หน้า : พิมพ์หน้านี้ - "วราวุธ" หนุนผลิตและใช้ผลิตภัณฑ์กันกระแทกจากผักตบชวา ทดแทนเม็ดโฟม

เว็บบอร์ด webboard บอร์ด forum ฟอรั่ม กระดานข่าว กระดานสนทนา สนทนา กระทู้ ความคิดเห็น

หมวดหมู่ => ข่าวประชาสัมพันธ์ => ข้อความที่เริ่มโดย: prdelivery ที่ 23 มิ.ย. 21, 14:16 น

"วราวุธ" หนุนผลิตและใช้ผลิตภัณฑ์กันกระแทกจากผักตบชวา ทดแทนเม็ดโฟม


กระทู้: "วราวุธ" หนุนผลิตและใช้ผลิตภัณฑ์กันกระแทกจากผักตบชวา ทดแทนเม็ดโฟม
เริ่มกระทู้โดย: prdelivery ที่ 23 มิ.ย. 21, 14:16 น

(https://www.img.in.th/images/dd04649ccf091495f6d91b9bf132f8f7.jpg)


23 มิถุนายน 2564 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เผยความคืบหน้า โครงการสนับสนุนการใช้วัสดุกันกระแทกจากธรรมชาติ ทดแทนเม็ดโฟม-โฟมตัวหนอน ในธุรกิจขนส่งพัสดุ-เดลิเวรี่


(https://www.img.in.th/images/1cf18af5ea79e0ce3b3db8b43e8c2c26.jpg)

นายวราวุธ กล่าวว่า หลังจากเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ตนได้ลงพื้นที่เยี่ยมชมและสนับสนุนสินค้าจากวิสาหกิจชุมชน อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี ที่มีการแปรรูปผักตบชวาเป็นสินค้าเฟอร์นิเจอร์ และพบว่านอกจากชาวบ้านในพื้นที่จะสามารถผลิตสินค้าเป็นงานหัตถกรรม ที่ต้องอาศัยทักษะฝืมือขั้นสูงแล้วนั้น ยังมีการแปรรูปผักตบชวา เป็นวัสดุกันกระแทก ที่มีความยืดหยุ่น แข็งแรง รับแรงกระแทกได้ดี มีขั้นตอนการผลิตที่ง่าย ไม่ซับซ้อน และสามารถ Scaling เพิ่มจำนวนในปริมาณมาก เหมาะแก่การใช้ขนส่งสินค้าที่แตกหักง่าย จึงเล็งเห็นโอกาส ในการนำผักตบชวากันกระแทก เข้าสู่ supply chain ธุรกิจขนส่งพัสดุ-เดลิเวรี่ แทนเม็ดโฟมกันกระแทก ที่เป็นปัญหาเรื้อรังทางสิ่งแวดล้อมมาหลายสิบปี เนื่องจากเป็นขยะประเภทใช้ครั้งเดียวทิ้ง ที่ไม่มีวันย่อยสลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน ช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ที่มูลค่าธุรกิจขนส่งพัสดุในประเทศไทยได้เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด เมื่อพิจารณาข้อมูลในรายงานของ Economic Intelligence Center ดังนี้

ปี 2559 : 18,000 ล้านบาท
ปี 2560 : 25,000 ล้านบาท
ปี 2561 : 35,000 ล้านบาท
ปี 2562 : 49,000 ล้านบาท
ปี 2563 : 66,000 ล้านบาท


(https://www.img.in.th/images/3968800ffbf94217667905a2565835f2.jpg)

สิ่งที่เกิดขึ้นตามมา นอกเหนือจากมูลค่าการเติบโตทางเศรษฐกิจแล้ว คือปริมาณขยะแพคเกจจิ้ง และโฟมกันกระแทก ในปริมาณมหาศาลหลายล้านตัน ที่ตกเป็นภาระทางงบประมาณแผ่นดิน


ปัจจุบัน มีผู้ประกอบการขนาดเล็กอยู่ 2-3 ราย ที่ผลิตผักตบชวากันกระแทก โดยมีการรับซื้อผักตบชวาจากชาวบ้านท้องถิ่น นำมาผ่านขั้นตอนการผลิตและติดแบรนด์จำหน่ายอยู่ในท้องตลาด สามารถสร้างกระแส การขนส่งสินค้าด้วยวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ในกลุ่มผู้บริโภคสาย Eco-Friendly กลุ่มเล็กๆ แต่ยังคงขาดการสนับสนุนที่เป็นรูปธรรมจากภาครัฐ ทำให้ยังไม่สามารถเข้ามาแก้ไขปัญหาขยะจากธุรกิจขนส่งพัสดุในภาพรวมได้


(https://www.img.in.th/images/6c24dc29d7a2c977890c9d573af1b213.jpg)

รมว.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจึงได้มอบหมายให้ ดร.ยุทธพล อังกินันทน์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับ กรมควบคุมมลพิษ พร้อมด้วยทีมงานพรรคชาติไทยพัฒนา จัดการประชุมหารือเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2564 ผ่านระบบ VDO Conference เพื่อพูดคุยถึงโอกาสทางธุรกิจ และแนวทางผลักดันการใช้ผักตบชวากันกระแทก โดยมีตัวแทนสมาคมธุรกิจค้าปลีก ผู้ประกอบการขนส่งพัสดุชั้นนำของประเทศไทย เช่น ไปรษณีย์ไทย KERRY ฯลฯ และผู้ประกอบการธุรกิจผักตบชวากันกระแทก เข้าร่วมพูดคุย


นายวราวุธกล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ เป็นการจับกลุ่ม"ผู้ซื้อ"(ธุรกิจเดลิเวรี่) มาพบ"ผู้ขาย"(ผักตบชวากันกระแทก) โดยตรง โดยคาดหวังให้เกิดดีลทางธุรกิจที่ประสบความสำเร็จจริง สร้างดีมานด์ ความต้องการใช้ผักตบชวา ในระดับ Mass Consuming ในจำนวนมหาศาลมากพอ ที่จะสร้างมูลค่าให้ผักตบ สร้างอาชีพ กระจายรายได้ให้ชาวบ้านในพื้นที่ลุ่มน้ำทั่วประเทศ หากทำได้จริงจะเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นก 3 ตัว คือ 1. ลดการสร้างปริมาณขยะโฟมกันกระแทก 2. สร้างแรงจูงใจให้ประชาชนในการกำจัดผักตบชวาที่เป็นปัญหาในแหล่งน้ำธรรมชาติ 3.สร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ สร้างอาชีพ กระจายรายได้ ให้คนตัวเล็กในท้องถิ่น


นายวราวุธ เผยว่า ผลการประชุมหารือ เป็นไปด้วยดี ได้ข้อสรุปที่น่าพึงพอใจ โดยเบื้องต้น บริษัทไปรษณีย์ไทย และ บริษัท KERRY ได้แสดงความยินดีอย่างยิ่งที่จะสนับสนุนการใช้ผลิตภัณฑ์ผักตบชวากันกระแทก ทดแทนการใช้เม็ดโฟม โดยหลังจากนี้ จะมีการแบ่งปันข้อมูลและรายละเอียดต่างๆ ทั้งในเรื่องคุณภาพและปริมาณความต้องการใช้งาน เพื่อเริ่มเปลี่ยนผ่านการใช้วัสดุกันกระแทกในธุรกิจขนส่ง จากโฟมไปเป็นผักตบชวา
นายวราวุธ กล่าวทิ้งท้ายว่า โครงการนี้ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวเล็กๆในแผนการใหญ่ ที่ตนตั้งใจจะทำให้ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมในประเทศไทย เปลี่ยนผ่านสู่การเป็นเศรษฐกิจสีเขียว ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น เพื่อเตรียมความพร้อมให้ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมของไทย พร้อมรับมาตรการทางสิ่งแวดล้อม อันเกี่ยวกับ Carbon Neutrality / Carbon Tax / Carbon Credit ซึ่งจะถูกนำมาใช้เป็นมาตรการกีดกันทางการค้าบนเวทีโลกในอนาคตอันใกล้นี้ ซึ่งหากประเทศไทยไม่รีบปรับตัว อาจสูญเสียโอกาสทางการค้าระหว่างประเทศเป็นมูลค่ามหาศาล