หน้า : พิมพ์หน้านี้ - สมรรถภาพทางกายคืออะไร? พร้อมวิธีทดสอบแบบง่ายๆ

เว็บบอร์ด webboard บอร์ด forum ฟอรั่ม กระดานข่าว กระดานสนทนา สนทนา กระทู้ ความคิดเห็น

หมวดหมู่ => คลับสุขภาพ => ข้อความที่เริ่มโดย: anna_bogi ที่ 26 เม.ย. 22, 14:35 น

สมรรถภาพทางกายคืออะไร? พร้อมวิธีทดสอบแบบง่ายๆ


กระทู้: สมรรถภาพทางกายคืออะไร? พร้อมวิธีทดสอบแบบง่ายๆ
เริ่มกระทู้โดย: anna_bogi ที่ 26 เม.ย. 22, 14:35 น
เพราะสุขภาพร่างกายเป็นสิ่งสำคัญ การดูแลรักษาร่างกายให้แข็งแรงสามารถทำได้หลากหลายวิธี แต่จะทราบได้อย่างไรว่า สุขภาพร่างกายของเรามีความแข็งแรงมากน้อยเพียงใด การตรวจสมรรถภาพร่างกาย (Physical Fitness test) จะช่วยเข้ามาตอบโจทย์ปัญหานี้ได้ เพื่อเสริมสุขภาพร่างกายให้ฟิตและเฟิร์มมากขึ้น สินมั่นคงประกันสุขภาพ มีข้อมูลเรื่องสมรรถภาพทางกายมากบอกต่อค่ะ
 
สมรรถภาพทางกายคืออะไร?

ข้อมูลจากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล (https://www.si.mahidol.ac.th/ (https://www.si.mahidol.ac.th/)) ระบุว่า สมรรถภาพทางกาย หรือ ความฟิตของร่างกาย คือ ความสามารถของบุคคลที่จะใช้ระบบต่าง ๆ ในร่างกายทำกิจกรรมใด ๆ ที่แสดงความสามารถทางด้านร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือได้หนักหน่วง เป็นเวลาติดต่อกันโดยไม่แสดงอาการเหน็ดเหนื่อยให้ปรากฏ และสามารถฟื้นตัวกลับสู่สภาพปกติได้ในระยะเวลาอันรวดเร็ว ผู้ที่มีสมรรถภาพร่างกายที่ดีมักจะเป็นผู้ที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง จิตใจร่าเริงแจ่มใส บุคลิกดี มีความมั่นใจในตัวเองสูง และทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
 
สมรรถภาพร่างกายตรวจเช็กได้อย่างไร

1.   การซักประวัติและตรวจร่างกาย เช่น วัดชีพจร ความดันโลหิต รวมถึงการซักประวัติของโรคที่เกี่ยวข้องกับการทดสอบสมรรถภาพ ซึ่งเป็นการประเมินเบื้องต้นหรือข้อควรระวังของการทดสอบสมรรถภาพร่างกาย

2.   วัดปริมาณไขมันในร่างกาย เป็นการวัดค่าเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกายโดยใช้เครื่องมือเฉพาะในการวัดความหนาชั้นไขมันใต้ผิวหนังในจุดต่าง ๆ ของร่างกาย

3.   การวัดสมรรถภาพของระบบทางเดินหายใจ เป็นการวัดประสิทธิภาพของระบบทางเดินหายใจ โดยผู้ที่มีสมรรถภาพของปอดดี จะทำให้มีความทนทานในการทำงาน ไม่เหนื่อยเร็ว ขณะเดียวกันถ้ามีสมรรถภาพของปอดลดลง ก็อาจบ่งบอกถึงการขาดการออกกำลังกาย

4.   การวัดความอ่อนตัวของร่างกาย เป็นการวัดสมรรถภาพของข้อต่อ
ต่าง ๆ รวมทั้งเอ็นและกล้ามเนื้อรอบ ๆ ข้อ ผู้ที่มีความอ่อนตัวของข้อต่อน้อย จะมีโอกาสบาดเจ็บจากการทำงาน หรือออกกำลังกายมากกว่าผู้ที่มีสมรรถภาพความอ่อนตัวดี ดังนั้น หากพบว่าร่างกายมีความอ่อนตัวหรือการยืดเหยียดของข้อต่อน้อย การปฏิบัติตนตามคำแนะนำเบื้องต้น จะช่วยป้องกันและลดการบาดเจ็บของร่างกาย และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และออกกำลังกายได้ดีขึ้น

5.   การวัดความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเป็นการวัดแรงของกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน เช่น กำลังของกล้ามเนื้อแขน ขา เป็นต้น

6.   ตรวจสมรรถภาพของระบบหัวใจและการไหลเวียนเลือด เป็นการวัดอัตราการใช้ออกซิเจนขณะออกกำลังกาย ซึ่งจะบ่งชี้ไปถึงประสิทธิภาพของหัวใจ ที่ใช้ทำกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน
 
ปัจจัยที่ส่งผลต่อสมรรถภาพทางกาย

1.   อายุและวัย จะมีผลต่อความเหมาะสมในการออกกําลังกายหรือเล่นกีฬา การเลือกกิจกรรม จึงมักแตกต่างกันในแต่ละช่วงวัย เช่น วัยรุ่นเล่นฟุตบอล วัยผู้ใหญ่เล่นเปตอง

2.   เพศ สมรรถภาพทางกายของเพศชายและเพศหญิง จะมีความแข็งแรงแตกต่างกัน

3.   สภาพร่างกาย จิตใจ และพรสวรรค์ เป็นเรื่องของตัวบุคคล เกิดผลมาจากกรรมพันธุ์สิ่งแวดล้อมและขนาดรูปร่างที่แตกต่างกัน

4.   อาหาร มีผลต่อการเสริมสร้างสมรรถภาพทางกาย เช่น โปรตีนช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ หรืออาหารประเภทไขมันและคาร์โบไฮเดรตจะให้พลังงาน

5.   ภูมิอากาศ ส่งผลต่อการเสริมสร้างสมรรถภาพทางกาย เช่น ในช่วงเช้าอากาศเย็นเหมาะสำหรับการฝึกความอดทน ส่วนการฝึกความเร็วและความคล่องแคล่วว่องไวเหมาะกับช่วงบ่าย

6.   เครื่องแต่งกาย ลักษณะของเสื้อ เช่น แขนสั้น แขนยาว เนื้อผ้า สีของผ้า จะมีผลต่อการออกกําลังกายในแง่ของความคล่องตัว การระบายความร้อน

7.   แอลกอฮอล์และบุหรี่ มีผลต่อสุขภาพโดยตรง เนื่องจากแอลกอฮอล์ที่สะสมอยู่ในเลือดจะกระตุ้นให้ประสาทส่วนที่เกี่ยวกับการควบคุมการเคลื่อนไหวด้อยประสิทธิภาพลง ส่วนควันบุหรี่มีสารที่เป็นพิษต่อร่างกาย นิโคตินทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น ความดันเลือดสูง คาร์บอนมอนอกไซด์ในควันบุหรี่ยังขัดขวางการจับออกซิเจนในเลือด ส่งผลให้ประสิทธิภาพในระบบไหลเวียนโลหิตต่ำลง

วิธีออกกำลังเพื่อพัฒนาสมรรถภาพทางกาย

การเพิ่มสมรรถภาพทางกาย มีปัจจัยสำคัญ 4 ประการ ได้แก่

1.    ความถี่ของการออกกําลังกาย ควรฝึกหรือออกกําลังกาย 3-5 วันต่อสัปดาห์ หรือฝึกวันเว้นวัน

2.   ความเข้มของการออกกําลังกาย ควรให้อัตราการเต้นของหัวใจที่เป็นเป้าหมายอยู่ระหว่าง 60-90 เปอร์เซ็นต์ของอัตราการเต้นสูงสุดของหัวใจ ในกรณีที่เป็นการออกกําลังกายแบบแอโรบิก ควรให้อัตราการเต้นของหัวใจอยู่ระหว่าง 70-85 เปอร์เซ็นต์ของอัตราการเต้นสูงสุดของหัวใจ จึงจะส่งผลดีต่อสุขภาพ

3.   ระยะเวลาของการออกกําลังกาย สามารถแบ่งได้ เป็น
•   การฝึกต่อครั้งควรใช้เวลาระหว่าง 5-30 นาทีต่อวัน แต่ถ้าเป็นการออกกําลังกายเพื่อสุขภาพควรใช้เวลา 15-60 นาทีหรือมากกว่า
•   การฝึกต่อสัปดาห์ควรใช้ 3-5 วันต่อสัปดาห์หรือฝึกวันเว้นวัน
•   ระยะเวลาที่ใช้ฝึก ขึ้นอยู่กับความสามารถของแต่ละบุคคล โดยทั่วไปเวลาที่กําหนดจะอยู่ระหว่าง 8-18 สัปดาห์

4.   รูปแบบของการออกกําลังกาย ควรคำนึงถึงการใช้กล้ามเนื้อ ความต่อเนื่องของกิจกรรม ความเป็นจังหวะ และการใช้ออกซิเจนแบบธรรมชาติ เช่น ว่ายน้ำ วิ่งเร็วสลับวิ่ง รวมถึงการเล่นกีฬาต่างๆ ทุกชนิด (เดินขึ้น-ลงบันไดดีกว่าการใช้ลิฟท์อย่างไร https://www.smk.co.th/newsdetail/355 (https://www.smk.co.th/newsdetail/355))
 
ประกันสุขภาพตามฟิต ตามก้าว ...ยิ่งก้าว เบี้ยยิ่งลด... แข็งแรง (ฟิตกว่า) เสี่ยงป่วยน้อยกว่า เบี้ยประกันสำหรับคนฟิตกว่าจึงควรจ่ายน้อยกว่า พร้อมรับเบี้ยคืนอีกหากออกกำลัง (ก้าวเดิน) ได้ตามเงื่อนไขที่กำหนด สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม คลิก https://www.smk.co.th/producthealthdetail/1 (https://www.smk.co.th/producthealthdetail/1) หรือ โทร.1596 Line : @smkinsurance