกันตลอดเวลากาล
เป็นที่น่าเสียใจ น่าสลดใจเป็นอย่างยิ่ง

โลกนี้ระอุมาก สัตว์โลกที่อยู่หมู่สัตว์
แผ่นดินไหวบ้าง ล่มจมกันบ้าง
ถูกลมสลาตันบ้านเมืองพังหมด
แต่ประเทศไทยบางจุดนั้นเป็นสุวรรณภูมิ
เป็นเมืองพระพุทธเจ้าที่เจริญธรรมสัมมาปฏิบัติ
เกิดกลียุคแล้ว ฆ่ารันฟันแทงกันหลายประการ
อุบัติเหตุกันไม่พัก
คนที่ดีมีบุญวาสนา ก็จะหลบเข้าร่มโพธิ์ร่มไทร
ปรึกษาผู้ใหญ่ แล้วก็นั่งบำเพ็ญกุศลภาวนา
สมาธิเป็นร่มใหญ่ภายในย่อมร่มเย็นเป็นสุข

ถ้าไม่มีสมาธิเป็นร่มใหญ่
ภายในท่านจะไม่มีความร่มเย็นเป็นสุขเลย
มีแต่ความทุกข์ เจ็บระทวยป่วยไข้ก็เป็นทุกข์
เกิดทุกข์เหลือเกิน
เกิดทุกข์แล้วก็ไม่สามารถบำบัดทุกข์ให้เกิดความสุขได้
มีอยู่ทางเดียวเท่านั้น
หลบเข้าร่มโพธิ์ร่มไทร หลบเข้าถ้ำบำเพ็ญจิตภาวนา

โยมหญิงโยมชายที่มาครั้งนี้ ก็มาแสวงบุญ
บุญอยู่ตรงไหน ปัญญาก็บอกว่า
บุญอยู่ที่ความสุข ความสุขจะมีได้ต้องชำระใจให้บริสุทธิ์
ไม่มีธุลีที่จะเกาะจิตใจให้เศร้าหมอง
ท่านถึงจะมีความสุขบริสุทธิ์ใจ อยู่ตรงนี้นะ



จิตใจเศร้าหมอง...หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 16 ก.ค. 13, 08:58 น โดย destinygoal » noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #516 เมื่อ: 15 ก.ค. 13, 09:13 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ความเสียสละกับความเห็นแก่ตัวผิดกันมากนะ
ถ้าการเสียสละไปที่ไหนเย็นไปหมด

ถ้าความตระหนี่ถี่เหนียว ความเห็นแก่ตัว
เอารัดเอาเปรียบ ไปที่ไหนร้อนเป็นฟืนเป็นไฟ

ไม่มีใครอยากคบค้าสมาคม นี่แถวทางของกิเลสเป็นอย่างนั้น แถวทางของธรรมไปที่ไหนสมัครสมานได้หมดเรียกว่าธรรม การทำบุญให้ทานนอกจากผู้มาเกี่ยวข้องได้รับการเสียสละจากเราแล้วบุญกุศลเป็นของเราๆ อันที่ออกไปนั้นเป็นส่วนหยาบนะ วัตถุต่างๆ ที่เราไปทานนั้นเป็นส่วนหยาบที่จะยังกุศลเป็นส่วนละเอียดให้เกิดขึ้นภายในใจ ให้พากันเข้าใจ

วัตถุที่ทานไปนั้นไม่ได้ขึ้นสวรรค์-นิพพานที่ไหน ความเสียสละออกไปจากใจนี่จะหนุนเราให้ไปสวรรค์นิพพาน โดยอาศัยวัตถุหยาบเป็นเครื่องหนุน ให้พากันจำเอาไว้

จอมปราชญ์ทั้งหลายชมเชยตลอด ทานบารมี พระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์มีทานบารมีเป็นพื้นฐานทุกพระองค์ไม่เว้นเลย การเสียสละเป็นพื้นฐานสำหรับโพธิสัตว์ที่ปรารถนาความเป็นพระพุทธเจ้า มีความเสียสละเป็นพื้นฐาน เพราะฉะนั้นบริษัทบริวารท่านจึงมากทีเดียว บรรดาโพธิสัตว์ที่ไหนบริษัทบริวารมาก มากจริงๆ เพราะความเสียสละ

เสียสละจนกระทั่งถึงชีวิตจิตใจท่านก็เสียสละได้
เวลาไปจนตรอกจนมุมนี้ เช่นพาเพื่อนฝูงบริษัทบริวารไปเที่ยวหากิน
ถูกนายพรานเขาดัก เขาจะฆ่าให้ฉิบหายหมด ท่านเป็นหัวหน้าไปโพธิสัตว์
นี่ดูซิถ้าธรรมดาหัวหน้าจะแหวกหนี ปล่อยให้บริษัทบริวารตายเรียบเลย
นี้ไม่เป็นอย่างนั้น

เวลาไปเจอข้าศึกที่เขาดักข้างหน้าไม่มีทางออกแล้ว
จำเป็นจริงๆ ไม่มีทางออกท่านสู้เลย ท่านเตือนบริษัทบริวารให้วิ่งย้อนหลังให้หมด
เราจะเข้าสู่สงครามคนเดียวตัวเดียว วิ่งเข้าหานายพราน
เขาดักหน้าดักหลัง แทนที่จะพาเพื่อนฝูงหรือใครวิ่งหนี ไม่ไปนะ
นี่ละความเสียสละท่าน

: หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน





« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 16 ก.ค. 13, 08:57 น โดย destinygoal » noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #517 เมื่อ: 15 ก.ค. 13, 09:16 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

คติเตือนใจของผู้ที่ปรารถนาทุกอย่าง


เรื่องภายในย่อมสำคัญกว่าเรื่องภายนอกตน
คนที่รู้เพียงเปลือกนอกย่อมสู้คนที่รู้ถึงแก่นไม่ได้
อดีต คือ ความฝัน ปัจจุบัน คือ ภาพมายา อนาคต คือ ความไม่แน่นอน
คิดก่อนทำ อดทนไว้ พึงอภัย
ไม่มีอะไรเป็นของเรา แม้แต่ตัวของเราเอง
โกงคนอื่น เหมือนจุดไฟเผาตัวเอง
เมตตาคนอื่น เหมือนสร้างบ้านให้ตัวเอง
อย่าระแวงคนอื่น ยิ่งกว่าระวังตัวเอง
ชีวิตไม่พอกับตัณหา เวลาไม่พอกับความต้องการ
ที่พักครั้งสุดท้าย คือป่าช้า

ถ้าท่านทำงานแข่งกับสังคม ความพินาศล่มจมจะตามมา
ถ้าท่านทำงานเห็นแก่หน้า ท่านจะพบปัญหาเรื่อยไป
ถ้าท่านทำตัวเห็นแก่ได้ ท่านอย่าหว ังน้ำใจจากเพื่อนฝูง
ถ้าท่านกล้าเกินไป ท่านจะทำอะไรไม่สำเร็จ
ถ้าท่านกล้าจนเกินงาม ท่านจะพบกับความเดือดร้อน

ถ้าท่านขาดความพอดี ท่านจะพบกับความทุกข์อย่างมหันต์
ถ้าท่านขาดความยังคิด ชีวิตทั้งชีวิตจะหมดความหมาย
ถ้าท่านทำใจให้สงบ ท่านจะพบกับความสุขที่เยือกเย็น
ถ้าท่านมีความพอดี ท่านจะเป็นเศรษฐีในเรือนยาจก
ถ้าท่านมีแต่ความงก ท่านจะเป็นยาจกในเรือนเศรษฐี

ถ้าท่านมีเมตตาจิต ท่านจะมีญาติมิตรทั่วบ้าน
ถ้าท่านเมตตาเกินประมาณ ท่านจะพบคนพาลทั่วเมือง
ถ้าท่านคิดถึงความหลัง ท่านจะพบรังแห่งความเศร้า
ถ้าท่านมีความมัวเมา ท่านจะพบความปวดร้าวภายหลัง
ถ้าท่านทำดีเพื่อเด่น ท่านจะถูกขเม่นจากญาติมิตร

ถ้าท่านทำดีเพื่อน้ำจิต ท่านจะมีชีวิตอยู่อย่างสบาย
ถ้าท่านหวังพึ่งแต่คนอื่น ท่านจะต้องกลืนน้ำตาตัวเอง
ถ้าท่านรู้จักใช้เวลา ชีวิตจะมีค่ากว่านี้
ถ้าไม่กินอยู่เท่าที่มี จะได้เป็นเศรษฐีเงินกู้
ถ้ามั่วสุมกับอมายมุข จะพบความทุกข์ในเบื้องปลาย

ถ้าทำหูเบาตามเขาว่า จะต้องน้ำตาตกใน
ถ้าพูดโดยไม่คิด เท่ากับพ่นลมพิษใส่คนอื่น
ถ้าจริงจังกับโลกเกินไป จะต้องตายเพราะความเศร้า
ถ้าต้องการความเป็นอิสระ ให้พยายามชนะใจตัวเอง
ถ้าไม่รู้จักความทุกข์ จะพบกับความสุขได้ที่ไหน

ถ้าไม่ยอมปล่อยวาง จะพบกับความว่างได้อย่างไร
ถ้าหาความสุขจากความมัวเมา ท่านกำลังจับเงาในกระจก
ถ้าอยากเป็นคนงาม อย่าวู่วามโกรธง่าย
ถ้าอยากเป็นคนสบาย อย่าเบื่อหน่ายความเพียร
ถ้าอยากเป็นคนมั่งมี อย่าเป็นคนดีแต่จ่าย

ถ้าอยากเป็นคนนำสมัย อย่าทำลายวัฒนธรรม
ถ้าอยากเป็นคนมีเกียรติ อย่าเหยียดหยามคนอื่น
ถ้าอยากเป็นคนความรู้ อย่าลบหลู่อาจารย์
ถ้าอยากหาความสำราญ อย่าล้างผลาญสมบัติ

ถ้าอยากเป็นคนมีอำนาจ อย่าขาดความยุติธรรม
ถ้าอยากเป็นคนดัง อย่าหวังความสงบ
ถ้าอยากเป็นที่เคารพ ต้องพบความจบก่อนตาย
อย่าทำตัวให้เด่น โดยการสร้างหนี้ให้ตัวเอง


( อย่าพยายามทำใจคนอื่นให้เหมือนใจเรา เพราะเราก็ทำใจให้เหมือนคนอื่นไม่ได้ )



เครดิต : พลังจิตดอทคอม



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 16 ก.ค. 13, 08:56 น โดย destinygoal » noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #518 เมื่อ: 15 ก.ค. 13, 09:20 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ถ้าสมาชิกท่านใดสนใจเผยแผ่ธรรมะ ก็เชิญเข้ามาร่วมสร้างบุญกุศลผลบุญร่วมกันได้ครับ ยินดีต้อนรับเสมอครับ



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 16 ก.ค. 13, 08:54 น โดย destinygoal » noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #519 เมื่อ: 15 ก.ค. 13, 09:23 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ถ้าสมาชิกท่านใดสนใจเผยแผ่ธรรมะ ก็ขอเชิญร่วมลงบทความธรรมะมาเผยแผ่ให้สมาชิกได้รับความรู้ร่วมกันครับ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #520 เมื่อ: 16 ก.ค. 13, 08:27 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

พระพุทธเจ้า พุทธศาสนา นั้นมีกี่พระองค์ ? โดยอาจารย์เทวฤทธิ์ อยู่สุนทร



คัมภีร์ทางพุทธศาสนาหลายคัมภีร์กล่าวถึง “อดีตพุทธ”หรือพระพุทธเจ้าที่ตรัสรู้ในโลกมนุษย์ก่อนพระโคตมะ(องค์ปัจจุบัน)ไว้โดยมีจำนวนต่างๆ กันบ้างก็ว่ามี ๖ พระองค์บ้างก็ว่ามี๒๔พระองค์เรื่องราวทั้งหลายเกิดขึ้นในอสงไขยกัปกัลป์อันเนิ่นนานมาแล้ว แต่ที่คัมภีร์ต่างๆ บรรยายตรงกันก็คือ ความสัมพันธ์ของอดีตพุทธทั้งหมด โดยอดีตพุทธแต่ละพระองค์ที่มาตรัสรู้ในโลกจะทำนายถึงการมาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าพระองค์ต่อๆไปจนถึงพระสมณโคดม-พระพุทธเจ้าพระองค์ก่อนสุดท้ายพระองค์ทรงทำนายถึงการมาถึงของพระศรีอาริยเมตไตรยภายหลังจากสิ้นระยะเวลา ๕,๐๐๐ ปีที่พระศาสนาของพระองค์เผยแผ่สู่มวลมนุษย์และเสื่อมลงในที่สุด
อย่างไรก็ตามอดีตพุทธที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุด คือพระพุทธเจ้าในภัทรกัป(ช่วงกัปปัจจุบัน)ซึ่งมีเกิดขึ้น ๕ พระองค์คือ พระกกุสันธะ พระโกนาคมนะ พระกัสสปะ พระสมณโคดม และพระศรีอาริยเมตไตรย
บางท่านว่าคติเรื่องอดีตพุทธนี้แสคงถึงความเก่าแก่ของธรรมะที่สั่งสอนโดยพระพุทธองค์ ในกัปป์สุดท้ายตามพระไตรปิฎกเรียกว่าภัทรกัปป์มีพระพุทธเจ้า 5 พระองค์คือ 1.กะกุสันโธ 2.โกนาคมนะ 3.กัสสปะ 4.สมณโคดม 5.อาริยเมตไตร(องค์นี้ยังไม่เกิดต้องให้พระพุทธศาสนาครบห้าพันปีก่อน)
พระพุทธเจ้าในอดีต ๒๗ พระองค์
(นับแต่กัปซึ่งพระโพธิสัตว์เจ้าทรงได้รับพุทธพยากรณ์)โดยในแต่ละกัลป์(กัป)จะมีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ดังนี้
- สารมัณฑกัลป์ มี ๔ พระองค์คือ ตัณหังกร,เมธังกร,สรณังกร,ทีปังกร
-สารกัลป์ มี ๑ พระองค์ คือ โกณทัญญญะ
-สารมัณฑกัลป์ มี๔พระองค์คือ มังคละ,สุมนะ,เรวัตะ, โสภิตะ
-วรกัลป์ มี ๓ พระองค์คือ อโนมทัสสสี,ปทุม,นารทะ
-สารกัลป์ มี ๑ พระองค์ คือ ปทุมุตระ
-มัณฑกัลป์ มี ๒ พระองค์ คือ สุเมมธะ, สุชาตะ
-วรกัลป์ มี๓พระองค์คือ ปิยะทัสสสี,อรรถทัสสี,ธรรมทัสสี
-สารกัลป์ มี ๑ พระองค์ คือ สิตธัตตถะ
-มัณฑกัลป์ มี ๒ พระองค์ คือ ติสสะะ,ปุสสะ
-สารกัลป์ มี ๑ พระองค์คือ วิปัสสี
-มัณฑกัลป์ มี ๒ พระองค์คือ สิขี,เวสสภู
-ภัทรกัลป์(กัลป์ปัจจุบันมี๕ พระองค์คือ กกุสนธะ,โกนาคมน์,กัสสปะ,โคดม(ปัจจุบัน)

พระนามพระพุทธเจ้า ๒๗ พระองค์ในอดีต ถึงปัจจุบัน



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #521 เมื่อ: 16 ก.ค. 13, 08:46 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

พระนามพระพุทธเจ้า ๒๗ พระองค์ในอดีต ถึงปัจจุบัน
๑ พระพุทธตัณหังกร
๒ พระพุทธเมธังกร
๓ พระพุทธสรณังกร
๔ พระพุทธทีปังกร
๕ พระพุทธโกณทัญญะ
๖ พระพุทธมังคละ
๗ พระพุทธสุมนะ
๘ พระพุทธเรวัตะ
๙ พระพุทธโสภิตะ
๑๐ พระพุทธอโนมทัสสี
๑๑ พระพุทธปทุม
๑๒ พระพุทธนารทะ
๑๓ พระพุทธปทุมุตระ
๑๔ พระพุทธสุเมธะ
๑๕ พระพุทธสุชาตะ
๑๖ พระพุทธปิยะทัสสี
๑๗ พระพุทธอรรถทัสสี
๑๘ พระพุทธธรรมทัสสี
๑๙ พระพุทธสิทธัตถะ
๒๐ พระพุทธติสสะ
๒๑ พระพุทธปุสสะ
๒๒ พระพุทธวิปัสสี
๒๓ พระพุทธสิขี
๒๔ พระพุทธเวสสภู
๒๕ พระพุทธกกุสนธะ
๒๖ พระพุทธโกนาคมน์
๒๗ พระพุทธกัสสปะ ปัจจุบัน พระพุทธโคดม



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #522 เมื่อ: 16 ก.ค. 13, 08:49 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เพราะชีวิตคนเรานั้นมีแค่ 21,900 วันเท่านั้น ให้รีบทำความดีไว้ซะ หรือ มีอะไรที่อยากทำ ก็รีบทำซะ ก่อนจะสาย

คนเราอายุเฉลี่ย 60 ปี

1 ปี เท่ากับ 365 วัน
แสดงว่าแต่ละคนมีเวลาบนพื้นโลก 21,900 วัน
คิดปลีกย่อยไปกว่านั้นก็ 525,600 นาที
ลองนับเป็นสัปดาห์ อืม...ไม่เลว 3,120 สัปดาห์

แสดงว่า เรามีโอกาสเที่ยวในคืนวันเสาร์สามพันกว่าครั้งเท่านั้นเอง
คิดแบบนี้แล้วไม่กล้าดูนาฬิกา
แทบเบือนหน้าจากปฏิทิน เพราะมันไม่ต่างอะไรกับการนับแถวหลังเพื่อรอวันลาโลก

เปล่าเลย ผมไม่ได้กลัวตาย ตรงกันข้าม
ผมคิดว่าตลอดเวลาที่ใช้ชีวิตอยู่บนโลกนี้มันน้อยมาก
หากคำนวณในเชิงตัวเลข ยังมีหนังสืออีกหลายเล่มที่ยังไม่ได้อ่าน
เพลงอีกหลายเพลงที่ยังไม่ได้ฟัง
หนังอีกหลายเรื่องที่ยังไม่เคยดู ความรู้สึกในใจมากมายที่ยังไม่เคยบอก
พื้นที่อีกหลายล้านตารางกิโลเมตรที่ยังไม่เคยไป
โอ๊ย...กลุ้ม สองหมื่นกว่าวันที่เราได้รับมามันน้อยเกินไปจริงๆ
และที่น่ากลุ้มไปกว่านั้น คือ ใช่ว่าทุกคนจะอยู่ถึง 60 ปี
แน่นอน 1 ปี ยังเท่ากับ 365 วัน
นั่นแสดงว่า บางคนไม่ได้มีเวลาอยู่บนพื้นโลกถึง 21,900 วันหรอกนะ
อาจไม่ถึง 3,120 สัปดาห์ซะด้วยซ้ำ
อุแม่เจ้า... 2 คืนวันเสาร์ที่จะได้ไปเที่ยวเหลือไม่ถึงสามพันแล้วเหรอเนี่ย
คิดแบบนี้แล้วต้องรีบยกนาฬิกาขึ้นมาดู กางปฏิทินออกกว้างๆ
เพราะนี่คือวันเสาร์ที่เราเหลือ...บนพื้นโลก
นี่เรากำลังอ่านอะไรบ้าบอ อยู่เนี่ยคิดมากไร้สาระ
ฟุ้งซ่าน(รู้นะว่าพวกเธอคิดอยู่) ....
ไม่เลย นี่ไม่ใช่ปรัชญางี่เง่าอะไรทั้งนั้น
หากเป็นความจริงที่เราไม่ค่อยได้มองมัน เอาล่ะ นี่คือ
เรื่องจริงเรื่องหนึ่ง
ที่คนส่วนใหญ่มองข้ามมันไป งั้นสมมติว่าทุกคนอายุ 18 ปี
แปลว่าใช้ชีวิตมาแล้ว 6,235 วัน และผ่านคืน
วันเสาร์มา ร้อยกว่าครั้ง ส่วนหน่วยนาทีนั้น...คำนวณเองบ้างซิว้อย!!!
เอาเวลาที่ใช้ไปนั้น หักลบกับเวลาที่(คาดว่าน่าจะ)เหลืออยู่ผลลัพธ์ที่ได้
เราจะยังไงกับมันดี
แต่น่าแปลก หลายคนยังยอมทำงานน่าเบื่อ นั่งเอาหัวตากแอร์ไปวันๆ
ยอมให้คนที่ไม่ใช่พ่อใช่แม่จิกหัวใช้
เพื่ออะไรบางอย่างที่เราเรียกว่า เงินเดือน
บางคนทนเรียนอะไรก็ไม่รู้อยู่ 4 ปี ทั้งๆ ที่ก็ไม่รู้ว่าชอบหรือเปล่า
รู้แต่ว่าแม่ชอบ ไม่ก็เห็นเพียงว่า
เพื่อนเรียน เพียงแค่ตอบตัวเองไม่ได้ว่าผมจะเป็นอะไรดี
บางคนแอบรักเขา ซุ่มเลิฟอยู่อย่างนั้น
ปล่อยให้ความรู้สึกที่ดีลอยไปหาคนอื่น แต่กลับปล่อยให้หัวใจตัวเอง
เหลือแต่ความรู้สึกต่ำต้อยได้ทุกวัน ทุกวัน ทุกวัน
บางคนกินทิฐิเป็นอาหาร เก๊กใส่กันไปวันๆ ต่างฝ่ายต่างรอให้อีกฝ่ายง้อ
คุณแน่ ผมแน่ งอนการกุศล
ประชดทำลายสถิติ เชิดหยิ่งชิงชนะเลิศ...คุณบ้า!!!
และอีกหลายคนนิยมกิจกรรม 'ฆ่าเวลา' ... ชีวิตมันว่างจัด ขนาดต้องนั่งฆ่าเวลากันเลย
บอกตรงๆ เห็นแล้วอยากตบกบาล
เอ็งกำลังทำลายทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดที่มนุษย์ทุกคนพึงจะมี
อีกหน่อยเราก็ตายจากกัน...แล้วนะ
ลองคิดแบบนี้บ้าง...ใช่แล้ว...เราจะเกิดความเสียดายเพราะเหลืออีกหมื่นแสนล้านอย่างที่เราไม่ได้ทำ
ตายได้ยังไงหากฝันไม่สำเร็จ...ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่ยอมตาย
แต่ให้รีบทำทุกอย่างก่อน ที่จะตาย...ซึ่งจะเป็นวันไหนก็ไม่รู้
เคยสงสัยมั้ย...
ทำไมเราถูกกำหนดไม่ให้รู้วันตายของตัวเองเพราะมันจะทำให้เราไม่แยแสทุกสิ่งทุกอย่าง
และตอบสนองความต้องการของตัวเอง ทั้งในทางดีและทางชั่ว
และในเมื่อเราไม่รู้ว่าเมื่อไหร่...มาเตรียมการรอรับวาระสุดท้ายของเราดีกว่า
เอาแบบว่าถ้าตาย
วันพรุ่งนี้ก็จะได้นอนตาหลับ
เกิดโชคดีไม่ตายขึ้นมาเราก็จะได้กำไรในการอยู่ต่อเพื่อทำสิ่งดีที่ยังค้างคา

ใช้ชีวิตโดยคิดซะว่า...พรุ่งนี้ชั้นจะตายแล้ว
ทำในสิ่งที่เรารัก เสมือนว่าเราจะไม่ได้ทำมันอีก
ตามฝันของเราไปสุดโต่ง...ต้องรีบแล้ว...เดี๋ยวตายยนะ...เตือนแล้วไง
รักให้หมดใจ บอกเขาไปทั้งหมดที่ความรู้สึกมี ส่วนจะรักหรือไม่รักผม ไม่สนว้อย...
เพราะพรุ่งนี้ชั้น(อาจจะ)ตายแล้ว

ใช้เวลา(ที่อาจจะ)สุดท้ายที่มีต่อกันไว้ กอดกันเหมือนว่านี่เป็นกอดสุดท้ายของเรา
นุ่มนวลที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะอย่างน้อยๆ
เราจะได้มีสีหน้าที่ยิ้มแย้มตอยให้สัมภาษณ์ยมบาล

คนข้างบ้านเดินหน้าแป้นแล้นมาบอกกข่าวดี ลูกสาววัย 23 กำลังจะแต่งงาน
ในมือมีซองสีชมพูพร้อม การ์ด ลูกสาวอยู่ต่างจังหวัดกับคู่หมั้น
แม่เลยต้องมาแจกการ์ดเอง แต่เมื่อกี๊นี้ว่าที่เจ้าสาวเพิ่งโทร.มา
ปรึกษาแม่เรื่องชุดแต่งงาน หลังจากนั้น 3 ชั่วโมง เธอตาย...
แต่กว่าที่คนเป็นแม่จะได้รู้ข่าวร้าย ก็ ปาไป 5 วัน
ซองในมือผมกลายเป็นเงินช่วยงานศพ
ช่อดอกไม้กลายเป็นพวงหรีดและทั้งหมดกลายเป็น
แรงบันดาลใจที่อยากจะบอกว่าอีกหน่อยเราก็ตายจากกัน...แล้วนะ
อ้าว!!! รู้งี้ยังจะมาอ้อยสร้อยอะไรกันอีก
รีบแยกย้ายไปใช้เวลาที่เราเหลืออยู่ทำทุกอย่างที่เรายังไม่ได้ทำ

เดี๋ยวตายซะก่อน...เสียดายแย่!!!



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #523 เมื่อ: 16 ก.ค. 13, 08:53 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

โอวาท หลวงปู่มั่น ภูริทัตตะเถระ
วัดป่าสุทธาวาส อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร
สิ่งที่ล่วงไปแล้วไม่ควรไปทำความผูกพัน เพราะเป็นสิ่งของที่ล่วงไปแล้วอย่างแท้จริง แม้จะทำความผูกพันและมั่นใจในสิ่งนั้นกลับมาเป็นปัจจุบันก็เป็นไปมิได้ ผู้ทำความสำคัญมั่นหมายนั้นเป็นทุกข์แต่ผู้เดียว โดยความไม่สมหวังตลอดไป อนาคตที่ยังไม่มาถึง ก็เป็นสิ่งไม่ควรยึดเหนี่ยวเกี่ยวข้องเช่นกันอดีตควรปล่อยไว้ตามอดีตอนาคตก็ควรปล่อยไว้ตามกาลของมัน ปัจจุบันเท่านั้นที่จะสำเร็จเป็นประโยชน์ได้ เพราะอยู่ในฐานะที่ควรทำได้ไม่สุดวิสัย



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #524 เมื่อ: 16 ก.ค. 13, 09:19 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

" การปล่อยวาง"ตอนที่ 2 โดยอาจารย์เทวฤทธิ์ อยู่สุนทร



" การปล่อยวาง"ตอนที่ 1 ได้รับการต้อนรับจากท่านผู้อ่านเป็นจำนวนมากจึงได้เสนอตอนที่ 2 ในอันดับต่อไป พ่อจะได้ให้ท่านได้อ่านกันอย่างต่อเนื่อง ขอบคุณท่านผู้อ่านที่ให้การต้อนรับถึง 4500 ครั้งและเชิญเข้ามาอ่านบทธรรมในกระทู้ต่างๆได้ครับ จะได้ผลบุญร่วมกันและเป็นการเผยแผ่พุทธศาสนาให้มีวงกว้างออกไปตามสายทางธรรมของพระพุทธเจ้าสืบไปในทางที่ถูกต้องและเป็นสิ่งที่ปฏิบัติและสามารถฝึกฝนให้เกิดความชำนาญขึ้นได้และสามารถนำไปปฏบัติในชีวิตประจำวันด้วยความมีสติ ศีล สมาธิ และปัญญาเพือ่ความสุขในชีวิตของทุกๆท่านครับ..



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #525 เมื่อ: 16 ก.ค. 13, 09:26 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

คำถามหนึ่งที่มีคนถามญีมาถักปาริมโปเชในการบรรยายของท่านที่บ้านมูลนิธิพันดาราเมื่อวานก็คือว่า ในพระพุทธศาสนาทิเบตมีเรื่องเกี่ยวกับพระอาจารย์ที่บรรลุกลายเป็นพระพุทธเจ้าเป็นจำนวนมาก แล้วพระอาจารย์ที่บรรลุเหล่านี้จะเหมือนหรือแตกต่างอย่างไรกับพระพุทธเจ้าศากยมุนี คำถามนี้เป็นคำถามที่น่าสนใจ ก็เลยคิดว่าจะเอามาพูดในรายละเอียดในที่นี้

ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจว่า การเป็นพระพุทธเจ้านั้นไม่ได้หมายความว่าจะต้องมีร่างกายร่างนี้หรือเป็นคนๆนี้เท่านั้น เรื่องนี้สำคัญอย่างยิ่ง พระพุทธเจ้าเองตรัสไว้ว่า “ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา” ซึ่งก็หมายความว่าการเป็นพระพุทธเจ้านั้นไม่ได้อยู่ที่การมีร่างกายร่างนี้ มีหน้าตาแบบนี้ มีชาติกำเนิดแบบนี้ สวมใส่จีวรแบบนี้ พวกนี้ไม่เกี่ยวข้องแต่ประการใด ใครที่คิดว่าเกี่ยวก็หมายความว่ายังไม่เข้าใจคำสอนของพระพุทธเจ้าดีพอ

แล้ว “ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา” หมายความว่าอย่างไรกันแน่? การเห็นธรรมคือการเข้าใจคำสอนอย่างแจ่มแจ้ง ซึ่งจะทำได้ก็ต่อเมื่อปฏิบัติตามคำสอนของพระองค์ เดินตามเส้นทางของศีล สมาธิ ปัญญา พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือว่า ทำตามแบบที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนให้เราทำ คนที่ทำเช่นนี้ได้ชื่อว่า “เห็นพระพุทธเจ้า” เพราะว่าเขามีจิตที่น้อมนำไปสุ่การหลุดพ้นจากทุกข์ มีจิตที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตากรุณาและปัญญา

แล้วเหตุใดคนที่เห็นเช่นนี้จึเรียกว่าเห็นพระพุทธเจ้า? ก็เพราะว่าความเป็นพระพุทธเจ้านั้นไม่ได้อยุ่ที่รูปลักษณ์ภายนอก ไม่เช่นนั้นเวลาเรากราบพระพุทธรูป เราก็กำลังกราบก้อนอิฐก้อนปูน หรือก้อนทองเหลืองเท่านั้นเอง แต่จริงๆแล้วไม่ใช่ เพราะเวลาเรากราบพระพุทธรูป ใจของเราน้อมนำไปที่คุณสมบัติของการเป็นพระพุทธเจ้า เมื่อเรามองพระพุทธรูป เราเห็นมากไปกว่าก้อนทองเหลืองหรือก้อนปูน แต่เราเห็นตัวแทนของคุณสมบัติที่ทำให้พระพุทธเจ้าเป็นพระพุทธเจ้า นี่ต่างหากที่พระพุทธองค์ทรงอยากให้เราเห็น ไม่ใช่มาเห็นรูปร่างภายนอกของท่านเอง

เมื่อเป็นเช่นนี้ ใครก็ตามที่เข้าถึงคุณสมบัติเหล่านี้อย่างเต็มที่ ก็ย่อมไม่ต่างจากพระพุทธเจ้าเช่นเดียวกัน ด้วยเหตุนี้พระพุทธเจ้ากับพระอรหันต์จึงไม่ต่างกัน เพราะต่างก็บรรลุถึงคุณสมบัติข้อนี้เหมือนกัน เป็นไปไม่ได้ที่พระพุทธเจ้าที่มีคุณสมบัติอะไรที่พระอรหันต์ไม่มี เพราะคุณสมบัติของการหลุดพ้นเป็นของสาธารณะ ไม่ใช่สมบัติส่วนตัวของพระพุทธเจ้า เมื่อเป็นสาธารณะ ทุกคนก็ย่อมเข้าถึงและเอามาเป็นของตัวได้เหมือนกันหมดทั้งสิ้น

เมื่อเป็นอย่างนี้ แล้วตกลงพระพุทธเจ้ามีกี่พระองค์ เราต้องคอยระวังตัวอย่าให้ภาษามาหลอกลวงเราได้ การที่เราถูกภาษาหลอกเอาแสดงว่าเรายังอยู่ภายใต้อวิชชาอยู่ ที่สำคัญก็คือว่า เราคิดไปว่าภาษาหรือถ้อยคำเป็นอย่างไร ความเป็นจริงต้องเป็นอย่างนั้น ซึ่งจริงๆแล้วไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย ภาษามักปรากฏตัวออกมาเป็นรูปประโยค ซึ่งต้องประกอบด้วยภาคประธานกับภาคแสดง หากเราไม่ระวังตัว เราก็คิดไปว่า โลกภายนอกนั้นก็แบ่งตัวออกเป็น “ภาคประธาน” กับ “ภาคแสดง” ไปด้วย หรือตามที่อาริสโตเติล (ซึ่งเป็นตัวอย่างอันดีของการคิดตามภาษา) บอกว่า สรรพสิ่งประกอบไปด้วย “องค์ประธาน” หรือ “แก่นสารสาระ” (substance) กับ “คุณสมบัติ” (property) ซึ่งจริงๆแล้ว ทั้งหมดนี้เป็นเพียงสิ่งที่เราสมมติปรุงแต่งขึ้นทั้งสิ้น ไม่ได้มีรากฐานอยู่บนความเป็นจริงที่แท้แต่ประการใด ทั้งนี้ก็เนื่องจากว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่เรากำหนดขึ้นเป็น “องค์ประธาน” นั้น ก็ต้องตกอยู่ภายใต้กฎไตรลักษณ์ คือต้องเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด ไม่มีสาระประจำใดๆที่จะทำให้กำหนดได้ว่าเป็นสิ่งนี้จริงๆไม่ใช่สิ่งนั้น ซึ่งเรื่องนี้ขัดแย้งกับการคิดแบบอาริสโตเติลโดยตรง

เรื่องการที่ภาษามาหลอกลวงเรากับเรื่องพระพุทธเจ้ามีกี่พระองค์ มาเกี่ยวกันก็เพราะว่าภาษามักบอกเราว่า พระพุทธเจ้าเป็นศาสดาของศาสนาพุทธ หรือพระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนสรรพสัตว์ ทำให้เกิดภาพว่าผู้สอนก็สิ่งหนึ่ง ผู้ถูกสอนก็อีกสิ่งหนึ่ง แต่ในความเป็นจริงที่แท้นั้นผู้สอนก็ไม่มี ผู้ถูกสอนก็ไม่มี การคิดไปว่ามีผู้สอนกับผู้ถูกสอนก็มาจากการอุปโลกน์ความเป็นจริงโดยภาษาเท่านั้น คือเมื่อมีคำว่า “ผู้สอน” ก็เกิดความคิดว่ามีสิ่งหนึ่งที่เป็นผู้สอน ซึ่งก็ย่อมต่างจากผู้ถูกสอน ผลก็คือการคิดแบบแยกแยะนี้ไปขัดกับความเข้าใจที่ว่าคุณสมบัติของการเป็นพระพุทธเจ้าหรือการบรรลุธรรมมีเหมือนกันทั้งในพระพุทธเจ้าและในพระอรหันตสาวก

แล้วตกลงมีพระพุทธเจ้ากี่พระองค์ คำตอบคือมันขึ้นกับเหตุปัจจัย เหตุปัจจัยเป็นแบบหนึ่ง เช่นต้องการจะเน้นเรื่องศาสนาของพระพุทธศาสนา หรือเจ้าชายสิทธัตถะที่บำเพ็ญเพียรจนบรรลุธรรมแล้วสังสอนสรรพสัตว์ พระพุทธเจ้าก็มีหนึ่งเดียว แต่นั่นไม่ใช่คำตอบที่น่าสนใจ เพราะเรากำลังมุ่งไปที่ตัวบุคคลหรือร่างกายเนื้อหนัง ซึ่งไม่ใช่เป้าหมายของพระพุทธองค์ในการสั่งสอนเราเลย เราควรมุ่งไปที่คุณลักษณะของความเป็นพระพุทธเจ้าหรือสภาวธรรมที่เป็นอยู่เอง สภาวะดังกล่าวนี้เป็นไปไม่ได้ที่จะมีมากกว่าหนึ่งหรือน้อยกว่าหนึ่ง เพราะทั้งหมดตั้งอยู่บนการไม่แบ่งแยกออกเป็นสอง ซึ่งได้บอกไปแล้วว่ามาจากการถูกภาษาหลอกเอา

หรือมองอีกแง่หนึ่ง จำนวนพระพุทธเจ้าในจักรวาลนี้มีนับไม่ถ้วน มีมากมายมหาศาลสุดจะนับได้ มีอยู่ในทุกอณูของอากาศธาตุ ทั้งนี้ก็เพราะว่าแต่ละอณูของอากาศธาตุนั้นมีความแตกต่างกัน และเป็นจักรวาลในตัวมันเองทั้งหมด ดังนั้นเนื่องจากในแต่ละจักรวาลจะมีพระพุทธเจ้าประจำอยู่อย่างน้อยหนึ่งพระองค์ จำนวนของพระพุทธเจ้าจึงมากมายมหาศาล สุดจะสรุปออกมาเป็นตัวเลขได้



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #526 เมื่อ: 16 ก.ค. 13, 09:34 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ยกตัวอย่างเช่น ชาวตะวันตกมาอยู่ในประเทศไทย อยู่ไปเฉยๆอย่างนั้น ความที่อยู่ติดต่อใกล้ชิดกันไป ถึงแม้พูดภาษาไม่รู้เรื่องก็ตาม แต่มันรู้เรื่องเข้าใจได้ เห็นไหม มองดูหน้ากันรู้เรื่องกัน ถึงพูดภาษาไม่รู้เรื่อง แต่ก็อยู่กันไปได้ มันรู้กันด้วยวิธีนี้ ไม่ต้องพูดกัน
ทำงานก็ต่างคนต่างทำ ทำอยู่ใกล้ๆกันนั่นแหละ ไม่รู้จักพูดกัน มันก็ยังรู้เรื่องกัน อยู่ด้วยกันได้ รู้ได้โดยอากัปกิริยาที่ว่ารักกันหรือชอบกัน อะไรมันก็รู้ของมันอยู่อย่างนี้ เป็นอย่างนั้น เหมือนกันกับแมวกับสุนัข มันไม่รู้ภาษา แต่ว่ามันก็รู้จักรักเจ้าของเหมือนกัน แมวหรือสุนัขอยู่บ้านเรา ถ้าเรามาถึงบ้าน สุนัขมันก็วิ่งไปทำความขอบคุณด้วย เห็นไหม ถ้าเรามาจากตลาดหรือมาจากที่อื่นมาถึงบ้านแมวอยู่ที่บ้านเรา มันก็มาทำความขอบคุณ มันจะร้องว่า เหมียวๆ มันมาเสียดมาสีเรา แต่ภาษามันไม่รู้ แต่จิตมันรู้อย่างนั้น อันนี้เราก็อยู่ไปได้อย่างนั้น เราต้องให้เข้าใจกันอย่างนั้น เราปฏิบัติธรรมะบ่อยๆ จิตมันก็คุ้นเคยกับธรรมะ เช่นว่า ความโกรธเกิดขึ้นมามันเป็นทุกข์ พระท่านว่ามันเป็นทุกข์มาแล้วชอบทุกข์ไหม ไม่ชอบ แล้วเอาไว้ทำไมถ้าไม่ชอบจะยึดเอาไว้ทำไม ทิ้งมันไปสิ ถ้าทุกข์มันเกิดล่ะ คุณชอบทุกข์หรือเปล่า ไม่ชอบ เมื่อไม่ชอบทุกข์แล้วยึดไว้ทำไม ก็ทิ้งมันเสียซิ ท่านก็สอนทุกวันๆ ก็รู้เข้าไปๆ ทุกข์มันเกิดขึ้นมาครั้งหนึ่ง เราก็รู้คำสอนครั้งหนึ่ง ทุกข์เราก็ไม่ชอบ ไม่ชอบทุกข์แต่เราไปยึดไว้ทำไม สอนอยู่เรื่อยๆ บางทีก็เห็นชัด เห็นชัดก็ค่อยๆวาง วางไปก็เป็นเรื่องธรรมดา อย่างเก่า ทีหนึ่งก็ดี สองทีก็ดี สามทีก็ดี มันก็เกิดประโยชน์แล้ว เกิดรู้เรื่องขึ้นแล้ว



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #527 เมื่อ: 16 ก.ค. 13, 09:35 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เมื่อมันเกิดมาความรู้เฉพาะตัวของเรา เราจะนั่งอยู่ก็ดี เดินอยู่ก็ดี นอนอยู่ก็ดี พูดภาษาไม่เป็นแต่จิตเรารู้ภาษาธรรมะ เราปิดปากตรงนี้ไว้ ปิดปากกาย แต่เปิดปากใจนี้ไว้ ใจมันพูด นั่งอยู่เงียบๆ ยิ่งพูด พูดกับอารมณ์ รู้อารมณ์เสมอ นี่เรียกว่า “ปากใน” นั่งอยู่เฉยๆ เราก็รู้จัก พูดอยู่ข้างในรู้อยู่ข้างใน ไม่ใช่คนโง่ คนรู้อยู่ข้างใน รู้จักอารมณ์สั่งสอนตัวเองก็เพราะอันนี้

ชีวิตของเรานี้ มันแก่ทุกวัน เกิดมามีการยกเว้น ไม่แก่บ้างไหม วันคืนของเรานี้ ตอนเช้า ตอนเที่ยง ตอนเย็น ตอนค่ำ มันยกเว้นอายุเราไหม วันนี้มันก็ให้แก่ พรุ่งนี้มันก็ให้แก่ นอนหลับอยู่มันก็ให้แก่ นอนหลับอยู่มันก็ให้แก่ ตื่นอยู่ก็ให้โตขึ้นตามเรื่องของมัน เรียกว่า ปฏิปทาของมันสม่ำเสมอเหลือเกิน เราจะนอนอยู่ มันก็ทำงานของมันอยู่ เราจะเดิน มันก็ทำงานคือ ความโตของเรานี่แหละ กลางวันมันก็โต กลางคืนมันก็โต จะนั่งจะนอนมันมีความโตของมันอยู่ เพราะชีวิตประจำวันมันเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ร่างกายของเรามันได้อาหาร มันก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ นี่เรียกว่าปฏิปทาของมัน มันจึงทำให้เราโต จนไม่รู้สึก ดูเหมือนกับไม่ได้ทำอะไรเลย มันก็โตของมันเอง แต่สิ่งที่เราทำคือ เรากินอาหาร กินข้าว ดื่มน้ำ นั่นเป็นเรื่องของเรา เรื่องร่างกายมันจะโตจะอ้วน มันก็เป็นของมัน เราก็ทำงานของเรา สังขารก็ทำงานของสังขาร มันไม่พลิกแพลงอะไร นี่ปฏิปทามันติดต่อกันอยู่เสมอ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #528 เมื่อ: 16 ก.ค. 13, 09:36 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

การทำความเพียรของเราก็เหมือนกัน ต้องพยายามอยู่อย่างนั้น เราจะต้องมีสติติดต่อกันอยู่อย่างนั้นเสมอ มีความรู้ติดต่อกันอยู่เสมอเป็นวงกลม จะไปถอนหญ้าก็ได้ จะนั่งอยู่ก็ได้ จะทานอาหารก็ได้ จะกวาดบ้านอยู่ก็ได้ ต้องไม่ลืมมีความรู้ติดต่ออยู่เสมอตัวนี้มันรู้ธรรมะมันจะพูดอยู่เรื่อยๆ ใจข้างในมันจะพูดอยู่เรื่อยๆ เป็นอยู่อย่างนั้น มีความรู้อยู่ มีความตื่นอยู่ มีความเบิกบานอยู่สม่ำเสมออย่างนั้น นั้นเรียกว่า เป็นประโยชน์มาก ไม่ต้องสงสัยอะไรเลย อะไรมันเกิดขึ้นมา เราก็เห็นว่าอันนี้มันไม่แน่นอน มันไม่เที่ยงอันนั้นก็ดี แต่ว่ามันไม่แน่นอน มันไม่เที่ยง เท่านี้ละเราก็รู้ของเราไปเรื่อยๆ เท่านั้นแหละการปฏิบัติของเรา

มีคนถามว่า การทำภาวนานี้ต้องอธิษฐานหรือไม่ว่า จะทำเวลานานเท่าไร่ ห้า หรือ สิบนาที อาตมาเลยบอกว่า ไม่แน่นอน บางทีอธิษฐานว่า ฉันจะนั่งสามชั่วโมง นั่งไปได้สิบนาทีก็เดือดร้อนแล้ว ไม่ถึงชั่วโมงก็หนีไปแล้ว เมื่อหนีไปแล้วก็มานั่งคิดว่า แหม เรานี้พูดโกหกตัวเราเองเอาแต่โทษตัวเองอยู่ ไม่สบายใจ บางทีก็เอาธูปสักดอกหนึ่งมาจุด อธิษฐานจิตใจว่า ไฟจุดธูปดอกนี้ไม่หมด ฉันจะไม่ลุกหนี ฉันจะพยายามอยู่อย่างนี้ พอท่านพูดอย่างนี้ พญามารก็มาแล้วนั่งเข้าไปสักนิด นั่นทุกข์หลายเหลือเกิน เดี๋ยวมดกัด เดี๋ยวยุงกัด มันวุ่นไปหมด จะลุกหนีไปก็อธิษฐานแล้ว นี่มันตกนรก นึกว่านานเต็มทีแล้ว ลืมตามองดูธูปก็ยังไม่ถึงครึ่งเลย หลับตาอธิษฐานใหม่ต่อไปอีก สามทีสี่ทีธูปก็ยังไม่หมดเลยก็มาคิดเรานี่มันไม่ดีเหลือเกิน โกหกตัวของตัวอยู่ เลยวุ่นยิ่งกว่าเก่าอีก เรานี้เป็นคนไม่ดี เป็นคนอัปรีย์จัญไร เป็นคนโกหกพระพุทธเจ้า โกหกตัวเราเอง เกิดบาปขึ้นมาอีก อาตมาเห็นว่า ต้องพยายามทำไปเรื่อยๆ พอสมควรที่จะเลิกก็เลิก เหมือนกันกับเราทานข้าว เราอธิษฐานมันเมื่อไร ทานไป มันจวนจะอิ่มจะพอ เราก็เลิกเมื่อนั้น กินมากไปก็อาเจียนออกเท่านั้นแหละ ให้มันพอดีอย่างนั้นเราเหมือนพ่อค้าเกวียน ต้องรู้จักกำลังโคของเรา ต้องรู้จักกำลังเกวียนของเรา โคของเรามีกำลังเท่าไร เกวียนของเรารับน้ำหนักได้เท่าไร ต้องรู้จัก ต้องเอากำลังเกวียนของเรา อย่าเอาตามความอยากของเราสิ เรามีเกวียนเล่มเดียว อยากจะบรรทุกหนักให้ขนาดรถสิบล้อ มันก็พังเท่านั้น ก็ตายน่ะสิ มันต้องค่อยๆไป ค่อยๆทำ อย่างนี้ให้รู้จักของเราปฏิปทาเราทำไปเรื่อยๆก็สบาย มันวุ่นวายก็ตั้งใหม่ ถ้ามันวุ่นวายนักก็ลุกเดินจงกรมเสียซิ เดินมันจนเหนื่อย พอเหนื่อยก็มานั่ง นั่ง



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #529 เมื่อ: 16 ก.ค. 13, 09:38 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

กำหนด มันเหนื่อยมันจะสงบ ระงับ ถ้าเดินก็พอแรง นั่งก็สมควรแล้ว อยากจะพักผ่อนก็พักผ่อนเสีย แต่ว่าจิตใจอย่าลืม มีสติอยู่ ทั้งเดินทั้งนั่ง ทั้งนอน อยู่ให้สม่ำเสมออย่างนั้น ให้เราเข้าใจอย่างนั้น

การประพฤติปฏิบัติธรรมต้องไม่ย่อหย่อนจะต้องทำความพยายามอย่างนั้น ความอยากจะเร็วของเรา อันนี้ไม่ใช่ธรรมะ มันเป็นความอยากของเรา ใจอยากจะเร็วที่สุด แต่มันทำไม่ได้ธรรมชาติเป็นอยู่อย่างนั้น เราก็กำหนดจิตปฏิบัติตามธรรมชาติของมันอย่างนั้น อยากจะให้มันเร็วที่สุดนั้น ไม่ใช่ธรรม มันคือความอยากของเรา เราจะทำตามความอยากของเรานั้นไม่จบ

ให้รู้จักดูประวัติของพระอานนท์ พระอานนท์นั้นมีศรัทธามากที่สุด พรุ่งนี้เขากำหนดให้พระอรหันต์ทำปฐมสังคายนาแล้ว คณะสงฆ์ก็กำหนดพระอานนท์องค์หนึ่งว่าจะเอาไปร่วมทำสังคายนา แต่จะเอาเฉพาะพระอรหันต์ทั้งนั้น พระอานนท์เหลือเพียงองค์เดียวเท่านั้นที่ยังไม่เป็นพระอรหันต์ ไม่รู้จะทำอย่างไร พระอานนท์ก็อาศัยความอยาก นึกว่าเราจะต้องทำอะไรหนอ จึงจะสำเร็จเป็นพระอรหันต์ พรุ่งนี้เขาจะนับเข้าอันดับแล้ว จะประชุมสงฆ์ทำสังคายนา ตอนกลางคืนก็ตั้งใจนั่ง ไม่ได้นอนทั้งคืน นั่งทำอยู่งอย่างนั้น อยากจะเป็นพระอรหันต์ กลัวจะไม่ทันเพื่อนเขาทำไปทุกอย่าง คิดไปทางนี้ก็มีแต่ปัญญาหยาบคิดไปทางโน้นก็มีแต่ปัญญาหยาบ คิดไปทางไหนก็มีแต่ปัญญาหยาบทั้งนั้น วุ่นวายไปหมด คิดไปก็จวนจะสว่าง เรานี่แย่ เราจะทำอย่างไรหนอเพื่อนสหธรรมิกทั้งหลายจะทำสังคายนาแล้ว เรายังเป็นปุถุชนจะทำอย่างไรหนอ ธรรมที่พระพุทธเจ้าทางแสดงไว้ เราพิจารณาทุกอย่างไม่ขัดข้องแต่เรายังตัดกิเลสไม่ได้ ยังไม่เป็นพระอริยเจ้า ทำอย่างไรหนอ เลยคิดว่าเราก็ทำความเพียรมาตั้งแต่ย่ำค่ำจนถึงบัดนี้ หรือมันจะเหนื่อยไปมากกระมัง คิดว่าควรจะพักผ่อน ก็ปล่อยวางทอดธุระหมดเท่านั้น ศีรษะยังไม่ทันถึงหมอนเลย พอเท้าพ้นพื้นเท่านั้น ตอนนั้นขณะจิตเดียว พอดีจิตรวมได้ ที่ตั้งใจว่าจะพักผ่อน มันปล่อยวางทอดธุระตอนนั้นเองพระอานนท์ได้ตรัสรู้ธรรม ตอนที่ว่าอยากจะให้มันเป็นอย่างนั้น อยากจะให้มันเป็นอย่างนี้ ไม่มีเวลาจะพักผ่อน ไม่ปล่อยวาง ก็เลยไม่มีโอกาสที่จะตรัสรู้ธรรม



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #530 เมื่อ: 16 ก.ค. 13, 09:39 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ให้เข้าใจว่า การที่ตรัสรู้ธรรมนั้น มันพร้อมกับการปล่อยว่างด้วยสติปัญญา ไม่ใช่ว่าเราจะเร่งให้มันเป็นอย่างนั้น แต่ด้วยเห็นว่ามันไม่ใช่อย่างนั้น พอพักผ่อน พอวางเข้าปุ๊บ ตรงนั้นไม่มีอะไรเข้ามายุ่ง ไม่มีความอยากเข้ามายุ่ง เลยสงบตรงนั้นเลย พอจิตตอนนั้น
รวมดีเป็นโอกาสพบตรงนั้น พระอานนท์เกือบจะไม่รู้ตัว รู้ตัวว่ามันเป็นอย่างนั้นเท่านั้น ที่พระอานนท์อยากจะตรัสรู้ให้มันเป็นอย่างนี้ไม่ได้ นี่คือความอยากแต่พอรู้จักวาง ตรงนั้นแหละคือการตรัสรู้ธรรมะ

คนไม่รู้จักมันก็ทำยาก เช่นว่า ตรงนั้นไม่ใช่ที่อยู่ของคน ความวิตกของปุถุชนจะไปวิตกตรงนั้นก็ไม่ได้เช่น นี่พื้น นั่นหลังคา ตรงนี้(ระหว่างหลังคากับพื้น) ไม่มีอะไร เห็นไหม ตรงนี้ไม่มีภพ ภพคือหลังคากับพื้น ระยะกลางนี้เรียกว่าไม่มีภพ ถ้าคนจะอยู่ก็ต้องอยู่ข้างล่างหรือข้างบน ตรงนี้ไม่มีคนที่จะอยู่ เพราะว่ามันไม่มีภพ ตรงนี้คนไม่สนใจ การปล่อยวางอย่างนี้ คนไม่สนใจว่าการปล่อยวางมันเกิดอะไรไหม เมื่อขึ้นไปถึงโน้นเป็นภพเคยอยู่ ลงมาทางนี้ก็เป็นภพเคยอยู่ ขึ้นไปข้างบนหน่อยก็สุขสบายหล่นลงมาก็เจ็บ แล้วเป็นทุกข์ มีแต่ทุกข์กับสุขแต่ที่มันจะวางให้เป็นปกติไม่มี เพราะว่าที่ไม่มีภพนั้นคนไม่สนใจ แม้จิตจะวิตกก็ให้วิตกไปในปกติไม่มีภพ

ที่พระพุทธองค์ตรัสว่า ไม่มีภพ ไม่มีชาติ คือ ไม่มีอุปทานนั่นเอง อุปาทานเป็นเหตุให้ทุกข์เกิด ถ้าอุปาทานนั้นเราปล่อยไม่ได้ เราอยากจะสงบมันก็ไม่สงบ คนเราอยู่กับภพ ถ้าไม่มีภพ คิดไม่ได้ เพราะนิสัยของคนมันเป็นอย่างนั้น กิเลสของคนเป็นอย่างนั้น พระนิพพานที่พระพุทธองค์ท่านว่าพ้นจากภพชาติ ฟังไม่ได้ ไม่เข้าใจ มันเข้าใจแต่ว่าต้องมีภพชาติ ถ้าไม่มีภพชาติ ถ้าไม่มีที่อยู่ ฉันจะอยู่อย่างไร ยิ่งคนธรรมดาๆ อย่างเราแล้ว ฉันจะอยู่อย่างนี้ไม่ดีกว่าหรือ อยากจะเกิดอีก แต่ก็ไม่อยากตาย มันขัดกันเสียอย่างนี้ ฉันอยากเกิด แต่ฉันไม่อยากตาย มันพูดเอาคนเดียวตามภาษาคนแต่การเกิดแล้วไม่ตายนั้นมีไหมในโลก เมื่อคนอยากเกิดก็คือคนนั้นอยากตายนั่นเอง แต่เขาพูดว่าฉันอยากเกิด แต่ฉันไม่อยากตาย มันคิดสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เขาก็ไปคิดให้มันทุกข์ ทำไมเขาจึงคิดอย่างนั้น เพราะเขาไม่รู้จักทุกข์ เขาจึงคิดอย่างนั้น พระพุทธองค์ท่านว่า ตายนี้มาจากความเกิด ถ้าไม่อยากตาย อย่าเกิดซิ แต่นี่อยากเกิดอีก แต่ว่าไม่อยากตาย พูดกับกิเลสตัณหานี้มันก็ยาก มันก็ลำบาก มันถึงมีการปล่อยวางได้ยาก มีการปล่อยวางไม่ได้อย่างนี้ กิเลสตัณหามันเป็นอย่างนั้น



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #531 เมื่อ: 16 ก.ค. 13, 09:40 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ฉะนั้น ที่พระพุทธองค์ท่านตรัสว่า ไม่มียางต้นเสาอันนี้ อะไรไปเกาะ ไม่มีที่เกาะ ก็จึงไม่มีภพ ไม่มีชาติ ถ้าพูดถึงว่าเราไม่มีภพมีชาติ เราฟังไม่ได้ จนกระทั่งท่านย้ำเข้าไปถึงตัวตนนี้ว่า ไม่มีตัวมีตน ตัวตนนั้นเป็นเรื่องสมมุติทั้งนั้น มันจริงอยู่ มันก็จริงโดยสมมุติ ถ้าพูดถึงวิมุตติ ตัวตนก็ไม่มี เป็นธรรมธาตุอันหนึ่งเกิดขึ้นมาเพราะเหตุเพราะปัจจัยเกิด
ขึ้นมาเท่านั้น เราก็ไปสมมุติว่ามันเป็นตัวเป็นตนขึ้นมา เมื่อเป็นสมมุติเป็นตัวเป็นตนก็ยึดตัวยึดตนนั้นอีก เลยเป็นคนมีตน ถ้ามี “ตน” ก็มี “ของตน” ถ้าไม่มี “ตน” “ของตน” ก็ไม่มี ถ้ามี“ตน”มันก็มีสุขมีทุกข์ ถ้ามี“ตน” มันก็มี “ของตน” พร้อมกันขึ้นมาเลย เราไม่รู้เรื่องอย่างนั้น ฉะนั้นคนเราจึงไปคิดว่า อยากเกิดแต่ไม่อยากตาย พูดถึงเรื่องกระแสพระนิพพานแล้ว ถ้าไม่รู้ปัจจัตตังแล้ว ก็ไม่มีใครที่จะปรารถนาอะไรถึงพระนิพพานนี้ก็ไม่ใช่เป็นเรื่องปรารถนาอีกด้วย พระนิพพานปรารถนาไม่ได้เหมือนกัน อย่างนี้มันเป็นลักษณะที่เข้าใจยาก ถึงเราจะเข้าใจในเรื่องพระนิพพาน แต่จะพูดให้คนอื่นฟัง ก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน มันไม่เข้าใจ เพราะธรรมอันนี้ ถ้าแบ่งให้กันได้มันก็สบายละซิ แต่ธรรมนี้มันเป็นปัจจัตตัง มันรู้เฉพาะตัวของเราเอง บอกคนอื่นได้ แต่มีปัญหาอยู่ว่าคนอื่นจะรู้ไหม

ฉะนั้น พระพุทธองค์จึงตรัสว่า “อักขาตาโรตถาคตา” แปลว่าพระตถาคตเป็นแต่ผู้บอก นั่นก็เหมือนกับเราทุกวันนี้แหละ เป็นผู้บอก ไม่ใช่ผู้ทำให้ บอกแล้วให้เอาไปทำ จึงจะเกิดความมหัศจรรย์ขึ้น เกิดความเป็นจริงขึ้นเฉพาะตน เป็น “ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ” วิญญูชนรู้เฉพาะตัวเองทั้งนั้น อย่างพูดวันนี้ จะมาเชื่ออาตมานั้นก็ยังไม่ใช่ของดี มันยังไม่ใช่ของแท้ คนที่เชื่อคนอื่นอยู่ พระพุทธองค์ท่านว่ายังโง่อยู่ พระพุทธองค์ท่านให้รับรู้ไว้ แล้วไปพิจารณาให้มันเกิดขึ้นมาโดยเฉพาะตัวเราเอง ธรรมนี้มันจึงเป็นปัจจัตตังอย่างนั้น

ทีนี้ในเรื่องการฟังธรรม ก็ให้ทำความเข้าใจว่าต้องไม่ปฏิเสธ รับฟัง ไม่เชื่อก็พิจารณาดู ไม่เชื่อก็ไม่ว่า เชื่อก็ไม่ว่า วางไว้ก่อน เราจะรู้โดยให้เกิดปัญญา อะไรทุกอย่างถ้าไม่มีเหตุผลเพียงพอในใจของเราเอง ก็ยังไม่ปล่อยวาง คือว่า มีสองข้าง นี่ข้างหนึ่ง นี่ก็ข้างหนึ่ง คนเรานั้นจะแอบเดินมาข้างนี้ หรือแอบเดินไปข้างนั้น ที่เดินไปกลางๆ ไม่ค่อยเดินหรอก มันเป็นทางเปลี่ยวเดี๋ยวรักก็ไปทางรัก พอชังก็ไปทางชัง จะปล่อยการรักการชังนี้ไป มันเป็นทางเปลี่ยว มันไม่ยอมไป
เมื่อพระพุทธองค์ตรัสรู้ธรรมะ ทรงเทศน์เป็นปฐมเทศ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #532 เมื่อ: 16 ก.ค. 13, 09:44 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เมื่อพระพุทธองค์ตรัสรู้ธรรมะ ทรงเทศน์เป็นปฐมเทศนาเลย ตรงนี้ ทางหนึ่งเป็นสุขทางกาม ทางหนึ่งเป็นทางทุกข์ทรมานตนเอง สองทางนี้ไม่ใช่ทางสงบ ท่านพูดว่าไม่ใช่ทางของสมณะ สมณะนี้คือ ความสงบ สงบจากสุขทุกข์ ไม่ใช่มีความสุขแล้วมันสงบ ไม่ใช่มีความทุกข์แล้วมันสงบ ต้องปราศจากสุขหรือทุกข์ มันจึงเป็นเรื่องความสงบ ถ้าเราทำอย่างนั้นแล้วมีความสุขใจเหลือเกิน อันนี้ก็ไม่ใช่ธรรมะที่ดีนะ แต่เราต้องวางสุขหรือทุกข์ไว้สองข้าง ความรู้สึกต้องไปกลางๆ เดินผ่านมันไปกลางๆ เราก็มองดู สุขก็เห็น ทุกข์ก็เห็น แต่เราไม่ปรารถนาอะไร เดินมันเรื่อยไป เราไม่ต้องการสุข เราไม่ต้องการทุกข์ เราต้องการ ความสงบ จิตใจของเราไม่ต้องแวะไปหาความสุข ไม่ต้องแวะไปหาความทุกข์ ก็เกินมันไปเรื่อยเป็นสัมมาปฏิปทา เป็นมรรคมีองค์แปด มีสัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบเกิดขึ้นแล้ว สัมมาสังกัปปะ คือ ความดำริวิตกวิจาร มันก็ชอบทั้งนั้น อันนี้เป็นสัมมามรรคเป็นมรรคปฏิปทา ถ้าจะทำอย่างนี้ให้เกิดอย่างนั้น

ทีนี้เราได้ฟังเราก็ไปคิดดู ธรรมะทั้งหมดนี้ ท่านต้องการให้ปล่อยวาง ปล่อยวางจะเกิดขึ้นมานั้น ต้องรู้ความเป็นจริง ถึงจะปล่อยวางได้ ถ้าความรู้ไม่เกิด ก็ต้องมีการอดทน มีการพยายาม มีการปฏิบัติธรรมอยู่ มันต้องใช้ทุนอยู่เสมอทีเดียว เรียกว่าต้องปฏิบัติธรรม แต่เมื่อมันรู้เห็นหมดแล้ว ธรรมะก็ไม่ได้แบกเอาไปด้วย อย่างเลื่อยคันนี้ เขาจะเอาไปตัดไม้ เมื่อเขาตัดไม้หมดแล้ว อะไรก็หมด เลื่อยก็เอาวางไว้เลย ไม่ต้องไปใช้อีก เลื่อยคือธรรมะ ธรรมะต้องเอาไปปฏิบัติเพื่อให้บรรลุมรรคผล ถ้าหากว่ามันเสร็จแล้ว ธรรมะที่อยู่ก็วางไว้ เหมือนเลื่อยที่เขาตัดไม้ ท่อนนี้ก็ตัด ท่อนนี้ก็ตัด ตัดเสร็จแล้วก็วางไว้ที่นี่ อย่างนั้นเลื่อยก็ต้องเป็นเลื่อยไม้ก็ต้องเป็นไม้ นี่เรียกว่าถึงหยุดแล้ว ถึงจุดของมันที่สำคัญแล้ว สิ้นการตัดไม้ ไม่ต้องตัดไม้ ตัดพอแล้ว เอาเลื่อยวางไว้

การประพฤติปฏิบัติต้องอาศัยธรรมะ ถ้าหากว่าพอแล้ว ไม่ต้องเพิ่มมัน ไม่ต้องถอนมัน ไม่ต้องทำอะไร ปล่อยวางอยู่อย่างนั้น เป็นไปตามธรรมชาติอันนั้น ถ้าไปยึดมั่นหมายมั่น สงสัยอันนี้เป็นอย่างนั้น มันอยู่ไกลเหลือเกิน อยู่ไกลมากทีเดียว ยังเป็นเด็กอยู่ ยังเป็นเด็กอมมืออยู่นั่นแหละ ทำอะไรไม่ถูกอยู่นั่น ไม่เอาแล้วอย่างนั้น มันเป็นทุกข์ต้องดู ต้องดูออกจากจิตใจของเรา ดูมันปล่อยมัน ดูว่าอะไรมันเกิดขึ้น ก็รู้ว่าอันนี้ไม่แน่ อันนี้เกิดไม่จริง อันนี้มันปลอม ความจริงมันก็อยู่อย่างนั้น ที่เราอยากให้อันนั้นเป็นอันนี้ อันนี้เป็นอันนั้น นั่นไม่ใช่ทาง มันเป็นอยู่อย่างนั้น ก็วางมันเสีย ความสงบเกิดขึ้นได้ เราข้ามไปข้ามมา มันไม่รู้เรื่อง ก็เป็นทุกข์ตลอดเวลา หายสงสัยเสีย อย่าไปสงสัยมัน เลิกมันเถอะ อย่างไปเป็นทุกข์หลายพอแล้ว ปล่อยวางมันเสีย



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #533 เมื่อ: 16 ก.ค. 13, 11:04 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

การปล่อยวาง : การปฏิบัติตนเพื่อหลุดพ้นจากความทุกข์ ตอนที่ 2

ตรวจหาข้อบกพร่องแล้วนำมาปรับปรุงแก้ไข
ถ้าเราทำงานรับผิดชอบด้านใดก็แอบไปดูเสียบ้าง...ว่างๆ แอบไปเยี่ยมโรงงานนั้นไปโรงงานนี้ เพื่อจะได้สนทนาปราศรัยกับเจ้าของโรงงาน ไต่ถามเรื่องอะไรต่างๆ ว่ามีความบกพร่องอะไรเป็นอย่างไรจะแก้ใขอะไรบ้างให้รัฐร่วมแรงร่วมใจอะไรบ้าง ก็จะได้รู้เรื่อง มันต้องไปอย่างนั้น...แอบไป ไม่ต้องเอาตำรวจไปก็ได้ ไม่มีใครทำร้ายหรอก..ไปเถอะ
นายกรัฐมนตรีของนิวซีแลนด์ เที่ยวเดินในตลาดไม่มีตำรวจตามหลัง มีเลขานุการคนเดียว...เดินดูห้องโชว์ทางหน้าต่าง เขาเรียกว่าวินโด้โชว์ เดินดูโน่นดูนี่ไปพอเลิกงานตอนเที่ยงแกเดินไปกินข้าวบ้านไหนก็ได้ ไปกันสองคนกับเลขาฯ ไปนั่งกินเฉย...สบายๆ ไม่ต้องเอาตำรวจไปล้อมหน้าล้อมหลัง เพราะเขาเลือกขึ้นมาให้เป็นนายกฯ ก็ไม่มีใครมุ่งร้าย แต่ถ้าเข้ามาเองโดยไม่มีใครเลือก มันก็อันตราย...กลัว...เป็นโรคประสาท นอนไม่หลับพอออกจากนายกฯ ก็ยิ้มออกหน่อยไม่ต้องกลัวอะไรแล้ว ไปไหนก็ไปได้อย่างอิสระจะมาฟังเทศน์ที่วัดชลประทานฯ ก็ได้ ไม่ต้องให้ตำรวจคุณมา...มาเอง มันก็สะดวกขึ้น...เสรีขึ้น
นายกฯต่างประเทศเขาไปอย่างนั้นนึกจะไปเขาก็ไปตามเรื่องของเขา ขับรถไปนอกบ้านนอกเมือง เขาก็ขับไป ๒ คนกับเลขาฯ พอได้คุยกัน ให้จดนั่นจดนี่ เห็นอะไรก็บันทึกมาให้ เขาทำงานอย่างนั้น เขาเป็นคนของประชาชน เข้าถึงประชาชน บ้านเมืองก็ดีขึ้น

การปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้นจากทุกข์
อันนี้พูดเรื่อง “พิจารณาตัวเอง” เลยลื่นไหลไปถึงการเมืองการบ้าน ลื่นไว้บ้างก็ดีเหมือนกัน ตอนนี้เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อ เขาจะสร้างระบบกัน...ให้มันก้าวหน้าไปในระบอบประชาธิปไตย



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #534 เมื่อ: 16 ก.ค. 13, 11:06 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เรามาพูดธรรมะกันต่อไปดีกว่า เพราะว่าเรามาวัดเรามาเพื่อศึกษาธรรมะนี้ก็เพื่อให้หลุดพ้นจากความทุกข์ในชีวิตประจำวัน
รู้จักความทุกข์
ญาติโยมมีความทุกข์อยู่บ้างหรือเปล่า? ถ้าเรียกมาสัมภาษณ์ทีละคนๆ ก็จะรู้ว่ามีเรื่องมีความทุกข์..กลุ้มใจ บางทีบอกว่า “โอ๊ย กลุ้มใจเหลือเกินค่ะ”
ถามว่า “กลุ้มใจเรื่องอะไร”...“บอกไม่ถูก”กลุ้มโดยไม่รู้เรื่องนี้มันลำบากนะ ถ้ากลุ้มรู้เรื่องนี้มันมีทางแก้กลุ้มเพราะอะไร นี่เรียกว่ารู้จักทุกข์
หลักอริยสัจของพระพุทธเจ้า ข้อแรกให้รู้จักทุกข์ให้รู้จักทุกข์ในชีวิตประจำวัน ให้รู้ว่าอะไรมันเกิดขึ้น เป็นทุกข์เพราะอะไร กลุ้มใจเรื่องอะไร มีปัญหาเรื่องอะไร นี่รู้จักทุกข์
รู้สาเหตุของความทุกข์
ข้อสอง เมื่อพบความทุกข์ ตามหลักการก็ต้องสืบต่อไปว่า เหตุมันมาจากไหน เหตุที่จะให้เกิดความทุกข์มันอยู่ที่อะไร?...โดยมากเราก็นึกไปถึงสิ่งภายนอก นึกไปถึงบุคคลบ้าง เหตุการณ์บ้าง อะไรต่ออะไรบ้าง ด้วยประการต่างๆ การนึกไปในรูปอย่างนั้นแก้ไม่ได้
ถ้านึกให้ถูกให้ตรงเป้าก็ต้องนึกว่า ดิฉันทำผิดอะไรสักอย่าง”...ทำผิด อย่างน้อยๆ ทำผิดก็เพราะว่ารับสิ่งนั้นไว้ผิด รับด้วยอวิชชา...ด้วยความไม่รู้ไม่เข้าใจในเรื่องอย่างนั้นๆ ถ้ารับไว้ด้วยวิชชา มันก็ไม่เป็นทุกข์หรอก นี่รับไว้ด้วยอวิชชา...ด้วยความโง่เขลา รับสิ่งนั้นมาแล้วเอาสิ่งนั้นมายึดไว้ในใจ เอามากกเอามากอดไว้ที่ในใจของเรา ไม่ยอมปล่อย ไม่ยอมวาง เขาสอนให้ปล่อยก็ปล่อยไม่ได้สอนให้วางก็วางไม่ได้ เอามายึดอยู่นั่นแหละยึดให้เป็นทุกข์ จะได้นั่งร้องไห้เล่น จะได้เอาน้ำตาอวดคนเสียหน่อย อย่างนี้ก็เรียกว่ารับไว้ผิด เมื่อรับไว้ผิดมันก็กลุ้มใจอยู่เรื่อยไป...ไม่จบไม่ต้น
แต่ถ้าเรารู้ว่าอันนี้เป็นความทุกข์ แล้วก็ศึกษาว่าเหตุมันอยู่ที่ตรงไหน... อย่าไปนึกถึงเหตุภายนอก แต่นึกว่าเหตุมันอยู่ที่ตัว “อุปาทาน”
ทุกข์เพราะความยึดถือ (อุปาทาน)
อุปาทาน แปลว่า เข้าไปยึดถือไว้ว่าเป็นของตัวภาษาพระเรียกว่าอุปาทานแปลว่า ยึดถืออยู่ในเรื่องนั้นติดอยู่ในเรื่องนั้น คิดถึงอยู่ในเรื่องนั้น แล้วก็ไปยึดถือด้วยความเขลา ไม่ได้ใช้ปัญญามาพิจารณา จึงได้เกิดความทุกข์เพราะอุปาทาน...การเข้าไปยึดเอาไว้ไม่ยอมปล่อยไม่ยอมวาง
เมื่อไม่ยึดถือก็ไม่เป็นทุกข์
ใครมาอธิบายให้ฟังให้ปล่อยก็ปล่อยไม่ได้ เพราะไม่เคยหัดปล่อย เคยหัดกำไว้ตลอดเวลา หัดยึดถือมาตั้งแต่ตัวน้อยๆ เป็นเด็กก็สอนให้ยึดถือคุณนั่นของกูคุณนี่ของกูเรื่อยมา ก็เลยยึดถืออย่างนั้นอย่างนี้ ไม่รู้จักคิดปล่อยคิดวาง วางมันง่าย...แต่ไม่วาง จับไว้มั่นไม่ปล่อยมันก็ไม่พ้นจากความทุกข์ความเดือดร้อนทางใจ
ทางจะแก้ปัญหาซีวิตนั้น เราจะต้องรู้จักในเรื่องความทุกข์ให้เข้าใจชัดเจน รู้จักทุกข์ให้มันชัดเจน ทุกข์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันนี่ต้องรู้ให้ชัดเจน



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #535 เมื่อ: 16 ก.ค. 13, 11:07 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เมื่อเรากลุ้มใจก็อย่านั่งกลุ้มเพียงอย่างเดียว แต่ควรจะถามตนเองว่า กลุ้มใจเรื่องอะไร?...เราก็รู้ว่ากลุ้มเรื่องอะไร เพราะว่าเราเองเป็นผู้กลุ้ม คนอื่นเขาไม่ได้มาพลอยกลุ้มใจไปกับเรา เรากลุ้มของเราเอง เรากลุ้มเรื่องอะไรเรารู้...รู้เรื่องนั้น เมื่อรู้แล้วก็ควรจะคิดด้วยปัญญาให้เห็นเรื่องนั้นชัดเจนแจ่มใส
เช่น สมมุติว่าสมาชิกในครอบครัวถึงแก่กรรมลงไป ก็เป็นธรรมดาคนที่อยู่ข้างหลังนั้นก็ต้องมีความเศร้าโศกเสียใจ เพราะพลัดพรากจากสิ่งที่เรารัก เราชอบใจ เราต้องการให้อยู่...ไม่ได้อยู่สมดังที่เราต้องการเราก็มีความทุกข์เกิดขึ้น ทุกข์ตัวนั้นเกิดขึ้นเพราะอะไรเพราะเรานึกว่าเป็น “ของเรา” สามีของเรา ลูกของเราหลานของเรา ญาติของเรา แล้วก็มีความทุกข์กับบุคคลนั้นๆ ถ้าคนนั้นมีความดีมากๆ เราก็ยิ่งทุกข์มาก เสียดาย“ดี” เสียดายว่า “ดี” มันหมดไปเสียแล้ว เพราะร่างกายนั้นไม่สามารถจะรองรับความดีได้ต่อไป
เหมือนจานสำหรับใส่อาหาร เมื่อจานแตกเราก็เสียดายตรงนั้นเสียดายเพราะไม่ได้ใส่อาหารต่อไป เราเสียดายตรงนั้น...พอถึงแก่กรรมไปเราก็เสียดายว่าคนนั้นไม่มีโอกาสทำความดีต่อเพื่อนมนุษยอีก ถ้ายังอยู่ก็จะได้ทำความดีต่อไป คนดีมากก็ทำให้เราเสียดายมากเพราะเรารักมาก เราก็เสียดายมาก เราเห็นประโยชน์ของคนนั้น
ความหมายมันว่าเป็น “ของฉัน”
แต่ว่ารักนี้ “รักให้เป็นทุกข์”ก็มี “คู่รักไม่ให้เป็นทุกข์”ก็มีเหมือนกัน รักให้เป็นทุกข์ก็คือรักด้วยความยึดถือหลงใหลในบุคคลนั้นสำคัญว่าเป็น“ของฉัน”อยู่ตลอดเวลา...ก็เป็นทุกข์ แต่ถ้าเรารักคุณงามความดีของบุคคลนั้นไม่ใช่รักร่างกายของเขา เรารักความดีที่อยู่ภายในใจของเขา ความดีนั้นเป็นของที่อยู่ตลอดเวลา มีอยู่ตลอดเวลา แต่มันเข้าไปอาศัยในใจของบุคคลผู้นั้น เรียกว่าอาศัยร่างของคนนั้นอยู่
ร่างทรงของพระธรรม...ร่างทรงของผี
เหมือนกับพวกคนทรงเจ้าเข้าผีเขาพูดกัน...ขอร่างหน่อยเถอะ... เอาไปทำอะไร?...เอาไปให้เจ้าเข้าหน่อย..เอาไปทรงเจ้า..เห็นคนรูปร่างหน้าตาดีๆก็เอาไปทรงเจ้าเสีย...เป็นร่างทรงแล้วก็ได้ปัจจัย เป็นร่างทรงนี่ได้ปัจจัย
มีหนูคนหนึ่งบอกว่า “เดี๋ยวนี้หนูค่อยสบายหน่อยเขาให้เป็นร่างทรง มีรายได้ประจำวันลูกศิษย์ที่เลื่อมใสวิญญาณที่เข้าทรงก็มากขึ้น” แต่ว่าวิญญาณให้อะไรไม่ได้ก็ต้องให้แก่ผู้เป็นร่างทรง...ให้ปัจจัย
บ้านช่องไม่ดีก็ไปช่วยสร้างช่วยซ่อมให้ ให้ได้รับความสะดวก เอาผีมาเป็นเครื่องมือหากินไป มันก็พออยู่ได้เหมือนกัน เดี๋ยวนี้แยะนะ... เอาผีมาใช้ เอาวิญญาณของคนตายมาใช้ เอาร่างเป็นร่างทรงอย่างนี้
ร่างกายของเราทุกคนนี้อย่าเอาเป็นร่างทรงของผีอย่างนั้นเลย แต่เอาใช้เป็นร่างทรงของพระธรรมให้เอาพระธรรมเข้ามาสิงสถิตอยู่ในใจของเรา เอาร่างกายเป็นร่างทรงพระธรรม



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #536 เมื่อ: 16 ก.ค. 13, 11:09 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

คนใดที่ให้ร่างกายเป็น “ร่างทรงของพระธรรม”คนนั้นเป็นคนดี
ถ้าคนใดเอาร่างกายเป็น “ร่างทรงของผี”...คนนั้นเป็นคนร้าย
อย่าใช้ร่างกายเป็นที่อาศัยของกิเลส
คำว่า “ร่างทรงของผี”หมายความว่า เอาร่างกายนี้ไปเป็นที่อาศัยของกิเลส เป็นที่อาศัยของความโลภของความโกรธ ความหลง ความริษยา พยาบาท มานะแข่งดีถือตัว ยกตนข่มท่าน ตีตนเสมอท่าน ไม่รู้จักบุญคุณคนอะไรต่างๆ เอาร่างไปใส่สิ่งนั้น บรรจุสิ่งนั้นไว้เต็มอัตราศึก ร่างกายนั้นก็ไม่เป็นประโยชน์แก่ใครเวลาตายก็ไม่มีใครคิดถึง เพราะไม่มีความดีให้คิดถึงจะไปคิดถึงอะไร....?
พวก “คุณเสือ” ตายนี่ไม่มีคนเสียใจหรอก มีแต่พูดว่า “เออ! ตายเสียทีก็ดีแล้ว แผ่นดินจะได้สูงขึ้นหน่อย”หมายความว่าเมื่อมีชัวตอยู่แผ่นดินทรุดลงไปด้วยความหนักของคนๆนั้น...หนักความชั่ว...ไม่ใช่เรื่องอะไร พอตายก็ “สาธุ! ตายเสียได้ก็ดีแล้ว แผ่นดินจะได้สูงขึ้นสักหน่อย ”
มีเรื่องเล่าไว้ในธรรมบทว่า...มีพระเจ้าแผ่นดินอยู่องค์หนึ่ง โหดร้ายทารุณกับประชาชน ทีหลังสวรรคตชาวบ้านยกธงทั้งเมืองเลย ยกธง ตามประทีปโคมไฟสว่างไสว แสดงความดีใจ แต่มีนายประตูนั่งร้องไห้...นั่งร้องอยู่คนเดียว คนเข้าไปถามว่า “คนเขาดีใจกันทั้งเมืองที่พระราชาองค์นี้ตาย ท่านร้องไห้ทำไม?”
เขาบอกว่า “กลัว”
ถามว่า “กลัวอะไร?”
“กลัวว่าพระราชาไปเกิดเมืองนรกจะไปสร้างปัญหาให้แก่พวกเมืองนรกอีก”
อยู่เมืองคนก็สร้างปัญหาไว้เยอะ กลัวว่าจะไปสร้างปัญหาให้แก่เมืองนรกอีก...แกจึงเสียใจ วิตกกังวลแทนชาวนรกทั้งหลายว่าจะได้วิญญาณร้ายไปเกิด จะไปสร้างปัญหาต่อไป แกเสียใจอย่างนั้น ไม่ใช่เสียใจเพราะเสียดายอะไร...ไม่ใช่ เสียใจว่าจะไปสร้างปัญหาต่อไปเพราะอยู่เมืองคนสร้างปัญหาตลอดเวลา
คน...ถ้าใช้ร่างกายในทางอย่างนี้ ก็ไม่เป็นที่รักของใครๆไม่เป็นที่ชอบใจของใครแต่ถ้าร่างกายของเขาเป็นที่อาศัยของพระธรรม เขาทำแต่เรื่องดี คิดแต่เรื่องดีพูดแต่เรื่องดี ทำเรื่องดี ทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อประโยชน์เพื่อความสุขแก่ประชาชนเท่าที่ตนสามารถจะกระทำได้เราได้รับประโยชน์จากคนนั้น เราก็เสียดาย อย่างนี้ก็เรียกว่า...เสียใจเป็นทุกข์เพราะเราไปยึดในร่างกายของคน ๆ นั้น




noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #537 เมื่อ: 17 ก.ค. 13, 08:40 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

พระพุทธเจ้า 26 พระองค์นั้นมีเวลายาวนานแค่ไหนในแต่ละองค์มีระยะเวลากี่ปีนั้นคงจะไม่มีใครบันทึกไว้ได้ละเอียดของพระพุทธโคดมซึ่งเป็นองค์ที่ 27 ระยะเวลาที่บันทึกไว 2556 ปี และหากรวมองค์อื่นถ้ามีการบันทึกไว้ก็ต้องเป็นหมื่นปีเราจะหาการบันทึกเหล่านี้ได้ที่ใด ใครรู้เข้ามาให้ความกระจ่างทีครับ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #538 เมื่อ: 17 ก.ค. 13, 08:52 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

พระตัณหังกรพุทธเจ้า โดยอาจารย์เทวฤทธิ์ อยู่สุนทร



พระตัณหังกรพุทธเจ้า เป็นพระพุทธเจ้าองค์แรกในสารมณฑกัป ของเมื่อ 4 อสงไขยกับแสนกัปที่แล้ว พระพุทธเจ้าองค์ต่อไปคือ พระเมธังกรพุทธเจ้า ซึ่งเป็นพระพุทธเจ้าองค์ที่ ๒ ของกัปนั้น
ข้อมูลส่วนพระพุทธองค์ [1][แก้]

ฉายา ผู้กล้าหาญ
บำเพ็ญบารมี ๑๖ อสงไขยแสนกัป
วรรณะ กษัตริย์
พระพุทธบิดา พระพุทธมารดาพระเจ้าอานันทะ และนางสุนันทา
พระนคร ปุปผวดี
ใช้ชีวิตฆราวาส ๑๐,๐๐๐ ปี
ยานพาหนะที่ใช้ออกบวช ทรงประทับบนหลังช้าง
ระยะเวลาการบำเพ็ญเพียร ๗ วัน
ต้นไม้ตรัสรู้ ต้นไม้พญาสัตตบรรณ
อายุขัย ๑๐๐,๐๐๐ ปี มากกว่าองค์ปัจจุบัน ๙๙,๙๒๐ ปี



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #539 เมื่อ: 17 ก.ค. 13, 08:56 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

พระตัณหังกรพุทธเจ้าถัดไป
-2leftarrow.pngพระพุทธเจ้าในอดีต องค์ที่ ๑
(๑๖ อสงไขย)2rightarrow.pngพระเมธังกรพุทธเจ้า
(๑๖ อสงไขย)

[ซ่อน] ด พ ก
พระพุทธเจ้าในศาสนาพุทธ ทั้งฝ่ายเถรวาทและมหายาน
ประเภทของพุทธะ
อนุพุทธะ ปัจเจกพุทธะ สัมมาสัมพุทธะ
พระพุทธรูป
พระพุทธเจ้าในอดีต
(ตามคัมภีร์พุทธวงศ์)
พระตัณหังกรพุทธเจ้า พระเมธังกรพุทธเจ้า พระสรณังกรพุทธเจ้า พระทีปังกรพุทธเจ้า พระโกณฑัญญพุทธเจ้า พระมังคลพุทธเจ้า พระสุมนพุทธเจ้า พระเรวตพุทธเจ้า พระโสภิตพุทธเจ้า พระอโนมทัสสีพุทธเจ้า พระปทุมพุทธเจ้า พระนารทพุทธเจ้า พระปทุมุตรพุทธเจ้า พระสุเมธพุทธเจ้า พระสุชาตพุทธเจ้า พระปิยทัสสี พระอัตถทัสสีพุทธเจ้า พระธรรมทัสสีพุทธเจ้า พระสิทธัตถพุทธเจ้า พระติสสพุทธเจ้า พระปุสสพุทธเจ้า พระวิปัสสีพุทธเจ้า พระสิขีพุทธเจ้า พระเวสสภูพุทธเจ้า พระกกุสันธพุทธเจ้า พระโกนาคมนพุทธเจ้า พระกัสสปพุทธเจ้า
พระพุทธเจ้าในปัจจุบัน
พระโคตมพุทธเจ้า
พระพุทธเจ้าในอนาคต
(ตามคัมภีร์อนาคตวงศ์)
พระศรีอริยเมตไตรย พระรามะสัมพุทธเจ้า พระธรรมราชาสัมพุทธเจ้า พระธรรมสามีสัมพุทธเจ้า พระนารทสัมพุทธเจ้า พระรังสีมุนีสัมพุทธเจ้า พระเทวเทพสัมพุทธเจ้า พระนรสีหสัมพุทธเจ้า พระติสสะสัมพุทธเจ้า พระสุมังคละสัมพุทธเจ้า
พระธยานิพุทธะ
พระไวโรจนพุทธะ พระอักโษภยพุทธะ พระอมิตาภพุทธะ พระรัตนสัมภวพุทธะ พระอโมฆสิทธิพุทธะ
พระพุทธเจ้าองค์อื่นๆ
ตามคติมหายาน
อาทิพุทธะ พระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคต พระสัทธรรมวิทยาตถาคต พระสหัสประภาราชาศานติสถิตยตตถาคต พระประภูตรัตนะ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า

หน้า: 1 ... 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16

 
ตอบ
ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
: