หน้า: 1

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: ถ้าเป็นในสากล ปาร์คนายเลิศต้องเสียภาษีเท่าไหร่  (อ่าน 959 ครั้ง)
add
เรทกระทู้
« เมื่อ: 3 ต.ค. 16, 18:04 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 

ข่าวการขายโรงแรมปาร์คนายเลิศ 10,800 ล้านบาทนั้น ดังกระฉ่อนไปทั่ว เจ้าของก็มุ่งคืนกำไรแก่สังคม มีน้ำใจงามกับพนักงานและสังคม แต่ในบริบทสากลนั้น การครองทรัพย์มูลค่านี้ ต้องเสียภาษีปีละ 144 ล้านบาท หากเป็นเวลา 20 ปี ก็รวม 3,869 ล้านบาท และยังต้องเสียภาษีส่วนเพิ่มมูลค่าอีก 1,008 ล้านบาท
ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย (www.area.co.th) ในฐานะที่ทำการศึกษาเกี่ยวกับระบบภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง และภาษีมรดกในประเทศต่างๆ ทั่วโลก มองแง่มุมหนึ่งของการคืนกำไรต่อสังคม ก็คือการเสียภาษี และระบบภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในสากล และภาษีมรดกเป็นระบบที่พยายามทำให้สังคมมีความเท่าเทียมกันมากขึ้น
ในที่นี้เป็นการยกตัวอย่างให้เห็นในมาตรฐานสากล ไม่ได้มุ่งร้ายต่อเจ้าของทรัพย์ซึ่งเป็นผู้ที่ทำดีเพื่อสังคมมากมาย เช่น เคยร่วมกิจกรรมปลูกป่าชายเลน 100 ไร่ พร้อมบริจาคเงินรายได้ 700,000 บาท จากการจัดงานดอกไม้ประจำปี ครั้งที่ 25 (http://bit.ly/2dKNJMd) เป็นต้น ยิ่งกว่านั้นยังดูแลพนักงานเป็นอย่างดี เช่น ตามประกาศปิดกิจการโรงแรม ก็ระบุว่า "จะรับผิดชอบค่าชดเชยตามอัตราที่กฎหมายกำหนด พร้อมโบนัสอีก 1 เดือน สำหรับพนักงานที่มีสิทธิ์ได้รับโบนัสตามกฎของบริษัท และสินน้ำใจจากครอบครัวอีกจำนวนหนึ่งให้กับพนักงาน" (http://bit.ly/2cL7vdy) อดีตพนักงานก็ยังรักและรู้สึกเสียดายเป็นอย่างยิ่งเช่นกัน (http://bit.ly/2do4xZE)
แต่ในอีกแง่หนึ่ง การคืนกำไรที่แท้ก็คือการเสียภาษีนั่นเอง (ในประเทศไทยของเรา คนรวย ๆ อาจเสียภาษีไม่มากนักเพราะมีโอกาสลดหย่อน แถมยังหาช่องทางหลีกเลี่ยงได้มากมาย จึงทำให้ช่องว่างความเหลื่อมล้ำในสังคมสูงมาก) โดยในกรณีการขายที่ดินนี้ สมมติไม่คิดตัวอาคาร คิดแต่ที่ดินติดถนนวิทยุ 15 ไร่ หรือ 6,000 ตารางวา ประมาณว่าตารางวาละ 1.2 ล้านบาท (ถ้าที่ดิน 4 ไร่แถวนั้น ราคาตลาด 1.7 ล้านบาท) ก็เป็นเงิน 7,200 ล้านบาทแล้ว
ถ้าเป็นในสากล ที่ดินราคานี้ ต้องเสียภาษีดังนี้:
1. แต่ละปี เสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างปีละ 2% หรือเป็นเงิน 144 ล้านบาท และหากนับจากนี้ไปอีก 20 ปี ผู้ที่ซื้อต่อไปพึงเสียตามอัตรานี้ ณ อัตราดอกเบี้ย 3% ก็เท่ากับเงิน 3,869 ล้านบาท
2. เมื่อขาย นอกจากต้องเสียภาษีและค่าธรรมเนียมโอนตามปกติแล้ว ยังต้องเสียภาษีส่วนเพิ่มมูลค่า หรือ Betterment Tax ในกรณีนี้ถือครองมานานมาก ก็อาจคิดจากการเพิ่มขึ้นของราคาที่ดินในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 100% เป็นประมาณ 333% แสดงว่ามูลค่า 7,200 ล้านบาทนี้ เมื่อปี 2548 เป็นเงินเพียง 2,162 ล้านบาท เพิ่งได้เพิ่มจากการที่แถวนั้นมีรถไฟฟ้าบีทีเอส และสาธารณูปโภคอื่นอีกถึง 5,038 ล้านบาท ในกรณีนี้หากรัฐเก็บภาษี 20% ของส่วนเพิ่ม (ไม่ใช่ส่วนที่เป็นทุนของตนเอง) ก็จะได้เงินเข้าหลวงถึง 1,008 ล้านบาท
โดยเฉพาะในเงินส่วนที่ 2 นี้ถือว่าพึงจ่ายเพราะเป็นผลพวงการพัฒนาแถวนั้น หากแม้ที่ดินแปลงนี้จะปล่อยรกร้างไว้ 10 ปีก็ตาม การพัฒนาแถวนั้นส่วนหนึ่งเกิดขึ้นเพราะภาคเอกชน แต่หากไม่มีรถไฟฟ้าผ่านแถวนั้น (ซึ่งตามแผนเดิม ไม่มีสายสุขุมวิท) ราคาที่ดินก็คงไม่ขึ้นอะไรมากนัก และหากรัฐไม่ทำนุบำรุงแถวนั้นเป็นอย่างดี ราคาที่ดินแถวนั้นก็คงไม่งอกเงยเช่นนี้
3. ในกรณีรับมรดก ก็ยิ่งต้องเสียภาษีกันมาก เช่น มีข่าวว่า "ไต้หวันขูดภาษีมรดกหมื่นล้าน" (http://bit.ly/2dkz3Vr) โดยประเมินภาษีไว้ประมาณ 15,180 ล้านบาทจากกิจการทั้งหมดมูลค่า 224,400 ล้านบาท เป็นต้น
การที่เขาเก็บภาษีจากคนรวย ๆ มาก ๆ นั้น ไม่ใช่เป็นการ "ปล้นคนรวย ช่วยคนจน" ใครมีทรัพย์มาก ได้ประโยชน์จากการพัฒนาของรัฐมาก ก็มีหน้าที่ต้องเสียภาษีมาก ย่อมเป็นธรรมอยู่แล้ว ในสังคมทุนนิยม เขาไม่ได้ห้ามให้คนรวยล้นฟ้า แต่ต้องเสียภาษี และต้องพยายามทำให้ความเหลื่อมล้ำน้อยลงด้วย แต่ถ้าเป็นในสังคมศักดินา เขาจะปล่อยให้รวยล้นฟ้าโดยไม่นำพาพวกสามัญชน
ถึงตรงนี้เราจึงจะเห็นได้ว่า ใครก็ตามยิ่งเสียภาษีมาก ยิ่งแสดงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมมาก ยิ่งแสดงถึงความรักชาติมาก ส่วนการคืนกำไรแก่สังคม บริจาคหรือบำเพ็ญประโยชน์ เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ทำแล้วได้กับตนเอง เช่น จิตใจตนเองก็สบาย และได้จากสังคมในรูปลาภ ยศ สักการะตามควร ทั้งสองอย่างนี้จึงไม่ใช่เรื่องเดียวกันเสียทีเดียว เพียงแต่คนที่รับผิดชอบต่อสังคมมาก ๆ ก็ควรที่จะบริจาคมาก ๆ ด้วย หาไม่ก็จะถูกตราหน้าว่าใจดำ-ขี้เหนียว
การเสียภาษีมาก แสดงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมมากนั่นเอง
ที่มา: http://area.co.th/thai/area_announce/area_press.php?strquey=press_announcement1621.htm

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า

กระทู้ฮอตในรอบ 7 วัน

add
เรทกระทู้
« ตอบ #1 เมื่อ: 10 ต.ค. 16, 15:57 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

มีมากเสียภาษีมาก เอาไปพัฒนาสร้างโรงเรียน โรงพยายาล
แต่ไม่ใช่เอาไปเหมาเครื่องบิน กีนไข่ปลาคาเวียร์ แกล้มไวน์แพงๆๆๆ มันผิด
ประเทศเราจน ไหนบอกชาวบ้านให้เศรษฐกิจพอเพียง
แล้วไข่ปลา ไวน์มีการเอากลับบ้านไปไหม เอาไปเท่าไร เพราะราคาเหมาลำนี้ เอาก็เอาไป แอร์เขาก็ไม่สนใจเพราะเขาส่งบิลเก็บเงินได้
อยากให้เปิดเผยค่าอาหารค่าไวน์
และเทียบราคาทั้งหมดว่า ถ้าไม่เหมาลำ แต่ซื้อตํ๋ว บินแต่ละคน จะประหยัดไปกี่10ล้านบาท

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:  ดร.โสภณ พรโชคชัย 

หน้า: 1

 
ตอบ

ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
ติดตามกระทู้นี้ : ส่งไปที่อีเมลของสมาชิกสนุก
  ส่งไปที่
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:  
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม