Sanook.commenu

ดูดวง ดวงความรัก ทํานายฝัน เซียมซี กราฟชีวิต ไพ่ยิปซี เกมทายใจ เรื่องผี พระเครื่อง ดูทีวี ฟังเพลง ฟังหวยออนไลน์

Sanook! Horoscope

เมนู

หน้า: 1 ... 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: สาระธรรมกับ destinygoal  (อ่าน 23456 ครั้ง)
add
เรทกระทู้
« ตอบ #540 เมื่อ: 17 ก.ค. 13, 09:02 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 

ชื่อจารึก จารึกด้านหลังฐานพระพุทธรูปพระพุทธตัณหังกร
อักษรที่มีในจารึก ฝักขาม
ศักราช พุทธศตวรรษ ๒๑ - ๒๒
ภาษา ไทย
ด้าน/บรรทัด จำนวนด้าน ๑ ด้าน มี ๑ บรรทัด
วัตถุจารึก หินทรายสีน้ำตาล
ลักษณะวัตถุฐานพระพุทธรูป ชำรุดเหลือเฉพาะฐานและพระบาท
ขนาดวัตถุกว้าง ๒.๘ ซม. สูง ๓๙ ซม.
บัญชี/ทะเบียนวัตถุ๑) กองหอสมุดแห่งชาติ กำหนดเป็น "พย. ๗๕"
๒) ในหนังสือ จารึกล้านนา ภาค ๑ เล่ม ๑ กำหนดเป็น "พย. ๗๕ จารึกฐานพระพุทธรูปพระพุทธตัณหังกร พุทธศตวรรษที่ ๒๑ - ๒๒"
๓) ในหนังสือ ประชุมจารึกเมืองพะเยา กำหนดเป็น "พย. ๗๕ จารึกฐานพระพุทธรูปพระพุทธตัณหังกร”
ปีที่พบจารึกไม่ปรากฏหลักฐาน
สถานที่พบไม่ปรากฏหลักฐาน
ผู้พบไม่ปรากฏหลักฐาน
ปัจจุบันอยู่ที่วัดลี ตำบลในเวียง อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา
พิมพ์เผยแพร่๑) จารึกล้านนา ภาค ๑ เล่ม ๑ (กรุงเทพฯ : มูลนิธิเจมส์ เอช ดับเบิ้ลยู ทอมป์สัน, ๒๕๓๔), ๒๓๐.
๒) ประชุมจารึกเมืองพะเยา (กรุงเทพฯ : ศิลปวัฒนธรรม, ๒๕๓๘), ๕๑๑ - ๕๑๓.
เนื้อหาโดยสังเขปกองหอสมุดแห่งชาติได้กำหนดให้จารึกหลักนี้เป็น จารึกอักษรฝักขาม อายุพุทธศตวรรษที่ ๒๑ - ๒๒
ผู้สร้างไสพ่อ (?)
การกำหนดอายุระบุชื่อพระพุทธรูป คือ "พระพุทธตัณหังกร" และบุคคลผู้สร้างพระพุทธรูป คือ "ไสพ่อเ -"
ข้อมูลอ้างอิงเรียบเรียงข้อมูลโดย : นวพรรณ ภัทรมูล, โครงการฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทย, ศมส., ๒๕๔๙, จาก :
๑) โครงการวิจัยการปริวรรตและชำระจารึกล้านนา, “พย. ๗๕ จารึกฐานพระพุทธรูปพระพุทธตัณหังกร พุทธศตวรรษที่ ๒๑ - ๒๒,” ใน จารึกล้านนา ภาค ๑ เล่ม ๑ : จารึกจังหวัดเชียงราย น่าน พะเยา แพร่ (กรุงเทพฯ : มูลนิธิเจมส์ เอช ดับเบิ้ลยู ทอมป์สัน, ๒๕๓๔), ๒๓๐.
๒) โครงการวิจัยการปริวรรตและชำระจารึกล้านนา, “พย. ๗๕ จารึกฐานพระพุทธรูปพระพุทธตัณหังกร,” ใน ประชุมจารึกเมืองพะเยา (กรุงเทพฯ : ศิลปวัฒนธรรม, ๒๕๓๘), ๕๑๑ - ๕๑๓.
ภาพประกอบภาพสำเนาจารึกจาก : ภาควิชาภาษาตะวันออก คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๔๕ (เลขทะเบียน CD; INS-TH-25, ไฟล์; PY 75. copy 1)



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #541 เมื่อ: 17 ก.ค. 13, 09:05 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

1. องค์สมเด็จพระพุทธตัณหังกร - ผู้กล้าหาญ

ประสูติในตระกูล กษัตริย์
พระพุทธบิดา พระนามว่า พระเจ้านันทราช
พระพุทธมารดา พระนามว่า พระนางสุนันทราชาเทวี
เสด็จออกบรรพชาหลังจากครองราชย์ได้ 10,000 ปี
ทรงบำเพ็ญเพียรเพื่อตรัสรู้ นาน 7 วัน
พระวรกายสูง 18 ศอก
ปรินิพพานเมื่อพระชนมายุ 20,000 ปี



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #542 เมื่อ: 17 ก.ค. 13, 09:11 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

รวมระยะเวลาของพระพุทธเจ้าทั้ง 28 องค์ รวมประมาณ 2 ล้าน 1 แสนปี ครับ ระยะเวลายาวนานมากประวัติของแต่ละองค์จึงไม่มีข้อมูลที่ละเอียดพอต้องมีคนหาข้อมูลและศึกษารายละเอียดโดยเฉพาะครับ แต่คงจะหายากมากทีเดียวครับ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #543 เมื่อ: 17 ก.ค. 13, 09:18 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

พระพุทธเจ้าองค์แรก พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า พระตัณหังกรพุทธเจ้า
พระพุทธเจ้าที่มาตรัสรู้เป็นพระองค์ที่ ๑ ใน “สารมัณฑกัป”( กัปแรก )

สมเด็จองค์ปฐม” ก็คือพระพุทธเจ้าองค์แรกหรือองค์ที่ ๑ เรียกว่า “องค์ปฐม”

สมเด็จองค์ปฐมทรงพระนามว่า “สมเด็จพระพุทธสิกขีที่ ๑” แต่พระพุทธเจ้าที่ตรัสรู้ผ่านไปแล้ว อาจจะมีชื่อซ้ำกันก็ได้ โดยเฉพาะ ชื่อนี้มีด้วยกันถึง ๕ พระองค์ จึงเรียกขานกันว่าเป็น “สมเด็จพระพุทธสิกขีที่ ๑” พระองค์จึงทรงเป็นต้นพระวงศ์ ของ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ จึงสมควรยกย่องพระองค์ว่าทรงเป็น “สมเด็จองค์ปฐมบรมครู” อย่างแท้จริง



ในสารมัณฑกัป พระโพธิสัตว์พระนามว่า “ ตัณหังกร” ได้มาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าพระองค์ที่ ๑

พระเจ้าอานันทะแห่งพระนครปุปผวดี เป็นพระพุทธบิดา พระนางสุนันทาเทวี พระอัครมเหสีเป็นพระพุทธมารดา

ทรงครองฆราวาสวิสัยอยู่ ๑๐,๐๐๐ ปี

พระองค์ได้ทรงสร้างสมพระบารมีมาเป็นเวลา ๑๖ อสงไขย ๑๐๐.๐๐๐ มหากัป

พระองค์เสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ ( เสด็จออกผนวช )

ทรงใช้เวลาในการบำเพ็ญเพียรอยู่เพียง ๗ วัน

ทรงตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ณ โคนต้นพญาสัตตบรรณ ( ต้นตีนเป็ดขาว )

และเมื่อพระพุทธเจ้าตัณหังกรได้ทรงกระทำพุทธกิจตลอดพระชนมายุ ๑๐๐,๐๐๐ ปีของพระองค์แล้ว พระองค์ก็เสด็จดับขันธปรินิพพาน



พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันของพวกเรา ได้ทรงบำเพ็ญมหาทานไว้ในศาสนาของ พระพุทธเจ้าตัณหังกรพระองค์นี้เป็นอันมาก แต่ก็มิได้รับพุทธพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าตัณหังกรว่า “ พระองค์จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ” เนื่องด้วยในเวลานั้น ธรรมสโมธานทั้ง ๘ ประการ ของพระพุทธเจ้าของพวกเรา ยังไม่ถึงความบริบูรณ์
ธรรมะ สัตบุรุษ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #544 เมื่อ: 17 ก.ค. 13, 09:19 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

โดยทั่วไปเราจะรู้ รึเข้าใจ ว่าปฐมวงศ์ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าคือ พระทีปังกรพุทธเจ้า ซึ่งไม่ใช่ ยังมีมาก่อนพระทีปังกรพุทธเจ้าอีก 3 พระองค์ แต่เราไม่ค่อยมีข้อมูลเท่านั้น จึงไม่เป็นที่รู้จักกันนัก ลองไปหาอ่านดูใน วิกิพีเดีย


อยากทราบว่า ข้อมูลมาจากไหนหรอครับ ว่าพระพุทธเจ้าองค์แรกคือองค์นี้

เพราะเท่าที่รู้มา ทราบมาว่าวัฏฏะหาเบื้องต้น ไม่ได้ ก็น่าจะมีพระพุทธเจ้ามากนับไม่ได้เช่นกัน

ส่วนพระทีปังกรพุทธเจ้า ที่คนส่วนมากคิดว่าเป็นองค์แรกนั้นเพราะยกขึ้นมาเป็นลำดับแรกบ่อย
ด้วยเหตุผลที่ว่า เป็นพระพุทธเจ้าองค์แรกที่พยากรณ์ว่าพระสมณโคดมพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันนี้จะได้ตรัสรู้
เป็นพระพุทธเจ้าในกาลต่อมา

และเมื่อพระโพธิสัตว์ถูกพยากรณ์ด้วยพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งเป็นครั้งแรกแล้ว
พระโพธิสัตว์นั้นจากอนิยตโพธิสัตว์(คือยังไม่เที่ยงต่อการตรัสรู้)เป็นนิยตโพธิสัตว์(คือเที่ยงต่อการตรัสรู้ในกาลต่อมา) เพราะพระดำรัสของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ย่อมไม่เป็นอื่น



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #545 เมื่อ: 17 ก.ค. 13, 09:20 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ก่อนจะแสดงความเห็นเรื่องพระพุทธเจ้าองค์แรก ขอกล่าวถึงบทสวดมนต์บทหนึ่งก่อนนะครับ ชื่อว่าบท "สัมพุทเธ"
ขึ้นต้นว่า "สัมพุทเธ อัฏฐะวีสัญจะ..."

ในคำแปลบทที่ ๑ ของบทสวดมนต์นี้แปลว่า
ข้าพเจ้าขอนอบน้อมพระสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย ๕๑๒,๐๒๘ พระองค์ด้วยเศียรเกล้าฯ

ในคำแปลบทที่ ๒ ของบทสวดมนต์นี้แปลว่า
ข้าพเจ้าขอนอบน้อมพระสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย ๑,๐๒๔,๐๕๕ พระองค์ด้วยเศียรเกล้าฯ

ในคำแปลบทที่ ๓ ของบทสวดมนต์นี้แปลว่า
ข้าพเจ้าขอนอบน้อมพระสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย ๒,๐๔๘,๑๐๙ พระองค์ด้วยเศียรเกล้าฯ

ตัวเลขที่ยกมานี้มีความหมายนะครับ
ในบทแรกมีที่มาว่า จำนวน ๕๑๒,๐๒๘ พระองค์นั้น คือ จำนวนพระพุทธเจ้าในอดีตที่พระโพธิสัตว์ประเภท "ปัญญาธิกะ" ได้พบ ก่อนจะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า อย่างเช่นเจ้าชายสิทธัตถะท่านก็พบมาจำนวนเท่านี้
ในบทที่สองมีที่มาว่า จำนวน ๑,๐๒๔,๐๕๕ พระองค์นั้น คือ จำนวนพระพุทธเจ้าในอดีตที่พระโพธิสัตว์ประเภท "ศรัทธาธิกะ" ได้พบ ก่อนจะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า
ในบทที่สามมีที่มาว่า จำนวน ๒,๐๔๘,๑๐๙ พระองค์นั้น คือ จำนวนพระพุทธเจ้าในอดีตที่พระโพธิสัตว์ประเภท "วิริยาธิกะ" ได้พบ ก่อนจะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า อย่างเช่นพระศรีอาริย์ท่านเข้าข่ายประเภทนี้

ดังนั้นจำนวนพระพุทธเจ้าในอดีตจึงมีไม่ใช่น้อย เปรียบเทียบแล้วก็เท่ากับจำนวนเม็ดทรายในแม่น้ำคงคาครับ
ส่วนที่ว่า ๒๘ องค์ ตัวเลขนี้คือเศษ ๒ หลักท้ายของ ๕๑๒,๐๒๘ พระองค์ เท่านั้น เป็นตัวเลขน้อยมากๆ ดังนั้นพระตัณหังกรจึงไม่ใช่พระพุทธเจ้าองค์แรก หรือพระพุทธเจ้าองค์ปฐม



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #546 เมื่อ: 17 ก.ค. 13, 09:22 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ความเข้าใจในนามพระพุทธเจ้าที่มักเข้าใจกันผิดว่าเป็นพระพุทธเจ้าองค์แรก (ซึ่งอาจจะถูกในความหมายที่ท่านเข้าใจก็ได้ ลองพิจารณาดูแล้วกัน) เช่น
พระพุทธโกนาคมน์ เป็นพระพุทธเจ้าองค์ปฐม (ของ ๕ องค์) นับจากต้นภัททกัปนี้
พระทีปังกร เป็นพระพุทธเจ้าองค์ปฐม (ของ ๒๕ พระองค์) นับจากพระโพธิสัตว์เริ่มบำเพ็ญปรมัตถบารมี
พระตัณหังกร เป็นพระพุทธเจ้าองค์ปฐม (ของ ๒๘ พระองค์) นับจากต้น ๔ อสงไขยเศษแสนมหากัปสุดท้าย (มีพระทีปังกรเป็นองค์ที่ ๔)
พระศากยมุนีพุทธเจ้า เป็นพระพุทธเจ้าองค์ปฐม (ของ ๓๘๗,๐๒๘ พระองค์) นับจากพระโพธิสัตว์เริ่มบำเพ็ญอุปบารมี
พระพรหมเทวะพุทธเจ้า เป็นพระพุทธเจ้าองค์ปฐม (ของ ๕๑๒,๐๒๘ พระองค์) นับจากพระโพธิสัตว์เริ่มบำเพ็ญบารมี
พระทีปังกรพุทธเจ้า (องค์ก่อน) เป็นพระพุทธเจ้าองค์ปฐมที่พระโพธิสัตว์ได้พบและตั้งปฐมจิตอธิษฐานอยากเป็นพระพุทธเจ้า (เป็นชาติสุดท้ายที่พระโพธิสัตว์เกิดเป็นผู้หญิง)

คราวนี้ก็กลับมาที่พระพุทธเจ้าองค์ปฐมจริงๆ หมายถึงองค์แรกก่อนพระพุทธเจ้าทั้งหมด ไม่มีพระพุทธเจ้าก่อนหน้านี้อีกแล้ว
พระนามของพระพุทธเจ้าองค์ปฐมปรากฏในคัมภีร์ปฐมมูล กล่าวว่าพระองค์มีพระนามว่า ติกขะคัมมะสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ทรงเป็นพระพุทธเจ้าองค์แรก พระองค์จึงไม่เคยได้พบเห็นพระพุทธเจ้าพระองค์ใดมาก่อนเลย การบำเพ็ญพุทธบารมีของพระองค์ท่านนั้นยากยิ่งนัก เพราะไม่มีพุทธจริยาของพระพุทธเจ้าองค์ก่อนให้เห็นเป็นแบบอย่าง แม้การประทับนั่งบนโพธิบัลลังก์เพื่อการตรัสรู้ก็ยาวนานที่สุด โดยประทับนั่งใต้ต้นไม้ ๒๕ ต้น ต้นละ ๒๐๐ ปี รวมทั้งหมดเป็นเวลาถึง ๕,๐๐๐ ปี จึงได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าองค์ปฐม พระองค์มีพระชนมายุ ๑๐๐,๐๐๐ ปี



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #547 เมื่อ: 17 ก.ค. 13, 09:24 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

พระสมณโคตมโคตร ท่านตรัสเกี่ยวกับเรื่องพระพุทธเจ้าไว้แต่เพียงว่าอย่าคิดเลยเรื่องเลยเรื่องว่าเราเกิดมากี่ภพกี่ชาติ พระพุทธเจ้าเกิดมากี่ภพกี่ชาติกี่คนเเล้วอย่าคิดเลยเพราะจะเสียเวลา และปวดหัวเฉยๆ

ให้เธอจงอยู่กับปัจจุบันเถอะ แค่นี้เอง



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #548 เมื่อ: 17 ก.ค. 13, 09:27 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

รวมระยะเวลาของพระพุทธเจ้าทั้ง 28 องค์ รวมประมาณ 2 ล้าน 1 แสนปี ครับ ระยะเวลายาวนานมากประวัติของแต่ละองค์จึงไม่มีข้อมูลที่ละเอียดพอต้องมีคนหาข้อมูลและศึกษารายละเอียดโดยเฉพาะครับ แต่คงจะหายากมากทีเดียวครับ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #549 เมื่อ: 17 ก.ค. 13, 09:46 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

1 อสงไขย คือ จำนวนเหมือน พัน หมื่น แสน ล้าน ...
....1 พัน = 1,000 (หนึ่งแล้วตามด้วย 0 สี่ตัว)
....1 ล้าน = 1,000,000 (หนึ่งแล้วตามด้วย 0 หกตัว)
....1 อสงไขย = สิบยกกำลัง 140 (หนึ่งแล้วตามด้วย 0 ทั้งหมดหนึ่งร้อยสี่สิบตัว)

1 กัป เป็นระยะเวลาที่นานมากไม่มีใครบอกได้ถูกว่ากี่ปี เพียงแต่ได้มีผู้รู้ยกตัวอย่างเพื่อแสดงความยาวนาน ไว้เป็นเรื่องต่างๆ เช่น
...1) สมมุติมีกล่อง 4 เหลี่ยมลูกบาศก์ กว้างxยาวxสูง อย่างละ 1 โยชน์ ทุกๆร้อยปี เอาเมล็ดผักกาดใส่ลงไปเม็ดนึง ทำอย่างนี้จนเต็มกล่องยังไม่สิ้น 1 กัปเลย
...2) สมมุติมีภูเขาเป็นแท่งทึบ กว้างxยาวxสูง อย่างละ 1 โยชน์ เช่นกัน ทุกๆ100 ปี เทวดาเอาผ้าบางๆมาลูบตลอดยอดเขาทีนึง ทำอย่างนี้จนภูเขาเเท่งทึบนั้นราบเสมอพื้นดินยังไม่หมด 1 กัปเลย ( 1 โยชน์ = 16 กิโลเมตร )
...3) 1 กัปประมาณเป็น อายุของจักรวาลที่เริ่มเกิดขึ้นจากการระเบิดครั้งใหญ่ ( Big bang ) ขยายตัวจน ถึงจุดหนึ่งจะค่อยๆยุบตัวแล้วหดกลับเป็นก้อนมวลสารอีกครั้ง (Big Crunsh) ซึ่งปัจจุบันนี้เชื่อว่าจักรวาลนี้ เกิดมาแล้ว ประมาณ หมื่นล้านปี และ ยังขยายตัวอยู่ ยังไม่มีท่าทีที่จะหดกลับเลย
ฯลฯ

พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันนี้ได้รับคำทำนายว่าจะได้เป็นพระพุทธเจ้าครั้งแรกเมื่อ 4 อสงไขย กับแสนกัป ที่แล้ว จากพระพุทธเจ้าพระนามว่า ทีปังกร ที่อุบัติขึ้นในกัปนั้น
ซึ่งในกัปนั้นมีพระพุทธเจ้าอุบัติ 4 พระองค์ คือ พระตัณหังกร พระเมธังกร พระสรณังกร และ พระทีปังกร

ซึ่งตามที่หลายท่านกล่าวมา ก็ถูกต้องแล้ว สังสารวัฏโดยรวมไม่ปรากฏเบื้องต้น และ สิ้นสุด นี่เป็นพระพุทธพจน์เองโดยตรง ซึ่งก็แปลว่าแม้แต่พระโพธิญาณของพระพุทธเจ้าเองก็ยังสาวไปไม่ถึง พระพุทธองค์ทรงรู้เพียงว่า พระองค์เองและอรหันตสาวก สุดแล้วที่ตรงนี้ ดับกิเลสได้สิ้นแล้ว ไม่มีเชื้อที่จะผลักไสให้เวียนวนในสังสารวัฏ อีกแล้ว ดังนั้นจะแบบนี้จะมีพระพุทธเจ้าองค์แรกและองค์สุดท้ายอีกหรือ ซึ่งแม้จริงๆ จะมีอยู่หรือไม่มีก็ตาม แต่ทุกคนถ้ายังไม่สิ้นกิเลสก็จะต้องทนทุกข์เวียนว่ายในสังสารวัฏอยู่ดี ดังนั้นจึงควรทำความเพียร ตัดกิเลส เพื่อที่จะได้หนีไปจากสังสารวัฏ ดีกว่า

สังสารวัฏไม่มีที่สิ้นสุดแต่ก็ยังมีทางออกจากสังสารวัฏ นั้นก็คือ ธรรมะขององค์พระพุทธจ้าทั้งหลาย มี อริยสัจ4 มรรคมีองค์ 8 และ มหาสติปัฏฐาน4 เป็นต้น ซึ่งทางนั้นมีอยู่ พวกเราจักต้องเป็นผู้เดินทางเอง พระพุทธเจ้าแค่เพียงชี้แนวทางให้เท่านั้น



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #550 เมื่อ: 17 ก.ค. 13, 09:49 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เรื่องพระพุทธเจ้าตัณหังกรนั้น คือนับเป็นองค์แรกที่พระพุทธเจ้า ศากยโคตมะ ของพวกเรา เริ่มตั้งจิตอธิษฐานพุทธภูมิ ตอนนั้นเกิดเป็นฤาษีดาบส เริ่มเป็น อนิยตโพธิสัตว์ นับประมาณ ๒๐ อสงไขย แสนกัปป์กว่าๆที่แล้วมาครับ(พระพุทธเจ้าของเราเป็นประเภท ปัญญาธิกะ รวมทั้งหมดนับเริ่มต้นแต่ตั้งจิตอธิษฐานครั้งแรก จนสำเร็จ ใช้เวลา ๒๐ อสงไขย แสนกัปป์ , ส่วนพระศรีอริยเมตไตรย นั้นใช้เวลาสร้างบารมีมานานกว่าตั้ง ๔ เท่าตัวครับ ของท่านใช้เวลา รวมหมด ๘๐ อสงไขย แสนกัปป์ เพราะเป็น วิริยาธิกะ บารมีของท่านจึงมากมหาศาล แต่ก็ทนทุกข์ยากมากกว่า นานกว่า)



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #551 เมื่อ: 17 ก.ค. 13, 09:54 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ที่กล่าวว่า "ยุคนั้นพระโพธิสัตว์ของเราเกิดเป็นพ่อค้าเรือแตกกลางมหาสมุทร พยายามประคองมารดาของตนว่ายข้ามมหาสมุทร " อันนี้ผมก็เคยได้ยินมาเหมือกัน แต่คิดว่าน่าจะเป็นเรื่องที่เล่าต่อๆกันมาโดยคนรุ่นหลังพุทธกาล มากกว่า

ส่วนหลักฐานที่พบในพระไตรปิฏก คือ ในพระไตรปิฏกเล่มที่ 32 ขุททกนิกาย เถราปทาน อัมพฏผลวรรค พุทธาปทานชื่อปุพพกรรมปิโลติ
( http://202.44.204.76/cgi-bin/stshow.pl?book=32&lstart=7849&lend=7924 )

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟังกรรมที่เราทำแล้วของเรา เราเห็นภิกษุผู้ถืออยู่ป่าเป็นวัตรรูปหนึ่งแล้วได้ถวายผ้า เก่า เราปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าเป็นครั้งแรก เพื่อความเป็นพระพุทธเจ้า ในกาลนั้น ผลแห่งกรรม คือการถวายผ้าเก่าย่อมอำนวยผลให้เป็นพระพุทธเจ้า

ซึ่งจะเห็นได้ว่า ตอนที่พระพุทธเจ้าของเรานั้นปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าครั้งแรก ไม่ได้ปรารถนาขณะที่กำลังว่ายน้ำครับดังเรื่องเล่าครับ ส่วนพระนามพระพุทธเจ้าในยุคนั้นไม่ปรากฏในพระไตรปิฏกครับ

ส่วนเรื่องจำแนกพระพุทธเจ้าตามการบำเพ็ญบารมี ของพระพุทธเจ้านั้น ผมหาไม่พบในพระไตรปิฏกครับ แค่ทราบมาว่าคนรุ่นหลังได้มีการแบ่งประเภทพระพุทธเจ้า ดังนี้
...1) ปัญญาธิกะ คือใช้ปัญญาเป็นแกนนำในการบำเพ็ญบารมีเพื่อตรัสรู้ ใช้เวลา 20 อสงไขยกับอีกแสนกัปจึงตรัสรู้ นับจากปรารถนาพุทธภูมิครั้งแรก ได้รับพุทธพยากรณ์ครั้งแรกเมื่อ 4 อสงไขยกับอีกแสนกัปก่อนจะตรัสรู้ พระพุทธเจ้าของเราในปัจจุบันก็อยู่ในประเภทนี้ครับ
...2) ศรัทธาธิกะ คือใช้ศรัทธาเป็นแกนนำ ใช้เวลา 40 อสงไขยกับอีกแสนกัปจึงตรัสรู้ และรับพุทธพยากรณ์ครั้งแรกเมื่อ 8 อสงไขยกับอีกแสนกัปก่อนจะตรัสรู้
...3) วิริยาธิกะ คือใช้วิริยะเป็นแกนนำ ใช้เวลา 80 อสงไขยกับอีกแสนกัปจึงตรัสรู้ และรับพุทธพยากรณ์ครั้งแรกเมื่อ 16 อสงไขยกับอีกแสนกัป พระศรีอาริยเมตไตรย ก็จัดเป็นพระพุทธเจ้าประเภทนี้ครับ

ส่วนที่บางท่านกล่าวว่า พระพุทธเจ้าองค์ที่ 28 ก่อนหน้าพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน
( พระตัณหังกรพุทธเจ้า ) เป็นพระพุทธเจ้าองค์แรกนั้น จริงๆแล้วก่อนหน้านั้นก็มีพระพุทธเจ้าเหมือนกันครับ เพียงแต่ ไม่ได้กล่าวถึงแค่นั้นเอง



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #552 เมื่อ: 17 ก.ค. 13, 13:43 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

หากทุกคนมีการปล่อยวางและไม่ยึดติดสิ่งใด การทำงานก็จะมีประสิทธิภาพมากขึ้นไม่ให้กิเลสไปยึดติดเช่นโลภ โกรธ หลง มีสติคอยควบคุมอยู่ตลอดเวลาก็จะทำให้การดำรงชีวิตมีประสิทธิภาพมากขึ้น ปัญหาที่จะเกิดก็จะน้อยลงขอให้ทุกท่านลองปฏิบัติดูครับ..



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #553 เมื่อ: 17 ก.ค. 13, 16:26 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เชิญร่วมงานแสดงธรรม-ปฏิบัติธรรม เป็นธรรมทาน
เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล แด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ณ หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ บพิตรพิมุข มหาเมฆ

วันอาทิตย์ที่ 28 กรกฎาคม 2556 เวลา 8.00-16.30 น.



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #554 เมื่อ: 17 ก.ค. 13, 16:27 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เชิญร่วมงานแสดงธรรม-ปฏิบัติธรรม เป็นธรรมทาน
เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล แด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ณ หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ บพิตรพิมุข มหาเมฆ

วันอาทิตย์ที่ 28 กรกฎาคม 2556 เวลา 8.00-16.30 น.



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #555 เมื่อ: 18 ก.ค. 13, 18:07 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ศาสนาพุทธสืบต่อเนื่องกันมา 2556 ปี ยืนนานมากทีเดียวและคงจะยืนยงเช่นนี้ตลอดไปครับ..

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #556 เมื่อ: 18 ก.ค. 13, 18:13 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

การกรวดน้ำตั้งแต่บัดนี้จะต้องอธฐานให้กับองค์พระพุทธเจ้าทุกๆพระจะเป็นจำนวนหมื่นแสนล้านองค์,องค์พระอรหันต์ทุกๆพระองค์และพระโพธิสัตว์ ขอให้ได้รับส่วนบุญกุศลทั้งหมด ขอให้ได้รับผลบุญที่ส่งไปให้ทุกๆพระองค์ด้วยเทอญ สาธุ สาธุ สาธุ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #557 เมื่อ: 18 ก.ค. 13, 18:14 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

การกรวดน้ำตั้งแต่บัดนี้จะต้องอธฐานให้กับองค์พระพุทธเจ้าทุกๆพระจะเป็นจำนวนหมื่นแสนล้านองค์,องค์พระอรหันต์ทุกๆพระองค์และพระโพธิสัตว์ ขอให้ได้รับส่วนบุญกุศลทั้งหมด ขอให้ได้รับผลบุญที่ส่งไปให้ทุกๆพระองค์ด้วยเทอญ สาธุ สาธุ สาธุ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #558 เมื่อ: 18 ก.ค. 13, 18:19 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

การกรวดน้ำตั้งแต่บัดนี้จะต้องอธฐานให้กับองค์พระพุทธเจ้าทุกๆพระจะเป็นจำนวนหมื่นแสนล้านองค์,องค์พระอรหันต์ทุกๆพระองค์และพระโพธิสัตว์ ขอให้ได้รับส่วนบุญกุศลทั้งหมด ขอให้ได้รับผลบุญที่ส่งไปให้ทุกๆพระองค์ด้วยเทอญ สาธุ สาธุ สาธุ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #559 เมื่อ: 18 ก.ค. 13, 18:20 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

การกรวดน้ำตั้งแต่บัดนี้จะต้องอธฐานให้กับองค์พระพุทธเจ้าทุกๆพระจะเป็นจำนวนหมื่นแสนล้านองค์,องค์พระอรหันต์ทุกๆพระองค์และพระโพธิสัตว์ ขอให้ได้รับส่วนบุญกุศลทั้งหมด ขอให้ได้รับผลบุญที่ส่งไปให้ทุกๆพระองค์ด้วยเทอญ สาธุ สาธุ สาธุ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #560 เมื่อ: 19 ก.ค. 13, 13:40 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

อาสาฬหบูชา

แสดงปฐมเทศนาแก่พระปัญจวัคคีย์
ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน


วันอาสาฬหบูชา เป็นวันที่สมเด็จพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าได้แสดง พระปฐมเทศนา หรือการแสดงพระธรรมครั้งแรก หลังจากที่ตรัสรู้ได้ ๒ เดือน เป็นวันที่เริ่มประดิษฐานพระพุทธศาสนาเนื่องจากมีองค์ประกอบของ พระรัตนตรัยครบถ้วนคือ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นก่อนพุทธศักราช ๔๕ ปี ในวันเพ็ญ (ขึ้น ๑๕ ค่ำ) เดือน ๘ ดวงจันทร์ เสวยมาฆฤกษ์

การแสดงพระปฐมเทศนา ได้ทรงแสดงแก่ปัญจวัคคีย์ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี ปัจจุบันคือสารนาถ เมืองพาราณสี พระธรรมที่แสดงคือ ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร เมื่อเทศนาจบ พระโกณฑัญญะ หนึ่งในปัญจวัคคีย์ ผู้ประกอบด้วย พระโกณฑัญญะ พระวัปปะ พระภัททิยะ พระมหานาม และพระอัสสชิ ก็ได้ดวงตาเห็นธรรม มีความเห็นแจ้งชัดดังนี้ว่า

ยํ กิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมนฺติ

สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งใดสิ่งนั้นย่อมดับไปเป็นธรรมดา

เมื่อได้ดวงตาเห็นธรรมจึงขออุปสมบทเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าก็ประทานอุปสมบทให้ ด้วยวิธีที่เรียกว่า เอหิภิกขุอุปสัมปทา โดยกล่าวคำว่า เธอจงเป็นภิกษุมาเถิด พระโกณฑัญญะจึงเป็นพระปฐมสาวก พระอริยสงฆ์องค์แรก



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #561 เมื่อ: 19 ก.ค. 13, 14:14 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ดวงตาเห็นธรรม ขออุปสมบทเป็นภิกษุในพระพุทธศาสนา

คำว่าธัมมจักกัปปวัตตนสูตร แปลว่าสูตรของการหมุนวงล้อแห่งพระธรรมให้เป็นไป มีความโดยย่อว่า

ที่สุด ๒ อย่างที่บรรพชิตไม่ควรประพฤติปฏิบัติคือ การประกอบตนให้อยู่ในความสุขด้วยกาม(กามสุขัลลิกานุโยค) ซึ่งเป็นธรรมอันเลวเป็นของชาวบ้าน เป็นของปุถุชน ไม่ใช่ของพระอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์, ที่สุดอีกทางหนึ่งคือ การประกอบการทรมานตนให้เกิดความลำบาก(อัตตกิลมถานุโยค) ไม่ใช่ของพระอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์

การดำเนินตามทางสายกลาง ไม่เข้าไปใกล้ที่สุดทั้งสองอย่างนั้น เป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ ด้วยปัญญาอันยิ่ง ทำดวงตาและญาณให้เกิด เป็นไปเพื่อความสงบระงับ ความรู้ยิ่ง ความตรัสรู้ และนิพพาน ทางสายกลาง ได้แก่ อริยมรรค มีองค์แปด คือ ปัญญาอันเห็นชอบ ดำริชอบ เจรจาชอบ การงานชอบ เลี้ยงชีพชอบ พยายามชอบ ระลึกชอบ และตั้งใจหรือตั้งมั่นชอบ, อริยสัจสี่ คือความจริงอันประเสริฐที่พระองค์ค้นพบ มี ๔ ประการได้แก่

ความทุกข์ ได้แก่ ความเกิด ความแก่ ความตาย ความได้พบกับสิ่งที่ไม่เป็นที่รัก ความพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก ปรารถนาสิ่งใดแล้วไม่ได้สิ่งนั้น ว่าโดยย่อ อุปาทานในขันธ์ ๕ เป็นทุกข์

สาเหตุแห่งทุกข์(สมุทัย) ได้แก่ ตัณหาความทะยานอยาก อันทำให้เกิดอีกความกำหนัด เพลิดเพลินในอารมณ์ คือกามตัณหา ความทะยานอยากในกาม ภวตัณหา ความทะยานในภพ วิภวตัณหา ความทะยานอยากในความไม่มีภพ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #562 เมื่อ: 19 ก.ค. 13, 14:16 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ดวงตาเห็นธรรม ขออุปสมบทเป็นภิกษุในพระพุทธศาสนา

คำว่าธัมมจักกัปปวัตตนสูตร แปลว่าสูตรของการหมุนวงล้อแห่งพระธรรมให้เป็นไป มีความโดยย่อว่า

ที่สุด ๒ อย่างที่บรรพชิตไม่ควรประพฤติปฏิบัติคือ การประกอบตนให้อยู่ในความสุขด้วยกาม(กามสุขัลลิกานุโยค) ซึ่งเป็นธรรมอันเลวเป็นของชาวบ้าน เป็นของปุถุชน ไม่ใช่ของพระอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์, ที่สุดอีกทางหนึ่งคือ การประกอบการทรมานตนให้เกิดความลำบาก(อัตตกิลมถานุโยค) ไม่ใช่ของพระอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์

การดำเนินตามทางสายกลาง ไม่เข้าไปใกล้ที่สุดทั้งสองอย่างนั้น เป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ ด้วยปัญญาอันยิ่ง ทำดวงตาและญาณให้เกิด เป็นไปเพื่อความสงบระงับ ความรู้ยิ่ง ความตรัสรู้ และนิพพาน ทางสายกลาง ได้แก่ อริยมรรค มีองค์แปด คือ ปัญญาอันเห็นชอบ ดำริชอบ เจรจาชอบ การงานชอบ เลี้ยงชีพชอบ พยายามชอบ ระลึกชอบ และตั้งใจหรือตั้งมั่นชอบ, อริยสัจสี่ คือความจริงอันประเสริฐที่พระองค์ค้นพบ มี ๔ ประการได้แก่

ความทุกข์ ได้แก่ ความเกิด ความแก่ ความตาย ความได้พบกับสิ่งที่ไม่เป็นที่รัก ความพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก ปรารถนาสิ่งใดแล้วไม่ได้สิ่งนั้น ว่าโดยย่อ อุปาทานในขันธ์ ๕ เป็นทุกข์

สาเหตุแห่งทุกข์(สมุทัย) ได้แก่ ตัณหาความทะยานอยาก อันทำให้เกิดอีกความกำหนัด เพลิดเพลินในอารมณ์ คือกามตัณหา ความทะยานอยากในกาม ภวตัณหา ความทะยานในภพ วิภวตัณหา ความทะยานอยากในความไม่มีภพ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #563 เมื่อ: 19 ก.ค. 13, 14:17 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
วันอาสาฬหบูชามีเหตุการณ์สำคัญในทางพระพุทธศาสนาอยู่ ๓ ประการคือ

๑. เป็นวันแรกที่พระพุทธเจ้าทรงประกาศพระศาสนา โดยทางแสดงพระปฐมเทศนา คือ ธรรมจักกัปปวัตนสูตร ประกาศสัจธรรมอันเป็นองค์แห่งพระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณที่พระองค์ตรัสรู้ ให้เป็นที่ประจักษ์แก่ สรรพสัตว์ทั้งหลาย

๒. เป็นวันแรกที่บังเกิดพระอริยสงฆ์สาวกขึ้นในโลก คือ พระโกณฑัญญะ เมื่อได้ฟังพระปฐมเทศนาจบ ได้ดวงตาเห็นธรรม ได้ทูลขออุปสมบท และพระพุทธเจ้าได้ประทานอุปสมบทให้ด้วยวิธีเอหิภิกษุอุปสัมปทา ในวันนั้น

๓. เป็นวันแรกที่บังเกิดพระรัตนตรัย คือ พระพุทธรัตนะ พระธรรมรัตน และพระสังฆรัตนะ ขึ้นในโลกอย่างสมบูรณ์บริบูรณ์



วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา




noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #564 เมื่อ: 19 ก.ค. 13, 14:20 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

"เข้าพรรษา"หมายถึงพระภิกษุสงฆ์ต้องอยู่ประจำ ณ วัดใดวัดหนึ่งระหว่างฤดูฝน



โดยเหตุที่พระภิกษุในสมัยพุทธกาล มีหน้าที่จะต้องจาริกโปรดสัตว์ และเผยแผ่พระธรรมคำสั่งสอนแก่ประชาชนไปในที่ต่าง ๆ ไม่จำเป็นต้องมีที่อยู่ประจำ แม้ในฤดูฝน ชาวบ้านจึงตำหนิว่าไปเหยียบข้าวกล้าและพืชอื่นๆ จนเสียหาย พระพุทธเจ้าจึงทรงวางระเบียบการจำพรรษาให้พระภิกษุอยู่ประจำที่ตลอด 3 เดือน ในฤดูฝน คือ เริ่มตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ของทุกปี ถ้าปีใดมีเดือน 8 สองครั้ง ก็เลื่อนมาเป็นวันแรม 1 ค่ำ เดือนแปดหลัง และออกพรรษาในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 เว้นแต่มีกิจธุระจำเป็นซึ่งเมื่อเดินทางไปแล้วไม่สามารถจะกลับได้ในเดียวนั้น ก็ทรงอนุญาตให้ไปแรมคืนได้ คราวหนึ่งไม่เกิน 7 คืนเรียกว่า สัตตาหะ หากเกินกำหนดนี้ถือว่าไม่ได้รับประโยชน์ แห่งการจำพรรษา จัดว่าพรรษาขาด ระหว่างเดินทางก่อนหยุดเข้าพรรษา หากพระภิกษุสงฆ์เข้ามาทันในหมู่บ้านหรือในเมืองก็พอจะหาที่พักพิงได้ตามสมควร แต่ถ้ามาไม่ทันก็ต้องพึ่งโคนไม้ใหญ่เป็นที่พักแรม ชาวบ้านเห็นพระได้รับความลำบากเช่นนี้ จึงช่วยกันปลูกเพิง เพื่อให้ท่านได้อาศัยพักฝน รวมกันหลาย ๆองค์ ที่พักดังกล่าวนี้เรียกว่า "วิหาร" แปลว่าที่อยู่สงฆ์ เมื่อหมดแล้ว พระสงฆ์ท่านออกจาริกตามกิจของท่านครั้งถึงหน้าฝนใหม่ท่านก็กลับมาพักอีกเพราะสะดวกดี แต่บางท่านอยู่ประจำเลย บางทีเศรษฐีมีจิตศัรทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ก็เลือกหาสถานที่สงบเงียบไม่ห่างไกลจากชุมชนนัก สร้างที่พัก เรียกว่า "อาราม" ให้เป็นที่อยู่ของสงฆ์ดังเช่นปัจจุบันนี้

โดยปรกติเครื่องใช้สอยของพระตามพุทธานุญาตให้มีประจำตัวนั้น มีเพียงอัฏฐบริขารอันได้แก่ สบง จีวร สังฆาฏิ เข็ม บาตร รัดประคด หม้อกรองน้ำ และมีดโกน และกว่าพระท่านจะหาที่พักแรมได้ บางทีก็ถูกฝนต้นฤดูเปียกปอนมา ชาวบ้านที่ใจบุญจึงถวายผ้าอาบน้ำฝนสำหรับให้ท่านได้ผลัดเปลี่ยน และถวายของจำเป็นแก่กิจประจำวันของท่านเป็นพิเศษในเข้าพรรษานับเป็นเหตุให้มีประเพณีทำบุญเนื่องในวันนี้สืบมา

การที่พระภิกษุสงฆ์ท่านโปรดสัตว์อยู่ประจำเป็นที่เช่นนี้ เป็นการดีสำหรับสาธุชนหลายประการ กล่าวคือ ผู้ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามพระพุทธบัญญัติก็นิยมบวชพระ ส่วนผู้ที่อายุยังไม่ครบบวชผู้ปกครองก็นำไปฝากพระ โดยบวชเป็นเณรบ้าง ถวายเป็นลูกศิษย์รับใช้ท่านบ้าง ท่านก็สั่งสอนธรรม และความรู้ให้ และโดยทั่วไป พุทธศาสนิกชนนิยมตักบาตรหรือไปทำบุญที่วัด นับว่าเป็นประโยชน์



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #565 เมื่อ: 19 ก.ค. 13, 14:25 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

การปฏิบัติตน ในวันนี้หรือก่อนวันนี้หนึ่งวัน พุทธศาสนิกชนมักจะจัดเครื่องสักการะเช่น ดอกไม้ ธูปเทียน เครื่องใช้ เช่น สบู่ ยาสีฟัน เป็นต้น มาถวายพระภิกษุ สามเณร ที่ตนเคารพนับถือ ที่สำคัญคือ มีประเพณีหล่อเทียนขนาดใหญ่เพื่อให้จุดบูชาพระประธานในโบสถ์อยู่ได้ตลอด 3 เดือน มีการประกวดเทียนพรรษา โดยจัดเป็นขบวนแห่ทั้งทางบกและทางน้ำ

แม้การเข้าพรรษาจะเป็นเรื่องของภิกษุ แต่พุทธศาสนิกชนก็ถือเป็นโอกาสดีที่จะได้ ทำบุญรักษาศีลและชำระจิตใจให้ผ่องใส ก่อนวันเข้าพรรษาชาวบ้านก็จะไปช่วยพระทำความสะอาดเสนาสนะ ซ่อมแซมกุฏิวิหารและอื่นๆ พอถึง วันเข้าพรรษาก็จะไปร่วมทำบุญตักบาตร ฟังเทศน์ ฟังธรรมและรักษาอุโบสถศีลกันที่วัด บางคนอาจตั้งใจงดเว้น อบายมุขต่างๆ เป็นกรณีพิเศษ เช่น งดเสพสุรา งดฆ่าสัตว์ เป็นต้น อนึ่ง บิดามารดามักจะจัดพิธีอุปสมบทให้บุตรหลาน ของตนโดยถือกันว่าการเข้าบวชเรียนและอยู่จำพรรษาในระหว่างนี้จะได้รับ อานิสงส์อย่างสูง

ประเพณีหล่อเทียนเข้าพรรษา เป็นประเพณีที่กระทำกันเมื่อใกล้ถึงฤดูเข้าพรรษาซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ พระภิกษุจะต้องอยู่ประจำวัดตลอด ๓ เดือนมาตั้งแต่โบราณกาล การหล่อเทียนเข้าพรรษานี้มีอยู่เป็นประจำ ทุกปี เพราะในระยะเข้าพรรษานี้ พระภิกษุจะต้องมีการสวดมนต์ทำวัตรทุกเช้าเย็นและในการนี้จะต้องมีธูป เทียนจุดบูชาด้วย พุทธศาสนิกชนทั้งหลาย จึงพร้อมใจกันหล่อเทียนเข้าพรรษาสำหรับให้พระภิกษุจุดเป็น การกุศลทานอย่างหนึ่งเพราะเชื่อกันว่าในการให้ทานด้วยแสงสว่าง จะมีอานิสงฆ์เพิ่มพูนปัญญาหูตาสว่างไสว ตามชนบท การหล่อเทียนเข้าพรรษาทำกันอย่างเอิกเกริกสนุกสนานมาก เมื่อหล่อเสร็จแล้ว ก็จะมีการแห่แหน รอบพระอุโบสถ ๓ รอบ แล้วนำไปบูชาพระตลอดระยะเวลา ๓ เดือน บางแห่งก็มีการประกวดการตกแต่งมี การแห่แหนรอบเมืองด้วยริ้วขบวนที่สวยงามและถือว่าเป็นงานประจำปีทีเดียว ในวันนั้นจะมีการร่วมกันทำบุญตักบาตรถวายแด่พระภิกษุสงฆ์ เป็นการร่วมกุศลกันในหมู่บ้านนั้น

กิจกรรมต่างๆ ที่ควรปฏิบัติในวันเข้าพรรษา
๑. ร่วมกิจกรรมทำเทียนจำนำพรรษา
๒. ร่วมกิจกรรมถวายผ้าอาบน้ำฝน และจตุปัจจัย แก่ภิษุสามเณร
๓. ร่วมทำบุญ ตักบาตร ฟังธรรมเทศนา รักษาอุโบสถศีล
๔. อธิษฐาน งดเว้นอบายมุขต่างๆ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #566 เมื่อ: 19 ก.ค. 13, 15:56 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
วันอาสาฬหบูชา

วันอาสาฬหบูชา ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 ของทุกปี โดยในปีนี้วันอาสาฬหบูชา ตรงกับวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2556 สำหรับวันนี้ เป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงพระธรรมที่ทรงตรัสรู้เป็นครั้งแรก จึงถือได้ว่าวันนี้เป็นวันเริ่มต้นประกาศพระพุทธศาสนาแก่ชาวโลก และด้วยการที่พระพุทธเจ้าทรงสามารถ แสดง เปิดเผย ทำให้แจ้งแก่ชาวโลก ซึ่งพระธรรมที่ทรงตรัสรู้ได้ จึงถือได้ว่าพระองค์ได้ทรงกลายเป็นสมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าโดย สมบูรณ์ อ่านประวัติ ความเป็นมาวันอาสาฬหบูชา คลิกเลย


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #567 เมื่อ: 19 ก.ค. 13, 15:57 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
วันเข้าพรรษา

วันเข้าพรรษา เป็นวันสำคัญในพุทธศาสนาวันหนึ่ง ที่พระสงฆ์อธิษฐานว่าจะพักประจำอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่ง ตลอดช่วงฤดูฝนที่มีกำหนดเป็นระยะเวลา 3 เดือน ตามที่พระธรรมวินัยบัญญัติไว้ โดยไม่ไปค้างแรมที่อื่น ในปีนี้วันเข้าพรรษา ตรงกับวันที่ ตรงกับวันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ.2555 ซึ่งวันเข้าพรรษาเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาที่ต่อเนื่องมาจากวัน อาสาฬหบูชา (วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8) พุทธศาสนิกชนชาวไทยทั้งพระมหากษัตริย์และคนทั่วไป ได้สืบทอดประเพณีปฏิบัติการทำบุญในวันเข้าพรรษามาช้านานแล้วตั้งแต่สมัย สุโขทัย อ่านประวัติ ความเป็นมาวันเข้าพรรษา คลิกเลย


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #568 เมื่อ: 19 ก.ค. 13, 16:00 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

วันอาสาฬหบูชา : พระพุทธเจ้าทรงประกาศพระพุทธศาสนา

ตรงกับวัน ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘

วันอาสาฬหบูชา เป็นอีกวันหนึ่งที่มีความสำคัญต่อพระพุทธศาสนา เพราะเป็นครั้งแรกที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง พระธรรมเทศนาแก่ปัญจวัคคีย์ ทั้ง 5 คือ โกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ และอัสชิ ซึ่งล้วนแล้วแต่ เป็นผู้อุปฐากพระพุทธเจ้าเมื่อครั้งยังทรงบำเพ็ญทุกกรกิริยาอยู่ พระธรรมที่พระพุทธองค์ทรงเทศนาในครั้งนี้มีชื่อว่า "ธรรมจักรกัปปวัฒนสูตร" ซึ่งได้แก่อริยสัจ 4 ซึ่งหมายถึง ความจริงอันประเสริฐ 4 ประการคือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค เมื่อจบพระธรรมเทศนาแล้ว โกญฑัญญะ ก็สำเร็จพระโสดา รู้ตามกระแสพระธรรมของพระพุทธเจ้า ดังนั้นจึงนับได้ว่า วันนี้ เป็นวันแรกที่มีพระรัตนตรัยครบเป็นองค์ 3 คือ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ หรืออีกนัยหนึ่งอาจจะกล่าวได้ว่า นับเป็นวันแรกที่ พระพุทธเจ้าทรงประกาศพระพุทธศาสนา อ่านต่อ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #569 เมื่อ: 19 ก.ค. 13, 16:01 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

วันเข้าพรรษา

ตรงกับวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ จนถึง วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑

ตั้งแต่สมัยพุทธกาล เมื่อครั้งที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ยังทรงมีพระชนม์อยู่ ได้ทรงเสด็จ ไปยังทุกแห่งหน เพื่อสั่งสอนหลักธรรมอันประเสริฐ จนมีพุทธสาวกมากมาย โดยมุ่งเน้นให้เกิดประโยชน์สุขแก่หมู่มวลมนุษย์โลก พระองค์ได้เสด็จไปยังถิ่นทุรกันดาร ในทุกฤดูกาล ต่อมา ปรากฏว่าในช่วงพรรษาหรือช่วงฤดูฝนได้มีผู้ร้องขอต่อพระองค์ว่าได้เกิดความเสียหาย แก่ข้าวกล้าเพราะถูกเหยียบโดยพุทธบริษัท ซึ่งไม่ได้เจตนา ดังนั้นพระองค์จึงออกพุทธบัญญัติกำหนดให้ พระสงฆ์ทุกรูป จำพรรษา เป็นหลักเป็นแหล่งในช่วงฤดูฝน โดยให้เริ่มตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 จนกระทั่งถึงวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 11 นับเป็น เวลา 3 เดือน ในวันเข้าพรรษานี้ จะมีการทำบุญตักบาตร ถวายผ้าอาบน้ำฝนและจตุปัจจัยแก่ พระภิกษุ สามเณร รวมทั้งยังมีการ ถวายเทียนพรรษา แก่วัดอีกด้วย



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #570 เมื่อ: 20 ก.ค. 13, 06:49 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

"เช้านี้ท่านใส่บาตรกันหรือยังครับ"



ใส่บาตรวันละ 3 องค์หรือ 5 องค์ก็ได้ หรือจะแค่ 1 องค์ ก็ดีเช่นกันครับ การทำบุญใส่บาตรนั้น เราใส่บาตรตามประเพณีที่มีมาช้านาน อย่าไปคำนึงว่าหลวงพ่อองค์นี้ดีหรือไม่ครับ ให้คิดไปทางฝ่ายดี จิตใจเราก็จะดีขึ้นครับ คิดไปทางบวกเราชีวิตท่านจะแจ่มใสในวันนี้ครับ ผมก็เพิ่งใส่บาตรมา 5 องค์ในเช้าวันนี้ครับ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #571 เมื่อ: 20 ก.ค. 13, 07:11 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

หลังท่านใส่บาตรแล้ว ก็ต้องกรวดน้ำ ให้อธิฐานว่า บุญกุศลในครั้งนี้ขออุทิศให้กับเจ้าคุณนายคุณปู่โสมเฝ้าทรัพย์พระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์พระอรหันต์ทุกๆพระองค์พระโพธิสัตว์ทุกๆพระองค์พระมหากษัตริย์ไทยทุกๆพระองค์ ตัวข้าพเจ้าชื่อนามสกุลวันเดือนปีเกิดและสามีของข้าพเจ้าชื่อนาสกุลวันเดือนปีเกิด แลบริวาลของข้าพเจ้า รวมทั้งลูกๆของข้าพเจ้าที่มาเกิดและยังไม่ได้มาเกิดทุกๆคน ขอให้ได้รับส่วนบุญกุศลนี้ร่วมกันทั้งหมดด้วยเทอญ สาธุ สาธุ สาธุ แล้วก็นำน้ำที่กรวดนี้ไปเทใส่ต้นไม้ใหญ่ที่มีรากแก้ว
ก็จะได้รับผลของการร่วมกันทั้งหมดครับ...



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #572 เมื่อ: 20 ก.ค. 13, 07:15 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

หลังจากกรวดน้ำและอธฐานตามที่บอกไปแล้ว ในวันนี้ร่างกายท่าน จิตใจท่านจะสดใส อารมณ์ดีไปตลอดทั้งวันครับ ร่างกายเราเหมือนมีอากาศเย็นมาสัมผัสที่ตัวตลอดทั้งวัน และคิดเสมอว่าวันนี้เราได้ทำความดีในอีกหนึ่งวัน วันพรุ่งนี้เราก็จะทำเช่นนี้อีกครับ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #573 เมื่อ: 20 ก.ค. 13, 13:27 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

คาถาบูชาพระประจำวันเกิดของท่าน..


คนเกิดวันอาทิตย์ มักเป็นคนที่มีความมุ่งมั่นแรงกล้า และมีความทะเยอทะยานสูงมากๆค่ะ เพื่อความเป็นสิริมงคลและเสริมดวงชะตาให้เกิดสิริมงคลและเกิดโชคลาภแก่คุณของคนเกิดวันอาทิตย์ พระประจำวันอาทิตย์ คือ ปางถวายเนตร คาถาบูชาพระประจำวันเกิดคือ


อุเทตะยัญจักขุมา เอกะราชา หะริสสะวัณโณ ปะฐะวิปปะภาโส ตัง ตัง นะมัสสามิ หะริสสะวัณณัง ปะฐะวิปปะภาสัง ตะยัชชะ คุตตา วิหะเรมุ ทิวะสัง เย พราหะมะณา เวทะคุ สัพพะธัมเม เต เม นะโม เต จะ มัง ปาละยันตุ นะมัตถุ พุทธานัง นะมัตถุ โพธิยา นะโม วิมุตตานัง นะโม วิมุตติยา อิมัง โส ปะริตตัง กัตวา โมโร จะระติ เอสนา ฯ




คนเกิดวันจันทร์ มักเป็นคนที่มีเสน่ห์ เป็นที่รักใคร่ของบุคคลทั่วไป มีลักษณะการพูดจาไพเราะอ่อนหวาน แต่เวลาโมโหก็ร้ายไม่ใช่เล่นค่ะ เพื่อความเป็นสิริมงคลและเสริมดวงชะตาให้เกิดสิริมงคลและเกิดโชคลาภแก่คุณของคนเกิดวันจันทร์ พระประจำวันจันทร์ คือ ปางห้ามญาติ คาถาบูชาพระประจำวันเกิดคือ


ยันทุนนิมิตตัง อะวะมังคะลัญจะ โยจามะนาโป สะกุณัสสะ สัทโท ปาปัคคะโห ทุสสุปินัง อะกันตัง พุทธานุภาเวนะ วินาสเมนตุ ฯ ยันทุนนิมิตตัง อะวะมังคะลัญจะ โยจามะนาโป สะกุณัสสะ สัทโท ปาปัคคะโห ทุสสุปินัง อะกันตัง ธัมมานุภาเวนะ วินาสเมนตุ ฯ ยันทุนนิมิตตัง อะวะมังคะลัญจะ โยจามะนาโป สะกุณัสสะ สัทโท ปาปัคคะโห ทุสสุปินัง อะกันตัง สังฆานุภาเวนะ วินาสเมนตุ ฯ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #574 เมื่อ: 20 ก.ค. 13, 13:30 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

คนเกิดวันอังคาร มักเป็นคนที่มีนิสัยใจร้อนพอสมควร แต่ก็มีจิตใจกล้าหาญ มีความอดทนสูง เป็นนักต่อสู้ทั้งใจและกาย เพื่อความเป็นสิริมงคลและเสริมดวงชะตาให้เกิดสิริมงคลและเกิดโชคลาภแก่คุณของคนเกิดวันอังคาร พระประจำวันอังคาร คือ ปางไสยาสน์ คาถาบูชาพระประจำวันเกิดคือ



ยัสสานุภาวะโต ยักขา เนวะ ทัสเสนติ ภิงสะนัง ยัมหิ เจวานุยุญชันโต รัตตินทิวะมะตันทิโต สุขัง สุปะติ สุตโต จะ ปาปัง กิญจิ นะ ปัสสะติ เอวะมาทิคุณูเปตัง ปะริตตันตัมภะณามะ เส ฯ



คนเกิดวันพุธ (กลางวัน) มักเป็นคนมีเสน่ห์ มีจิตใจและน้ำใจไมตรีดี พูดจาเปิดเผยตรงไปตรงมา รักและซื่อสัตย์ต่อเพื่อนฝูง เพื่อความเป็นสิริมงคลและเสริมดวงชะตาให้เกิดสิริมงคลและเกิดโชคลาภแก่คุณของคนเกิดวันพุธ (กลางวัน) พระประจำวันพุธ คือ ปางอุ้มบาตร คาถาบูชาพระประจำวันเกิดคือ



สัพพาสีวะชาตีนัง ทิพพะมันตาทะคัง วิยะ ยันนาเสติ วิสังโฆรัง เสสัญจาปิ ปะริสสะยังอาณักเขตตัมหิ สัพพัตถะ สัพพะทา สัพพะปาณิณัง สัพพะโสปิ นิวาเรติ ปะริตตันตัมภะณามะเส ฯ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #575 เมื่อ: 20 ก.ค. 13, 13:31 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

คนเกิดวันพุธ (กลางคืน) มักเป็นคนที่มีนิสัยค่อนข้างดื้อรัน ไม่ฟังใคร ไม่ยอมปรับปรุงแก้ไขตัวเอง มักเชื่อคนผิดๆอยู่เสมอ เพื่อความเป็นสิริมงคลและเสริมดวงชะตาให้เกิดสิริมงคลและเกิดโชคลาภแก่คุณของคนเกิดวันพุธ (กลางคืน) พระประจำวันพุธกลางคืน คือ ปางป่าเลไลย์ คาถาบูชาพระประจำวันเกิดคือ



กินนุ สันตะระมาโน วะราหุ สุริยัง ปะมุญจะสิ สังวิคคะรูโป อาคัมมะ กินนุ ภีโต วะ ติฏฐะสีติสัตตะธา เม ผะเล มุทธา ชีวันโต นะ สุขัง ละเภ พุทธะคาถาภิคีโตมหิ โน เจ มุญเจยยะ สุริยันติกินนุ สันตะระมาโน วะราหุ สุริยัง ปะมุญจะสิ สังวิคคะรูโป อาคัมมะ กินนุ ภีโต วะ ติฏฐะสีติสัตตะธา เม ผะเล มุทธา ชีวันโต นะ สุขัง ละเภ พุทธะคาถาภิคีโตมหิ โน เจ มุญเจยยะ จันทิมันติฯ



คนเกิดวันพฤหัสบดี มักเป็นคนที่มีสติปัญญาดีฉลาดหลักแหลมเป็นเลิศ มีความละเอียดลึกซึ้ง ทำงานประณีต สนใจใฝ่หาความรู้สม่ำเสมอ เพื่อความเป็นสิริมงคลและเสริมดวงชะตาให้เกิดสิริมงคลและเกิดโชคลาภแก่คุณของคนเกิดวันพฤหัสบดี พระประจำวันพฤหัสบดี คือ ปางตรัสรู้ หรือปางสมาธิ คาถาบูชาพระประจำวันเกิดคือ



ปูเรนตัมโพธิสัมภาเร นิพพัตตัง โมระโยนิยัง เยนะ สังวิหิตารักขัง มหาสัตตังวเนจรา จิรัสสัง วายะมันตาปิ เนวะ สักขิงสุ คัณหิตุง ฯ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #576 เมื่อ: 20 ก.ค. 13, 13:34 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

คนเกิดวันศุกร์ มักเป็นคนที่พูดจาหวาน ช่างยกยอเอาอกเอาใจ ปลอบประโลมคนเก่ง ขี้น้อยใจ ชอบพูดจากอ่อนน้อมถ่อมตน แต่เมื่อโกรธแล้วปากร้ายพูดให้คนเกลียดได้ เพื่อความเป็นสิริมงคลและเสริมดวงชะตาให้เกิดสิริมงคลและเกิดโชคลาภแก่คุณของคนเกิดวันศุกร์ พระประจำวันศุกร์ คือ ปางรำพึง คาถาบูชาพระประจำวันเกิดคือ

อัปปะสันเนหิ นาถัสสะ สาสะเน สาธุ สัมมะเต อะมะนุสเนหิ จัณเฑหิ สะทา กิพพิสะการิภิ ปะริสานัญจะ ตัสสันนัง มะหิงสายะ จะ คุตติยา ยันเทเสหิ มะหาวีโร ปะริตตันตัมภะณามะ เห ฯ

คนเกิดวันเสาร์ มักเป็นคนมีนิสัยกล้าแกร่งห้าวหาญ ใจนักเลงกล้าได้กล้าเสีย ใจกล้า บ้าบิ่น พูดจานุ่มนวลไม่เป็น พูดเสียงแข็ง เพื่อความเป็นสิริมงคลและเสริมดวงชะตาให้เกิดสิริมงคลและเกิดโชคลาภแก่คุณของคนเกิดวันเสาร์ พระประจำวันเสาร์ คือ ปางนาคปรก คาถาบูชาพระประจำวันเกิดคือ

ยะโตหัง ภะคินิ อะริยายะ ชาติยา ชาโต นาภิชานามิ สัญจิจจะ ปาณัง ชีวิตาโวโรเปตา เตน สัจเจนะ โสตถิ เต โหตุ คัพภัสสะฯ


ขอบคุณข้อมูลจาก horoscope.thaiza.com


เครดิต mthai new



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #577 เมื่อ: 21 ก.ค. 13, 10:01 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

การกรวดน้ำ จุดประสงค์คืออะไร

กรวดน้ำ คืออะไร


มือขวาจับภาชนะ มือซ้ายประคอง รินน้ำใส่ภาชนะรองรับ พระสงฆ์สวดบท ยถา...เป็นอาการคุ้นเคยของพระพุทธศาสนิกชนผู้เคยร่วมพิธีประกอบการบุญการกุศลในทางพระพุทธศาสนา รับรู้โดยทั่วไป ว่าอาการเช่นนี้ เรียก "กรวดน้ำ"

กรวดน้ำ ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ให้ความหมายไว้ว่า "แผ่ส่วนบุญด้วยวิธีหลั่งน้ำ" การกรวดน้ำ ก็คือการหลั่งน้ำ ตามประเพณีไทยใช้หลั่งลงในภาชนะอย่างใดอย่างหนึ่ง ในเวลาประกอบการกุศล เช่น การให้ทานเสร็จแล้ว ตอนที่พระอนุโมทนา คือ สวดบท ยถา วาริวหา ฯลฯ ก็เริ่มกรวดไปหยุดตอนถึง มณิ โชติรโส ยถา ก็นำน้ำที่กรวดแล้วนั้นไปเทลงบนแผ่นดิน

การกรวดน้ำ ในตำราเก่าๆ รวบรวมไว้โดยนาค ใจอารีย์ กล่าวถึงจุดประสงค์ของ การกรวดน้ำเพื่อแสดงเจตนาบริจาค อย่างแท้จริงและเด็ดขาด ปราศจากความตระหนี่เหนียวแน่น เป็นการบริจาคด้วยน้ำใจอันบริสุทธิ์ มิได้หวังผลใดๆ ตอบแทนจากผู้รับบริจาคเลย เหมือนน้ำใสสะอาดปราศจากมลทิน ที่ได้หลั่งออกนั้น เพราะคำว่า กรวดน้ำ ตามความหมายในภาษาไทย บางที่เราก็ใช้เลยไปถึงหมายความว่าตัดขาดก็มี เช่นในเมื่อมีใครมายืมเงินหรือสิ่งของของเราแล้ว เผอิญผู้นั้นไม่ได้ใช้แล้วตายไป เมื่อเราจะสละให้เขาเสียเด็ดขาด ไม่ทวงถามอีกต่อไป เรามักจะกล่าวกันว่า กรวดน้ำคว่ำขันให้เขาไปเสีย แม้จะเป็นการจำใจยอมสละก็ต้องถือว่าเป็นการให้เด็ดขาดไปแล้ว จิตใจไม่มีที่จะคิดเรียกคืนอีก ถ้าไม่ทำเช่นนั้นก็ถือว่า วิญญาณของผู้ตายจะเป็นห่วงไม่ได้ไปเกิดไปขาน เดี๋ยวจะมาวนเวียนหลอกหลอนอยู่ ไม่รู้จบ เพราะฉะนั้น จะให้อะไรก็ตาม เมื่อมีการกรวดน้ำแล้วจึงถือว่าให้โดยเด็ดขาด ต่อมาคำว่ากรวดน้ำนี้จะกรวดจริงหรือไม่ก็ตาม เมื่อให้โดยเด็ดขาดแล้ว ก็เท่ากับว่าได้กรวดน้ำไปด้วย

เพื่อแสดงความปรารถนาอันเป็นความตั้งใจมั่น ซึ่งเรียกว่า อธิษฐาน ที่ตนต้องการผลสำเร็จอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น พระเวสสันดรบริจาคพระโอรสและพระธิดาแก่ตาเฒ่าชูชกก็ตั้งปรารถนาว่า "ด้วยเดชผลทานในครั้งนี้ จงสำนึก จงสำเร็จแก่พระสร้อยสรรเพชรพุทธรัตนอนาวรญาณในอนาคตกาลโน้นเถิด"



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #578 เมื่อ: 21 ก.ค. 13, 10:15 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เพื่อแสดงความปรารถนาอันเป็นความตั้งใจมั่น ซึ่งเรียกว่า อธิษฐาน ที่ตนต้องการผลสำเร็จอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น พระเวสสันดรบริจาคพระโอรสและพระธิดาแก่ตาเฒ่าชูชกก็ตั้งปรารถนาว่า "ด้วยเดชผลทานในครั้งนี้ จงสำนึก จงสำเร็จแก่พระสร้อยสรรเพชรพุทธรัตนอนาวรญาณในอนาคตกาลโน้นเถิด"

เพื่อแสดงถึงความเป็นผู้มีใจกว้างขวาง ประกอบด้วยเมตตาธรรม โดยตั้งใจอุทิศส่วนกุศลที่ตนได้ทำนี้ เผื่อแผ่ไปในญาติมิตรสหาย และสรรพสัตว์ทั่วไป ไม่เลือกหน้าดังจะเห็นได้ว่าในบทกรวดน้ำทุกบทจะมีคำแผ่ส่วนกุศล ให้คนและสัตว์ตลอดถึงเทพเจ้าทั่วไป ให้ได้มีส่วนได้รับผลบุญที่ตนได้กระทำเสมอ เท่ากับเป็นการฝึกหัดใจให้มีน้ำใจ คือ ให้เยือกเย็นชื่นฉ่ำอยู่ด้วยน้ำ คือ เมตตาเป็นนิจ อีกประการหนึ่งเชื่อกันว่า น้ำที่กรวดนี้เมื่อนำไปเทลงบนแผ่นดินแล้วแม่พระธรณีจะรับด้วยมวยผมเก็บรักษา ไว้ให้เพื่อเป็นพยานว่า ผู้นั้นได้ทำบุญกุศลไว้มากน้อยเท่าไหร่ เมื่อถึงคราวคับขันที่มีความจำเป็นจะต้องขอความช่วยเหลือให้ขจัดปัดเป่าสิ่ง ชั่วร้ายทั้งหลาย ก็จะได้อ้างเป็นพยาน ช่วยปราบปรามเหล่าปัจจามิตรให้พินาศพ่ายแพ้ไปได้ เช่น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราได้เคยทรงอ้างมาแล้ว แม่พระธรณีก็ได้มารีดมวยผมให้น้ำท่วมเหล่ามารร้ายพ่ายแพ้ไป นี่ท่านกล่าวเปรียบเทียบให้เห็นเป็นตัวบุคคลขึ้น แต่ถ้าจะกล่าวเป็นทางธรรมแม่พระธรณีนั้นก็คือ บารมีอันได้แก่คุณงามความดีต่างๆ ที่พระองค์ได้ทรงบำเพ็ญสะสมมาในอเนกชาติ

แม้ด้วย การกรวดน้ำ เพียงนิดหน่อยแต่ละครั้งที่ทำบุญกุศล แต่อาศัยที่ทำบ่อยครั้งและมากครั้งก็มากมายเหลือเกินจนเทียบได้กับน้ำใน มหาสมุทร


เครดิต

ที่มาหนังสือพิมพ์ข่าวสด
ปราณสุวีร์ อาวอร่ามรัศมิ์
สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #579 เมื่อ: 21 ก.ค. 13, 10:20 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

การกรวดน้ำ คือ การอุทิศส่วนกุศลให้ผู้ล่วงลับไปแล้ว ซึ่งพุทธศาสนิกชนนิยมปฏิบัติกันในเวลาทำบุญเนื่องในโอกาสสำคัญต่าง ๆ เช่น บวชนาค ทำบุญวันเกิด และงานศพ หรือหลังทำบุญตักบาตร

ที่เรียกว่า กรวดน้ำ คือการนำน้ำมาหลั่งรินให้ตกลงดินหรือภาชนะที่รองรับ โดยเริ่มต้นกรวดน้ำตอนที่พระขึ้นบทสวดมนต์ “ยถา วรีวหา” พอพระท่านว่าถึงบท “ปณฺณรโส ยถา มณีโชติร โส ยถา” ผู้กรวดน้ำต้องเทน้ำให้หมด แล้ววางภาชนะที่ใส่น้ำลงทันที ประณมมือฟังพระว่า “สพฺพีติโย” และบทอนุโมทนาอื่นต่อไปจนจบ

คำบาลีสำหรับกรวดน้ำนั้นมีหลายอย่างหลายแบบ มากบ้างน้อยบ้าง ผู้ที่นึกคำบาลีไม่ออกจะกล่าวเป็นภาษาไทยก็ได้ เช่นว่า ข้าพเจ้าขออุทิศส่วนบุญกุศลนี้แก่พ่อแม่ข้าพเจ้า ขอให้พ่อแม่ข้าพเจ้าจงประสบสุขควรแก่ฐานะเทอญ เป็นต้น แต่มีคำกรวดน้ำคำบาลีสั้น ๆ จำได้ง่าย คือ “อิทํ เม ญาตีนํ โหตุ สุขิตา โหนตุ ญาตโย” แปลว่า ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่ญาติของข้าพเจ้า และขอญาติของข้าพเจ้าจงมีความสุขเถิด

แล้วทำไมจึงต้องใช้น้ำเป็นสื่อในการอุทิศส่วนบุญกุศล ?
เรื่องนี้มีผู้อธิบายว่า โดยธรรมเนียมทั่ว ๆ ไป ถือว่าเทวทูตทั้งสี่ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ หรือ พระแม่ธรณี พระแม่คงคา พระวายุ พระอัคนี เป็นสื่อกลางที่จะส่งคำอธิษฐาน ความปรารถนากุศลผลบุญ ให้แก่บรรพบุรุษหรือวิญญาณตลอดจนเทพเทวาการกรวดน้ำคือการแผ่ส่วนบุญผ่านพระแม่คงคา แล้วนำน้ำที่กรวดแล้วไปเทลงดินผ่านพระแม่ธรณี



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #580 เมื่อ: 21 ก.ค. 13, 10:23 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ขอทราบ "การกรวดน้ำและบทกล่าวการกรวดน้ำ" หน่อยค่ะ?
การกรวดน้ำนั้น ทำไมบางครั้งเห็นเขาไม่เอานิ้วมือรองน้ำที่เทลงมา แต่บางทีก็เห็นเขาเอานิ้วมือรองน้ำที่เทลงมาเช่นกัน..จริงๆ แล้ว ที่ถูกต้องนั้นเป็นแบบไหนกันแน่ค่ะ? และการกรวดน้ำควรท่องบทกรวดน้ำตามด้วยหรือเปล่าค่ะ หรือว่าฟังแค่พระท่านสวดในระหว่างกรวดน้ำแค่นั้นพอค่ะ? ขอคำแนะนำด้วยค่ะ..ขอบคุณมากนะคะ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #581 เมื่อ: 21 ก.ค. 13, 10:23 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

กรวดน้ำเป็นสูตรทางอินเดีย
เหมือนกับให้ของแล้วไม่เอากลับ
เปรียบเหมือนน้ำที่เทลงดินแล้วกอบเอาคืนมาไม่ได้
นิ้วไม่ต้องรอง
พอพระเริ่ม "ยะถา...."เราเริ่มเทน้ำ
พอพระว่า "สัพพีตีโย..." เราก็รินให้หมด เพราะท่อนหลังเป็นของเรา ดูที่คำแปล

ยะถา วาริวะหา ปูรา ปะริปูเรนติ สาคะรัง ห้วงน้ำที่เต็มย่อมยังสมุทรสาครให้บริบูรณ์ได้ ฉันใด

เอวะเมวะ อิโต ทินนัง เปตานัง อุปะกัปปะติ ทานที่ท่านอุทิศให้แล้วแต่โลกนี้, ย่อมสำเร็จประโยชน์แก่ผู้ที่ละโลกนี้ไปแล้วได้ ฉันนั้น.

อิจฉิตัง ปัตถิตัง ตุมหัง ขออิฏฐผลที่ท่านปรารถนาแล้วตั้งใจแล้ว

ขิปปะเมวะ สะมิชฌะตุ จงสำเร็จโดยฉับพลัน

สัพเพ ปูเรนตุ สังกัปปา ขอความดำริทั้งปวงจงเต็มที่

จันโท ปัณณะระโส ยะถา เหมือนพระจันทร์วันเพ็ญ

มะณิ โชติระโส ยะถา เหมือนแก้วมณีอันสว่างไสวควรยินดี ฯ

สัพพีติโย วิวัชชันตุ ความจัญไรทั้งปวง จงบำราศไป

สัพพะโรโค วินัสสะตุ โรคทั้งปวง (ของท่าน) จงหาย

มา เต ภะวัตวันตะราโย อันตรายอย่ามีแก่ท่าน

สุขี ทีฆายุโก ภะวะ ท่านจงเป็นผู้มีความสุขมีอายุยืน

อะภิวาทะนะสีลิสสะ นิจจัง วุฑฒาปะจายิโน, จัตตาโร ธัมมาวัฑฒันติ, อายุ วัณโณ สุขัง พะลัง ธรรมสี่ประการ คือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ, ย่อมเจริญแก่บุคคล ผู้มีปรกติไหว้กราบ, มีปรกติอ่อนน้อม (ต่อผู้ใหญ่) เป็นนิตย์ ฯ

ไม่ต้องกรวดน้ำก็ได้ มันเป็นเชิงสัญลักษณ์



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #582 เมื่อ: 21 ก.ค. 13, 10:24 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

วิธีกรวดน้ำ

กรวดน้ำ คือ การตั้งใจอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลที่เราได้ทำไว้แล้วไปให้แก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว
พร้อมทั้งรินน้ำให้ไหลลงไปที่พื้นดินหรือที่รองรับ แล้วเอาไปเทที่พื้นดินอีกต่อหนึ่งหรือรดที่โคนต้นไม้ก็ได้
เพื่อให้จำง่ายไม่สับสน จึงขอแยกเป็นข้อๆ ดังนี้
1. การกรวดน้ำมี 2 วิธี คือ
กรวดน้ำเปียก คือ ใช้น้ำเป็นสื่อ รินน้ำลงไปพร้อมกับอุทิศผลบุญกุศลไปด้วย
กรวดน้ำแห้ง คือ ไม่ใช้น้ำ ใช้แต่สิบนิ้วพนมอธิษฐาน แล้วอุทิศผลบุญกุศลไปให้

2. การอุทิศผลบุญมี 2 วิธี คือ
อุทิศเจาะจง ได้แก่ การออกชื่อผู้ที่เราจะให้ท่านรับ เช่น ชื่อพ่อ แม่ ลูก หรือใครก็ได้
อุทิศไม่เจาะจง ได้แก่ การกล่าวรวมๆกันไป เช่น ญาติทั้งหลาย เจ้ากรรมนายเวร และสรรพสัตว์ทั้งหลาย เป็นต้น
ทางที่ถูกควรทำทั้งสองวิธี คือผู้ที่มีคุณหรือมีเวรต่อกันมาก เราก็ควรอุทิศเจาะจง ที่เหลือก็อุทิศรวมๆ

3. น้ำกรวด ควรเป็นน้ำที่สะอาด ไม่มีสีและกลิ่น และเมื่อกรวดก็ควรรินลงในที่สะอาดและไปเทในที่สะอาด
อย่ารินลงกระโถนหรือที่สกปรก

4. น้ำเป็นสื่อ–ดินเป็นพยาน การกรวดน้ำมิใช่จะอุทิศไปให้ผู้ตายกินน้ำ แต่ใช้น้ำเป็นสื่อและใช้แผ่นดินเป็นพยาน
ให้รับรู้ในการอุทิศส่วนบุญ

5. ควรกรวดน้ำตอนไหนดี ?
ควรกรวดน้ำทันทีในขณะที่พระอนุโมทนาหรือหลังทำบุญเสร็จ
แต่ถ้าไม่สะดวกจะทำตอนหลังก็ได้ แต่ทำในขณะนั้นดีกว่า ด้วยเหตุผล 2ประการ คือ
- ถ้ามีเปรตญาติมารอรับส่วนบุญ ท่านก็ย่อมได้รับในทันที
- การรอไปกรวดที่บ้านหรือกรวดภายหลัง บางครั้งก็อาจลืมไป ผู้ที่เขาตั้งใจรับก็อด ผู้ที่เราตั้งใจจะให้ก็ชวดไปด้วย

6. ควรรินน้ำตอนไหน ?
ควรเริ่มรินน้ำพร้อมกับตั้งใจอุทิศ ในขณะที่พระผู้นำเริ่มสวดว่า “ยะถาวาริวะหาปูรา...”
และรินให้หมดเมือ่พระว่ามาถึง “…มะณิโชติระโส ยะถา...” พอพระทั้งหมดรับพร้อมกันว่า
“สัพพีติโย วิวัชชันตุ...” เราก็พนมมือรับพรท่านไปจนจบ จึงจะถือว่าถูกต้อง

7. ถ้ายังว่าบทกรวดน้ำไม่เสร็จ จะทำอย่างไร ?
ก็ควรใช้บทกรวดน้ำที่สั้นๆหรือใช้บทกรวดน้ำย่อก็ได้ เช่น
“อิทัง โน ญาตีนังไหตุ สุขิตา โหนตุ ญาตะโย ขออุทิศส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่...(ออกชื่อผู้ล่วงลับ)
และญาติทั้งหลายของข้าพเจ้า ขอญาติทั้งหลายจงเป็นสุขเถิด”
หรือจะใช้แต่ภาษาไทยอย่างเดียวก็ได้ว่า
“ขออุทิศส่วนบุญกุศลที่ข้าพเจ้าได้บำเพ็ญแล้วนี้ จงสำเร็จแก่ พ่อ แม่ ญาติ ครูอาจารย์ ผู้มีพระคุณ
เจ้ากรรมนายเวร และสรรพสัตว์ทั้งหลาย ขอจงได้รับส่วนบุญกุศลครั้งนี้โดยเร็วพลัน และโดยทั่วถึงกันเทอญ”
ส่วนบทยาวๆ เราควรเอาไว้กรวดส่วนตัว หรือกรวดในขณะทำวัตรสวดมนต์รวมกันก็ได้

ข้อสำคัญ ถ้าเป็นภาษาพระ ควรจะรู้คำแปลหรือความหมายด้วย ถ้าไม่รู้ความหมาย
ก็ควรใช้คำไทยอย่างเดียวดีกว่า เพราะป้องกันความโง่งมงายได้

8. อย่าทำน้ำสกปรกด้วยการเอานิ้วไปรอไว้ ควรรินให้ไหลเป็นสายไม่ขาดระยะ และไม่ควรใช้วิธี
เกาะตัวกันเป็นกลุ่มหรือเป็นทางเหมือนเล่นงูกินหาง ถ้าเป็นในงานพิธีต่างๆ ให้เจ้าภาพหรือประธาน
รินน้ำกรวดเพียงคนเดียวหรือคู่เดียวก็พอ คนนอกนั้นก็พนมมือตั้งใจอุทิศไปให้

9. การทำบุญและอุทิศส่วนบุญ ควรสำรวมจิตใจ อย่าให้จิตฟุ้งซ่าน ปลูกศรัทธา ความเชื่อ
และความเลื่อมใสให้มั่นคงในจิตใจ ผลของบุญและการอุทิศส่วนบุญย่อมมีอานิสงค์มาก
ผลบุญที่เราอุทิศไปให้ ถ้าไม่มีใครมารับก็ยังคงเป็นของเราอยู่ครบถ้วน ไม่มีผู้ใดจะมาโกงหรือแย่งชิงไปได้เลย

10. บุญเป็นของกายสิทธิ์ ยิ่งให้ยิ่งมาก ยิ่งตระหนี่ยิ่งน้อย ยิ่งอุทิศให้คนอื่นหมดเลยเราก็ยิ่งจะได้บุญหมดเลย



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #583 เมื่อ: 21 ก.ค. 13, 10:25 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

บทกรวดน้ำแบบสมบูรณ์

ก่อนอื่นให้จุดธูป ๑ ดอก แล้วอธิษฐานดังนี้ ข้าพเจ้า (ชื่อ...) ขออุทิศส่วนบุญส่วนกุศลที่ทำวันนี้ แก่ท่านทั้งหลายจงมารับเอาเถิด จากนั้นก็เอาธูปปักลงไปที่ดิน แล้วรินน้ำลงไปที่โคนธูป พร้อมท่องคาถากรวดน้ำตามไปด้วย ท่องไปจนกว่าจะจบในระหว่างที่ท่องคาถากรวดน้ำ ๆ หมดก่อนไม่เป็นไร ให้ท่องคาถากรวดน้ำไปจนกว่าจะจบบท (ท่องนะโม ๓ จบ แล้วท่องคาถากรวดน้ำดังนี้)

อิมินา ปุญญะกัมเมนะ อุปัชฌายา คุณุตะรา อาจาริยูปะการา จะมาตา ปิตา จะญาตะกา ปิยา มะมัง สุริโย จันทิมา ราชา คุณะวันตา นะราปิจะ พรัมมะมารา จะอินทรา จะตุโลกะปาลา จะเทวะตา ยะโมมิตตา มนุสสาจะ มัชฌัตตา เวริกาปิ จะสัพเพสัตตา จะสุขีโหนตุ ปุญญานิ ปะกะ ตานิ เมสุขัง จะติวิธัง เทนตุ ขิปปัง ปาเปถะโว มะตัง
อิมินา ปุญญะกัมเมนะ อิมินา อุทิศเสนะ จะขิปปาหัง สุละเภเจวะ ตัณหุปาทานะ เฉทะนังเย สันตาเน หินา ธัมมา ยาวะ นิพพานะโต มะมัง นัสสันตุ สัพพะทา เยวะ ยัตถะ ชาโต ภะเว ภะเว อุชุจิตตัง สะติปัญญา สัลเลโข วิริยัมหินา มารา ละภันตุโนกาสัง กาตุญจะ วิริเยสุเม พุทธา ทีปะวะโร นาโถ ธัมโมนาโถ วะรุตตะโมนาโถ ปัจเจกะพุทโธ จะสังโฆ นาโถตะโร มะมัง เตโสตะมานุภาเวนะ มาโรกาสัง ละภันตุมา ทะสะปุญญานุภาเวนะ มาโรกาสัง ละภันตุมาฯ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #584 เมื่อ: 21 ก.ค. 13, 10:27 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

บทกรวดน้ำแบบสมบูรณ์

ก่อนอื่นให้จุดธูป ๑ ดอก แล้วอธิษฐานดังนี้ ข้าพเจ้า (ชื่อ...) ขออุทิศส่วนบุญส่วนกุศลที่ทำวันนี้ แก่ท่านทั้งหลายจงมารับเอาเถิด จากนั้นก็เอาธูปปักลงไปที่ดิน แล้วรินน้ำลงไปที่โคนธูป พร้อมท่องคาถากรวดน้ำตามไปด้วย ท่องไปจนกว่าจะจบในระหว่างที่ท่องคาถากรวดน้ำ ๆ หมดก่อนไม่เป็นไร ให้ท่องคาถากรวดน้ำไปจนกว่าจะจบบท (ท่องนะโม ๓ จบ แล้วท่องคาถากรวดน้ำดังนี้)

อิมินา ปุญญะกัมเมนะ อุปัชฌายา คุณุตะรา อาจาริยูปะการา จะมาตา ปิตา จะญาตะกา ปิยา มะมัง สุริโย จันทิมา ราชา คุณะวันตา นะราปิจะ พรัมมะมารา จะอินทรา จะตุโลกะปาลา จะเทวะตา ยะโมมิตตา มนุสสาจะ มัชฌัตตา เวริกาปิ จะสัพเพสัตตา จะสุขีโหนตุ ปุญญานิ ปะกะ ตานิ เมสุขัง จะติวิธัง เทนตุ ขิปปัง ปาเปถะโว มะตัง
อิมินา ปุญญะกัมเมนะ อิมินา อุทิศเสนะ จะขิปปาหัง สุละเภเจวะ ตัณหุปาทานะ เฉทะนังเย สันตาเน หินา ธัมมา ยาวะ นิพพานะโต มะมัง นัสสันตุ สัพพะทา เยวะ ยัตถะ ชาโต ภะเว ภะเว อุชุจิตตัง สะติปัญญา สัลเลโข วิริยัมหินา มารา ละภันตุโนกาสัง กาตุญจะ วิริเยสุเม พุทธา ทีปะวะโร นาโถ ธัมโมนาโถ วะรุตตะโมนาโถ ปัจเจกะพุทโธ จะสังโฆ นาโถตะโร มะมัง เตโสตะมานุภาเวนะ มาโรกาสัง ละภันตุมา ทะสะปุญญานุภาเวนะ มาโรกาสัง ละภันตุมาฯ



เห็นไหมการกรวดน้ำทำให้จิตแกว่งจริงๆ หลวงพ่อท่านบอกว่ายังใช้ไม่ได้ มัวแต่ไปกังวลกับน้ำ กังวลว่าจะทำถูกไหม

สมัยพุทธกาลเริ่มจากมีเปรตมาขอส่วนบุญพระเจ้าพิมพิสาร พระพุทธองค์ก็ให้พระเจ้าพิมพิสารถวายภัตตาหารแด่ภิกษุ

ที่นี้เดิมทีพระเจ้าพิมพิสารนับถือพรามหณ์มาก่อน ก็ติดธรรมเนียมที่ว่าจะให้ของใครต้องเทน้ำใส่มือเพื่อแสดงการให้

พระองค์ท่านก็เทน้ำใส่พระหัตถ์พระพุทธเจ้า เห็นไหมการกรวดน้ำมาจากศาสนาพรามหณ์ พระพุทธองค์ไม่ได้สอนให้กรวด

แต่พระองค์ก็ไม่ว่าอะไร อะไรที่ทำแล้วสบายใจก็ทำไป คำว่าอุทิศจริงๆ แปลว่า เจาะจง การกรวดน้ำบางทีเราไปกังวล

ว่าน้ำจะหมดตอนไหน ต้องทำยังไงถึงจะถูก จริงๆแล้วน้ำไม่มีผลอะไรเลย ดีไม่ดีให้ได้ไม่เต็มที่อีกเพราะจิตมันแกว่ง

ขอให้ตั้งใจให้เต็มที่ก็พอครับ ถ้าถามตามแบบพุทธเขาไม่มีตั้งแต่กรวดน้ำแล้ว มีคำอุทิศให้ครับ ครอบคลุมดี

ผมแนะนำฉบับวัดท่าซุงครับ


ทำแบบไหนก็ได้ การแสดงลักษณะท่าทางใดๆ ก็เพียงเพื่อเป็นสื่อนำไปถึงสิ่งที่เรามุ่งหมายเท่านั้น
ถ้าเราใช้จิตของเราแน่วแน่ต่อสิ่งที่เรามุ่งหวัง มันก็จะถึงได้โดยตรง ไม่จำเป็นต้องอาศัยสื่อนำพาใดๆ

เหมือนกับที่เราไหว้พระพุทธรูป เราก็อาศัยพระพุทธรูปเป็นสื่อนำพาไปถึงพระพุทธเจ้า คือคุณธรรมของพระองค์
เราไม่ได้ไหว้สื่อที่เป็นอิฐเป็นปูน ถ้าเราไม่ติดยึดในสื่อเกินไป เราก็จะเข้าถึงเป้าหมายของเราได้ง่ายขึั้น



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า

หน้า: 1 ... 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16

 
ตอบ
ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:   Go
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม